PassionateYou

ตอนที่ 46





ขณะที่คนอื่นกำลังรื่นเริงกับงานเฉลิมฉลอง เด็กน้อยนามปาร์ค ยูฮวานกลับเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้อง ไม่รับรู้ความเป็นไปของสิ่งใดใดทั้งสิ้น ร้อนไปถึงซีวอนที่ทนไม่ได้กับอาการเศร้าซึมนี้

“วันนี้ผมจะพาไปเที่ยว ดีไหม ไหนๆวันนี้ก็วันคริสต์มาสทั้งที” พี่เลี้ยงหนุ่มเดินมาทรุดตัวลงที่ว่างบนเตียงกว้าง ซึ่งหลายวันมานี้ ยูฮวานยึดเอาเป็นที่อยู่ที่กินพร้อมสรรพ

“ช่างฉันสิ” เด็กน้อยสะบัดหน้าพรืดหนีใบหน้าของคนโกหก

“อย่ามัวแต่อุดอู้อยู่ในห้องเลยน่า ไปด้วยกันเถอะ ผมอยากไปเที่ยวกับคุณนะ” คนรักที่ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรให้อีกฝ่ายไม่พอใจได้แต่ฉวยข้อมือเล็กๆนั้นเอาไว้แล้วแกว่งไปมาเหมือนเด็กกำลังอ้อนขออะไรสักอย่างไม่มีผิด

ยูฮวานมองมือที่จับแขนตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเขาก็ตัดสินใจพยักหน้า ยอมออกไปข้างนอกกับซีวอน

“ดีจัง งั้นเราไปสวนสนุกกันเถอะนะ คืนนี้จะมีโชว์พิเศษด้วย” พี่เลี้ยงคนเก่งออกอาการดีใจจนปิดไม่มิด ชายหนุ่มกุลีกุจอรีบหยิบเสื้อโค้ทตัวหนาสำหรับเด็กน้อยและตัวเขาเอง ไม่ช้าไม่นาน ทั้งสองคนก็พร้อมจะออกนอกบ้าน

“หนาวเหรอครับ” ซีวอนถามเมื่อสังเกตเห็นว่าเนื้อตัวของเด็กน้อยที่นั่งข้างกันในรถหรูสั่นเทา ยูฮวานหันมายิ้มเนือยๆให้ก่อนเบนหน้ามองนอกหน้าต่าง ไม่ได้ตอบคำถามของอีกฝ่าย

พี่เลี้ยงหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าจอดข้างทางทันที เขาถอดเสื้อคลุมตัวเองแล้วทาบมันลงบนตัวของนายน้อย ซีวอนอมยิ้มนิดหนึ่งก่อนขับรถต่อ แม้ยูฮวานจะไม่สดใสเหมือนเคย แต่เพียงแค่เด็กน้อยยอมออกมาเที่ยวกับเขา มันก็น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีเพียงพอแล้ว

“ซีวอน” มือเล็กวางแปะลงบนหลังมือหนาที่กำลังกุมเกียร์รถเอาไว้ ทำให้คนที่กำลังขับรถเหลียวมองชั่วขณะหนึ่งก่อนตั้งสติจดจ่อกับท้องถนน

“ไปแม่น้ำฮันกันเถอะ” เด็กน้อยเอ่ยปากบอกด้วยน้ำเสียงเบาหวิว แม้ไม่เข้าใจ แต่พี่เลี้ยงหนุ่มก็ทำตามโดยดี

ไม่นานหลังจากยูฮวานออกปาก ทั้งสองคนก็กำลังเดินเล่นอยู่ริมแม่น้ำฮันที่ตอนนี้แม้จะไม่สงบอย่างเคยเนื่องจากบรรดาแสงสีที่สะท้อนลงบนผืนน้ำ แต่สีหน้าและท่าทางของยูฮวานกลับดูนิ่งอย่างน่าประหลาด

“พี่จีฮเยเคยบอกฉันว่าถ้ามีเรื่องไม่สบายใจก็ให้หาต้นไม้ใหญ่สักต้น นอนพักใต้ร่มเงาของมัน แล้วตอนที่เราหลับ ต้นไม้มันจะดึงเอาความเศร้าของเราออกไปด้วย” เหมือนจะเอ่ยขึ้นมาลอยๆ แต่ซีวอนก็รู้ว่าคนรักกำลังพูดกับตนอยู่

“แต่ฉันน่ะ...ชอบน้ำมากกว่า แค่นั่งมองมันแล้วสูดกลิ่นเย็นๆเข้าเต็มปอด ฉันก็รู้สึกว่าความเศร้าของฉันถูกสายน้ำพัดพาไปแล้ว” เด็กน้อยพูดไปเรื่อยๆเพราะรู้ว่าผู้ฟังยังคงฟังอยู่

“คุณมีเรื่องไม่สบายใจอะไรหรือครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถามพลางจ้องเขม็งไปยังแผ่นหลังเล็กด้านหน้าที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเดิน

“ฉันรักซีวอนมากนะ” อยู่ๆยูฮวานก็หันมา มือเล็กสอดเข้าหามือใหญ่ แต่ละนิ้วประสานกันพอดิบพอดี เด็กน้อยก้มหน้ามองมือข้างนั้นของตัวเองด้วยแววตายากจะเข้าใจ

“ผมรู้ครับ ผมก็รักคุณ” กระทั่งซีวอนบอกรัก นายน้อยก็ยังก้มหน้าอยู่อย่างนั้น จนซีวอนชักน้อยใจว่ามือของเขาน่าสนใจกว่าคำบอกรักอย่างนั้นหรือ

“รู้ใช่ไหมว่าฉันเกลียดคนโกหก ยิ่งถ้าเป็นคนที่ฉันรักด้วยแล้ว ฉันจะยิ่งโกรธมากเป็นร้อยเท่าพันเท่า” ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงแรงบีบเกร็งที่มือของตัวเองยามที่คนรักเอ่ยประโยคนี้ ซีวอนก้มมองนิดหนึ่งก่อนเอ่ยตามความรู้สึก

“ไม่มีใครชอบคนโกหกหรอกครับ” แน่นอน...ไม่มีใครอยากถูกหลอก ไม่มีใครชอบคนโกหกหลอกลวง

“แล้วนายโกหกฉันทำไม” เด็กน้อยเอ่ยถาม มือที่กุมกันอยู่บีบแน่น

“ผมโกหกคุณเรื่องอะไร” ชั่วขณะหนึ่งที่ซีวอนลืมเสียสนิทว่าตัวเองเคยพูดอะไรกับคนรักเอาไว้ ก่อนจะนึกขึ้นได้เมื่อได้ยินประโยคถัดมา

“ทำไมนายไม่บอกฉันว่านายเป็นน้องพี่จุนกี เป็นว่าที่ประธานบริษัทคนต่อไป แล้วก็เป็นอะไรอีกหลายๆอย่างที่ไม่ใช่แค่คนในครอบครัวธรรมดาอย่างที่นายบอกฉัน” คำพูดพรั่งพรูออกมาไม่หยุด ยูฮวานหลุดอาการนิ่งเฉยที่เจ้าตัวเพียรสวมบทบาทมาหลายวันทันที

“......” พี่เลี้ยงไม่พูดอะไรเลยสักคำ คิดว่าจะนิ่งฟังอีกฝ่ายพูดจนกว่าจะพอใจ

“ทำไมต้องปิดบังกันด้วย” เมื่อถึงตรงนี้หางเสียงก็เริ่มสั่นเมื่ออีกคนไม่ยอมพูดอะไรเลย มือที่กุมกันอยู่ถูกปล่อยออก เด็กน้อยทุบอกแกร่งแรงๆด้วยความน้อยใจ ทำไมซีวอนไม่บอกกันตรงๆ

“......”

“ฉันยังรอฟังคำอธิบายอยู่นะ รู้ใช่ไหมว่าถ้าเป็นคนอื่น ฉันไม่ให้โอกาสได้แก้ตัวแบบนี้แน่ แต่เพราะซีวอนเป็นคนที่ฉันรัก ฉันถึงพยายามเป็นคนมีเหตุผล” ยูฮวานหยุดหายใจนิดหนึ่ง ก่อนจะรวบรวมความกล้า สะกดก้อนสะอื้นที่จุกขึ้นมาถึงลำคอ แล้วพูดประโยคนั้นออกไป

“หรือถ้านายคิดเหมือนพี่ว่าฉันเด็กเกินไปที่จะเข้าใจ...เราจะเลิกกันก็ได้” มือที่ทุบอกแล้ววางค้างอยู่เมื่อครู่ถูกถอนออก ยูฮวานผละตัวออกห่างจากพี่เลี้ยงของตัวเอง

“ไม่นะครับ!” เพียงแค่คำนั้นหลุดออกจากปาก ซีวอนที่คิดจะรอฟังคนรักพูดจบก็ทนไม่ได้ขึ้นมาทันที แขนแกร่งเกี่ยวเอาเนื้อตัวของเด็กน้อยเข้ามาในอ้อมอก หากจะให้ปล่อยคนคนนี้ไปน่ะหรือ...ไม่มีทาง

“แล้วซีวอนจะเอายังไง ฉันให้โอกาสอธิบาย แต่นายก็ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ” ยูฮวานเริ่มโวยวายขึ้นมาทันที ดิ้นรนขืนตัวจะออกจากวงแขนที่กักจังตัวเองเอาไว้เสียให้ได้ แต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่ใช่คนใจเย็นอยู่แล้ว เขาเป็นเพียงแค่เด็กคนหนึ่งที่ชอบเล่นซนไปวันๆ ซีวอนต่างหาก ที่ทำให้เขาต้องโตเกินตัวแบบนี้ สอนให้รู้จักความรัก สอนให้รู้ว่าเรื่องอย่างนั้นทำอย่างไร แต่ถ้าจะให้เขาพยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้ เขาก็คงทำให้ไม่ได้ การพูดคุยกันด้วยเหตุผลแบบที่ซีวอนชอบ เขาก็ทำได้ไม่ค่อยดีนักหรอก ดังนั้นหากความสัมพันธ์นี้จะต้องยุติลง มันก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร ในเมื่อซีวอนคิดว่าเขายังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจเรื่องพวกนี้

“ผมแค่ไม่อยากให้คุณไม่ไว้ใจผม จำได้ไหมที่คุณเคยบอกว่าพวกคนรวยชอบใส่หน้ากากเข้าหากัน ในตอนนั้น...ถ้าผมบอกคุณว่าผมก็เป็นหนึ่งในคนพวกนั้น คุณก็คงจะไม่ยอมฟังสิ่งที่ผมจะพูดต่อ แต่ให้รู้ไว้นะยูฮวาน...ผมไม่เคยคิดจะหลอกเอาผลประโยชน์จากคุณ” น้ำเสียงนุ่มนั้นช่างอ่อนโยนและอบอุ่น ยูฮวานไม่นึกเลยว่าคนที่มีน้ำเสียงแบบนี้จะหวังร้ายกับตัวเองได้ หากเขาจะเชื่อใจคนตรงหน้านี้ จะไม่เป็นอะไรจริงๆใช่ไหม

“แต่สักวันหนึ่ง ซีวอนก็ต้องกลับไปรับช่วงต่อกิจการของที่บ้าน...” แล้วถ้ามันต้องเป็นอย่างนั้น เขาจะยังมีพี่เลี้ยงแสนดีคอยอยู่เคียงข้างกันแบบนี้อีกไหม

“ผมรับงานพี่เลี้ยงเด็กก็เพราะอยากพิสูจน์ตัวเอง ผมไม่อยากอาศัยใบบุญพ่อแม่ตลอดไป แล้วไอ้เรื่องประธานบริษัทอะไรนั่น ผมไม่เคยคิดจะทำ และตอนนี้เรื่องเดียวที่ผมคิดจะทำก็คือ...อยู่กับคุณแบบนี้ตลอดไป” คนตัวสูงพูดเสียงหนักแน่น แววตาไม่มีบ่งบอกเด่นชัดว่าคนพูดจริงจังแค่ไหน และประโยคหลังนั้นเองที่เรียกรอยยิ้มจากเจ้าตัวเล็กได้มาก ยูฮวานยิ้มกว้างอย่างที่ตัวเองไม่ได้ทำมาหลายวัน

“อ้าว! แล้วอย่างนี้บริษัทของซีวอนก็เจ๊งน่ะสิ โหย! ถ้าเราคบกันแล้วมีแต่แย่กับแย่แบบนี้ พ่อแม่นายจะไม่เกลียดฉันเหรอเวลาเจอกันน่ะ” แต่แม้จะเขินอายเพียงไร เด็กน้อยก็ยังต่อปากต่อคำได้ตามนิสัยเดิม

“พูดแบบนี้แสดงว่ายอมไปหาพ่อแม่ผมแล้ว” และมันก็เหมือนทุกๆครั้งที่ซีวอนมักจะย้อนคำพูดของนายน้อยเป็นคำพูดเข้าข้างตัวเองเสมอ

ยูฮวานทำตาโตทันทีเมื่อได้ยินอย่างนั้น มือเล็กถูกยกขึ้นมาหวังจะตีคนตรงหน้าให้สมกับที่ชอบพูดจาทำเขาเขินเขาอยู่เรื่อย ทางซีวอนเองก็หลับตาปี๋ ยกไม้ยกมือเตรียมป้องกันเป็นพัลวัน ทว่ารออยู่นานก็ไม่รู้สึกเจ็บสักที พี่เลี้ยงหนุ่มจึงลืมตาขึ้น และพบว่าคุณหนูตัวดีวิ่งหนีเขาไปไกลโข

“นี่! เรื่องบริษัทของซีวอนน่ะ ฉันจะรีบเรียนรีบจบ แล้วเดี๋ยวจะเป็นประธานบริษัทให้เอง อย่าเพิ่งชิงเจ๊งไปซะก่อนล่ะ อีกตั้งเจ็ดปีแน่ะ ฮ่าฮ่า” คุณหนูตัวดีไม่ได้ตอบตรงคำถามของคนรัก แต่กลับเอามือป้องปาก ตะโกนประโยคยาวเหยียดแล้ววิ่งหนีไปอีกรอบ

“คุณยูฮวาน รอผมด้วยสิครับ!” แม้จะต้องเสียเวลายืนอึ้งให้สมองประมวลผลไปหลายวินาที แต่ท้ายที่สุด ซีวอนก็ออกตัววิ่งตามคนรัก..และความรักของตัวเอง





‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡





“อื้อ...อา ใจร้อนจังนะคะยูชอน” เสียงหวานของอิสตรีดังไปทั่วห้องโถงที่เงียบงัน นี่ก็เป็นอีกคืนที่ยูชอนพาผู้หญิงเข้ามาร่วมหลับนอนในบ้าน แม้จะสงสัยไม่น้อยว่าทำไมบ้านมันถึงได้เงียบผิดปกติแบบนี้ทั้งที่เป็นคืนคริสต์มาส แต่ชายหนุ่มก็ไม่สนใจอะไร เขายังคงเดินตรงไปยังห้องนอนของตัวเอง โดยที่ไม่ได้เว้นว่างจากการลูบคลำหญิงสาวข้างตัวเลย

ปึก!

เมื่อมาถึงหน้าห้องนอน ปลายเท้าของชายหนุ่มก็สะดุดเข้ากับกล่องสี่เหลี่ยม ซึ่งยูชอนเพียงแค่เตะมันออกให้พ้นทางแล้วเดินเข้าไปในห้อง ในสมองตอนนี้ไม่สนใจเรื่องอื่นใดนอกเสียจากร่วมรักแรงๆจนหนำใจกับสาวสวยเรือนร่างอวบอัดนี่เท่านั้น ชายหนุ่มไม่ได้เฉลียวใจเลยสักนิดว่าในคืนนี้และคืนต่อๆไป...จะไม่มีคนนอนร้องไห้ฟังเสียงครางของเขากับหญิงสาวมากหน้าหลายตาอีกต่อไป





‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡





“พี่ยูชอน! ตื่นสิ ตื่นเดี๋ยวนี้นะ!” เสียงเล็กโวยวายไปทั่วห้อง เจ้าน้องชายพยายามดึงตัวพี่ลุกขึ้นจากเตียง ทว่าคนหลับอยู่ก็ตัวหนักเสียจนคนเป็นน้องต้านแรงไม่ไหว ต้องทิ้งตัวพี่ชายให้กระแทกลงกับที่นอน นาทีนั้นเองที่ยูฮวานนึกโทษน้ำหนักตัวพี่ชายกับแรงดึงดูดของโลก

“อือ...อะไรกันริคกี้ โวยวายแต่เช้า” เพราะแรงกระแทกเมื่อครู่ กอปรกับแสงอาทิตย์ที่แยงตา ยูชอนจึงงัวเงียตื่นขึ้นมาอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก และพบว่าเสียงดังน่ารำคาญที่มาบริการถึงข้างหูนั้นมาจากน้องชายตัวดีนี่เอง

“พี่จุนซูน่ะ พี่จุนซู...” เหมือนมีคำที่อยากจะบอกมากมายในหัว แต่พอเอาเข้าจริง ยูฮวานกลับเลือกไม่ได้สักประโยคเดียว ได้แต่พูดชื่อพี่ชายอีกคนซ้ำไปซ้ำมา

“เรื่องของจุนซูมันเกี่ยวอะไรกับพี่ จะบอกอะไรก็ไปหาจุนซูเสียสิ” ยูชอนชักสีหน้าขึ้นมาทันที เขาล้มตัวลงนอนอีกครั้งแล้วเอาหมอนปิดหูตัวเอง

“ไม่ใช่! พี่จุนซูไม่อยู่แล้ว ฮือ...” แต่เสียงร้องไห้ของเจ้าน้องชายก็ยังเล็ดลอดเข้ามาให้ได้ยินอีกจนได้

“แค่ออกไปข้างนอกมั้ง เดี๋ยวก็กลับ” ตอบส่งๆไปให้พ้นตัว ยูชอนพลิกตัวหนีไปอีกด้านเพื่อตัดปัญหา

“ไม่มีทาง! พี่เขาไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว” แต่ไอ้มือเล็กๆของน้องมันก็ตามมาเขย่าเสียจนตัวสั่นคลอน ซ้ำยังคำพูดหนักแน่นนั้นอีก ทั้งสองสิ่งเริ่มทำให้ยูชอนใจไม่ดีเอาเสียเลย

“อะไรของนาย แล้วรู้ได้ยังไงว่าจุนซูจะไม่กลับ” แม้จะร้อนใจ แต่ก็ยังควบคุมน้ำเสียงให้นิ่งเฉยได้เป็นปกติ ยูชอนมองน้องชายที่กำลังร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตายด้วยความกังวลใจ

“ใน...การ์ด ฮึก...” คำบอกของน้องชายทำให้ยูชอนนึกขึ้นได้ เขาวิ่งออกไปนอกห้องและพบกับกล่องของขวัญที่สภาพย่ำแย่เต็มทีเพราะโดนเขาเตะเมื่อคืน ข้างกันนั้นมีซองจดหมายสีขาวและการ์ดใบหนึ่ง โดยไม่รอช้า ชายหนุ่มรีบอ่านพวกมันทันที





ถึง คุณยูชอน

ขอโทษครับที่ออกมาโดยไม่บอกกล่าว แต่คุณไม่ต้องห่วงว่าจะเสียการงาน เพราะผมเตรียมเลขาฯคนใหม่ไว้ให้และเธอจะเริ่มงานในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ จดหมายลาออกผมวางไว้บนโต๊ะทำงานของคุณแล้ว โปรดอนุมัติด้วยนะครับ สำหรับเหตุผลที่ผมต้องไป...ก็เป็นเพราะผมรบกวนครอบครัวของคุณนานเกินไปแล้ว ขอบคุณนะครับสำหรับตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การได้ใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคาตระกูลปาร์คทำให้ผมมีความสุขมาก ผมเองก็ยังนึกไม่ออกว่าจากนี้ไปจะอาศัยที่ไหน เราอาจจะไม่ได้เจอกันอีก หรืออาจจะบังเอิญเจอกันที่ไหนสักแห่ง ถ้าคุณยูชอนไม่อยากทักก็ไม่ต้องทักผมหรอกนะครับ ถือเสียว่านี่คือการลาขาดชั่วชีวิตหากคุณต้องการ เอ่อ...นี่ผมเขียนอะไรไร้สาระเกินไปหรือเปล่า ถ้าคุณรำคาญก็ขอโทษนะครับ

ผมไม่อยู่แล้ว คุณยูฮวานคงขาดคนดูแลไปอีกหนึ่ง ยังไงก็ช่วยดูแลแกมากกว่านี้หน่อยนะครับ อย่างไรคุณก็เป็นพี่ชาย พี่ชายกับพี่เลี้ยงมันต่างกันนะครับ อย่าคิดว่าน้องไม่รักตัวเองเลยครับ ถ้าคุณหาเวลาคุยกับแกบ่อยๆ คุณยูฮวานคงกล้าพูดกับคุณมากกว่านี้ ส่วนตัวคุณเองก็อย่ามัวแต่ทำงานจนลืมเวลานะครับ ดูแลสุขภาพตัวเองด้วย พยายามเข้านะครับ ผมจะเอาใจช่วยอยู่ห่างๆ

ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง
จุนซู






ยูชอนรู้สึกเลยว่ายิ่งอ่านอักษรพวกนั้นมากเท่าไร หูของเขาก็เหมือนมีลมตีกันอื้ออึงไปหมด เขาแทบไม่ได้ยินเสียงร้องไห้ของยูฮวานที่ตามไล่หลังมาแม้จะเรียกได้ว่าน้องชายแผดเสียงแล้วก็ตาม ตอนนี้รู้สึกมึนงง จับต้นชนปลายอะไรไม่ถูก ในเมื่อคนที่เขาคิดอยู่เสมอว่าจะอยู่กับเขาตลอดไป กลับมาจากกันไปเสียแบบนี้ ยูชอนไม่คิดเลยว่าจุนซูจะทิ้งเขาได้ลงคอ

ยูชอนก้มลงเก็บจดหมาย การ์ด และกล่งของขวัญทั้งหมดเอาไว้ในอ้อมแขน ลัทนทีที่เดินกลับมาในห้อง น้องชายวิ่งเข้ามาเกาะแขนเขาทันที

“พี่จุนซูได้บอกอะไรพี่บ้างไหมว่าจะไปที่ไหน...ว่าไงล่ะพี่ ตอบฉันมาสิ อย่าเงียบแบบนี้” ในตอนนี้เสียงของยูฮวานที่เคยสดใสร่าเริงกลับแหบพร่าอย่างน่าใจหาย ยูชอนมองน้ำตาที่นองหน้าน้องชายด้วยแววตาว่างเปล่า

“น้องออกไปก่อนนะ ตอนนี้พี่อยากอยู่คนเดียว เธอก็ด้วย เดี๋ยวฉันจะให้คนขับรถไปส่ง” ยูชอนไล้มือเช็ดคราบน้ำตาออกจากใบหน้าน้องชายก่อนดันไหล่เล็กให้หันหลังออกจากห้อง แล้วหันไปบอกหญิงสาวที่กึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียงของเขามาสักพักหนึ่ง และดูเหมือนเธอจะรู้ดีว่าควรทำตัวอย่างไร เพราะไม่ต้องให้ชายหนุ่มพูดซ้ำเป็นครั้งที่สอง เรือนร่างสะโอดสะองก็จัดการสวมใส่เสื้อผ้าเสียเรียบร้อยแล้วออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อไม่มีใครอื่น ไหล่ที่เคยตั้งตรงก็กลับลู่ลงอย่างน่าสงสาร ยูชอนทรุดตัวนั่งลงบนเตียงอย่างหมดแรง ในมือยังมีกล่องของขวัญแนบการ์ดสี่เหลี่ยม ชายหนุ่มค่อยๆแกะกระดาษสีสดสวยที่ห่อมันออกอย่างไม่ใส่ใจ

ภายในกล่องสี่เหลี่ยมขนาดพอเหมาะ มีตุ๊กตาหมีสีครีมกอดนาฬิกาปลุกเรือนเล็กน่ารัก ยูชอนขมวดคิ้วนิดหนึ่งเพราะไม่คิดว่าจุนซูจะซื้อของจำพวกนี้ให้เขา





คิดไม่ถึงใช่ไหมว่าผมจะซื้อของน่ารักแบบนี้ให้คุณ ไหนๆก็เป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายแล้ว ถือเสียว่าเปลี่ยนบรรยากาศก็แล้วกันนะครับ...Merry Christmasครับ
จุนซู






ยูชอนมองตุ๊กตาหมีที่เหมือนกำลังยิ้มปลอบใจเขาอยู่อย่างนั้น นิ่งและนานโดยที่ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากลำคอ





‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡





“โอย หนักหัวชะมัด” ในช่วงสายของวันหลังคริสต์มาส ยุนโฮตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดขมับอย่างรุนแรง เมื่อคืนเขาคงดื่มหนักไปหน่อยถึงได้หมดสภาพอย่างนี้ ตอนแรกก็คิดแค่จะดื่มคลายเครียด แต่พอได้จิบเพียงนิดเดียว ก็กลับกลายเป็นว่าแก้วแล้วแก้วเล่าที่เขากระดกผ่านคอลงไป ตอนดื่มมันก็ลืมเรื่องที่กังวลใจได้อยู่หรอก ทว่าพอเริ่มสร่างแบบนี้แล้วก็รู้ว่ามันไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย

“แจจุง...แจจุง” เสียงแหบพร่าเพ้อเรียกหาคนที่เคยนอนเคียงกันอยู่ทุกคืน แต่ยุนโฮก็นึกขึ้นมาได้ว่าแจจุงไม่ยอมนอนกับเขามาหลายคืนแล้วเพราะเหตุเข้าใจผิดกันเรื่องพ่อของแจจุง ตอนนี้แจจุงยังไม่หายโกรธ ซ้ำเขาก็ยังออกไปตระเวนราตรีเสียจนเกือบเช้า เป็นอย่างนี้แล้วฝ่ายนั้นจะให้อภัยเขาได้อย่างไร

เมื่อนึกได้อย่างนั้น ชายหนุ่มก็คิดจะตามไปง้อคนที่อยู่ห้องใกล้กันต่อ ทว่าเหมือนตัวของเขาจะหนักอึ้งไปหมด เดินได้ไม่กี่ก้าวก็ล้มตึงกับพื้นเสียแล้ว เสียงดังไปถึงข้างล่างจนคุณแม่นมรีบวิ่งขึ้นมาแทบไม่ทัน

“ตายแล้วคุณยุนโฮ ทำไมถึงตัวร้อนขนาดนี้คะ” ยุนโฮปรือตามองใบหน้าของหญิงวัยกลางคนที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่ยังเล็ก ก่อนที่สติจะดับวูบไปด้วยพิษไข้ เดือดร้อนให้บรรดาเด็กรับใช้ทั้งหลายวิ่งวุ่นหาคนมาช่วยพยุงร่างหนาที่อ่อนปวกเปียกนั้นให้นอนลงบนเตียงโดยดี

“แจจุง...” ชื่อเดียวและคำเดียวเท่านั้นที่หลุดออกมาจากปาก ซึลกิที่กำลังเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้คุณหนูคนโตถึงกับร้อนใจ เพราะพยายามปลุกเท่าไรคุณหนูก็ไม่ตื่น หากไม่ยอมทานอะไรเสียหน่อยก็คงจะทานยาไม่ได้ และถ้าตื่นขึ้นมาไม่พบคนที่อยากเจอ คุณหนูของเธอก็คงทำตัวดื้อเป็นเด็กๆแน่นอน

“รีอิน ไปตามคุณแจจุงมาหน่อยเร็ว เธอเพ้อใหญ่แล้ว” หันไปสั่งหลานสาวซึ่งรีบวิ่งออกจากห้องไปทันทีที่ได้ยินคำสั่ง ก่อนสาวใช้จะกลับเข้ามาบอกข่าวที่ทำให้ซึลกิอยากจะไม่สบายไม่ได้สติไปอีกคนเสียให้ได้

“เธอ...เธอไม่อยู่แล้วค่ะ ไปไหนก็ไม่รู้ ไม่ได้เอาอะไรติดตัวไปสักอย่างเลยด้วย” ไม่อยากจะคิดเลยว่าหากยุนโฮไข้ลดจะโวยวายเพียงไรเมื่อได้ยินประโยคคล้ายคลึงกันนี้










เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงจนแทบเรียกได้ว่าค่อนวัน ยุนโฮจึงไข้ลดลงมาบ้าง ซึลกิที่เห็นอย่างนั้นก็โล่งใจในระดับหนึ่ง แต่เรื่องน่าปวดหัวที่สุดกำลังจะเริ่ม เมื่อ...

“แจจุงล่ะครับคุณอา” ในเมื่อประโยคแรกที่ออกจากปากกลับเกี่ยวข้องกับคนสวยที่หายไปเกือบทั้งวันโดยไม่มีใครรู้ร่องรอย

“คือ...เธอหายออกจากบ้านไปตั้งแต่เมื่อคืน” คุณแม่นมตัดสินใจบอกไปตามตรง ทว่าก็ขลาดกลัวเกินกว่าจะเอ่ยเต็มเสียง เพราะรู้ว่าพายุลูกใหญ่กำลังรออยู่ตรงหน้า

“แล้วทำอะไรกันอยู่! ทำไมเพิ่งมาบอกผม” เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด คนป่วยที่นอนนิ่งอยู่ดีๆพยายามดันตัวเองลุกขึ้น ทำท่าเหมือนจะออกไปตามหาเองเสียให้ได้

“พวกเราก็เพิ่งรู้เมื่อเช้าค่ะ” รีอินเป็นคนช่วยเสริม ก่อนจะรีบหุบปากแทบไม่ทันเมื่อเห็นสีหน้าน่ากลัวของเจ้านายหนุ่ม

“ไม่รู้ล่ะ สั่งคนออกตามหา ถ้าไม่เจอ อย่าหวังว่าจะได้ทำงานที่นี่อีก” แม้จะไม่สบาย แต่ความเอาแต่ใจก็ยังคงไม่เปลี่ยน ยุนโฮชี้นิ้วสั่งกราดแล้วร่างที่ลุกขึ้นยืนได้ไม่นานก็โงนเงนอีกครั้ง

“แต่คุณยุนโฮคะ ทานอะไรสักหน่อยเถอะค่ะ จะได้ทานยา” ซึลกิพยายามจะให้คุณหนูกลับลงไปนอนตามเดิม แต่ตอนนี้เธอก็ขลาดกลัวเกินกว่าจะแตะต้องเนื้อตัวของคนป่วย ได้แต่คอยดูอยู่ใกล้ๆเผื่อยุนโฮจะล้มลงไปอีก

“งี่เง่า! พี่จะไปตามกลับมาทำไมเหรอ” เสียงหวานๆของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นจากทางหน้าประตู จีฮเยนั่นเองที่กำลังกอดอก ยืนมองพี่ชายด้วยสายตาดูแคลน

“ฉันทิ้งมันไปแล้วล่ะ ตุ๊กตาตัวนั้นน่ะ” เธอขยายความพลางเดินไปนั่งลงที่เตียงของพี่ชายหน้าตาเฉย ทำท่าเหมือนตัวเองไม่สนใจว่าคนที่พูดถึงนั้นจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร

“อะไร...ตุ๊กตาอะไร” ยุนโฮถามด้วยความงุนงง ขออย่าให้เป็นอย่างที่เขาคิดเลย

“ก็ตุ๊กตาวันเกิดที่พี่ให้ฉันไง ฉันเบื่อมันแล้ว ก็เลยทิ้งซะ” แต่คำตอบที่น้องสาวพูดก็แทบพรากลมหายใจไปจากยุนโฮ ในเมื่อตุ๊กตาที่จีฮเยพูดถึงจะเป็นใครไปได้นอกจากแจจุง! ท่าทางเหมือนไม่แยแสนั้นทำให้ยุนโฮยิ่งไม่พอใจ

“พูดอะไรของเธอ! แจจุงไม่ใช่ตุ๊กตา” ตวาดตอบกลับไป ดวงตาคมแม้จะฉ่ำเยิ้มด้วยพิษไข้ แต่ก็ยังสามารถฉายแววไม่พอใจได้ชัดเจน

“เหรอ? แต่พี่เป็นคนบอกฉันอย่างนั้นเอง” น้องสาวตัวดีก็ช่างกล้า ต่อปากต่อคำกับพี่ชายเจ้าอารมณ์ได้หน้าตาเฉย ไม่มีเกรงกลัวเลยสักนิด

“ไปตามแจจุงกลับมาเดี๋ยวนี้!” ยุนโฮตวาดลั่นจนสุดเสียง ทว่าที่พ้นลำคอออกมากลับเป็นเพียงเสียงแหบแห้งเท่านั้น

“พี่มีสิทธิ์สั่งฉันด้วยเหรอ นั่นมันของของฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้ ถ้าอยากเอาไปเล่นต่อก็รีบหายป่วยแล้วไปตามหาเองเสียสิ” น้องสาวคนสวยเชิดหน้าท้าทายก่อนกล่าวประโยคเด็ดทิ้งไว้แล้วเดินจากไป ประโยคที่แว่วตามมาทำเอาหญิงสาวยิ้มออก

ขอข้าวให้ผมด้วยครับ...

บอกกันดีๆไม่รู้เรื่อง มันก็ต้องหาทางล่อหลอกแบบนี้นั่นแหละ เฮ้อ...ตกลงนี่เธอมีพี่ชายหรือน้องชายกันแน่?





‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡





หลังวันคริสต์มาสผ่านพ้นไป ไม่นานวงเฟธก็ต้องแสดงต่อหน้าโปรดิวเซอร์ของ SJ ENTERTAINMENT นอกเหนือจากคนในวงแล้ว คนที่ตื่นเต้นไม่แพ้กันก็คงเป็นจองซูที่คอยเอาใจช่วยทุกคนอยู่ห่างๆ

“เยซอง...” เช้าวันนั้นจองซูแวะไปหาเพื่อนรัก พร้อมของขวัญชิ้นใหญ่

“อ้าวจองซู! แล้วนั่นอะไรน่ะ” เจ้าของเรือนผมไฮไลท์สีแดงเอ่ยถามเมื่อเห็นไอ้เจ้าของอะไรสักอย่างที่ดูใหญ่เทอะทะ ซึ่งจองซูแบกมันมาด้วย

“คือ...ฉันฝากให้คังอินหน่อยนะ ขอบใจมาก” ไม่ทันจะได้พูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบอะไร จองซูก็ผลักไสเจ้าของที่ว่านั้นเข้าสู่อ้อมกอดของเพื่อนแล้วรีบเดินจากไป จนเยซองรับเอาไว้แทบไม่ทัน

“เฮ้! เดี๋ยวสิ จะไม่อยู่ดูพวกเราแสดงเหรอ” ตะโกนไล่หลังถาม ในเมื่อบ่ายนี้แล้วที่พวกเขาจะไปที่ค่ายเพลงนั่น

“ไม่ล่ะ ต้องรีบกลับไปเตรียมข้าวของ วันพรุ่งนี้ก็จะไปแล้ว” จองซูเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมา เขาไม่กล้า...ไม่กล้าหันกลับไป ที่เขาเลือกมาหาเยซองก็เพราะหากไปหาฮีชอล รายนั้นที่ไม่อยากให้เขาไปอเมริกา และคงจะพยายามโน้มน้าวแน่ๆ เขาที่เป็นคนใจอ่อนก็คงคล้อยตามได้ไม่ยาก เพราะฉะนั้น...แม้จะอยากอยู่คุยให้กำลังใจเพื่อนเท่าไร ที่จองซูทำก็มีเพียงเดินจากไปเท่านั้น

ในบ่ายวันเดียวกัน เยซองจึงต้องขนทั้งเครื่องดนตรีของตัวเอง และของที่จองซูให้ยองอุนไปที่บ้านของฮีชอล ซึ่งทุกคนนัดซ้อมกันที่นั่นก่อนไปตามนัดกับ SJ ENTERTAINMENT

“อะไร?” เจ้าคนเด็กกว่ามองของที่ถูกยื่นมาให้ด้วยสายตาเคลือบแคลง ดูจากรูปร่างของบรรจุภัณฑ์ก็รู้ว่าเป็นกีตาร์

“ของขวัญวันคริสต์มาสมั้ง จองซูฝากมาให้นาย” เยซองตอบก่อนจะผลักสิ่งที่ตัวเองถือมานานให้รุ่นน้องรับมันไปแต่โดยดี

“ผมไม่เอา” แต่ฝ่ายนั้นก็แสนรั้น ผลักมันกลับคืนให้รุ่นพี่จนได้

“ไม่เอาไม่ได้ นายต้องรับไว้” เยซองเองก็ไม่ยอมแพ้ ยัดเยียดมันให้จนยองอุนยอมรับไว้ในที่สุด เจ้าเด็กรุ่นน้องรับมาแล้วเปิดออกก็พบกับกีตาร์ไฟฟ้าที่เขาเคยพูดกับเยซองว่ามันสวยและเจ๋งขนาดไหน ทว่าราคามันก็แสนแพง แต่ตอนนี้...มันอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว

“ทำไม?” ถามด้วยความสงสัย ทำไมจองซูถึงซื้อเจ้านี่ให้เขา และทำไมเขาต้องรับของของจองซู

“นายเคยรู้ไหมว่าทำไมจองซูต้องไปทำงานพิเศษที่ร้านเบเกอรี่ ถ้าไม่ใช่เพราะนายเคยบอกให้เขารู้จักหางานทำ แล้วเขาก็ตั้งใจจะเก็บเงินซื้อไอ้นี่ให้นายน่ะ” ฮีชอลที่ดูเหมือนจะเป็นคนที่รู้เรื่องพวกนี้ดีที่สุดกล่าวแทรกขึ้นมา ซึ่งเรียกความสนใจจากน้องชายได้ดีนัก

“ผมไม่ได้ขอให้เขาซื้อซะหน่อย” พูดพลางขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหัวเสีย ไอ้คนซื้อมันชักจะยุ่งเรื่องของเขามากเกินไปแล้ว

“ไม่มีคำว่าร้องขอในความรักหรอก สำหรับจองซู แค่นายพูดลอยๆ เขาก็เก็บเอาไปคิดแล้ว” คนเป็นพี่พยายามอธิบายให้น้องเข้าใจ แต่พูดไปอย่างไร ฝ่ายนั้นก็เฝ้าแต่ปฏิเสธท่าเดียว

“หึ! รักเริกอะไรกัน พวกพี่จะแกล้งอะไรผมเล่นอีกล่ะ” ยองอุนแค่นเสียงหัวเราะ แม้จะเห็นอยู่ตำตาว่าจองซูรักเขามากเพียงไร แต่สิ่งที่ชายหนุ่มทำก็คือพยายามหลอกตัวเองว่าความรักนั้นไม่มีอยู่จริง

“ฟังนะยองอุน พวกฉันพูดเรื่องจริง นายเองก็รู้ดีว่าจองซูรักนายมากแค่ไหน และวันพรุ่งนี้..เขาก็จะไม่อยู่เกาหลีแล้ว” คำพูดของเยซองเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางหัว ยองอุนมึนงงเสียจนคิดอะไรไม่ออก เรื่องต่างๆมันประเดประดังเข้ามาไม่ยอมหยุด

นี่มันเรื่องบ้าอะไร พอกันที! เขาต้องไปถามจากจองซูให้รู้เรื่อง!















To be Continued

Talk : และแล้วตอนที่ 46 ก็มาก่อนซินเปิดเทอมตามสัญญา Passionate You!! เล่มแรกซินจะส่งอีกรอบวันที่ 26 นะคะ เพราะซินจะเข้าไปส่งที่ไปรษณีย์ในม. ขอโทษที่ล่าช้าค่ะ

ส่วนวันนี้ซินไม่ได้มาอัพฟิคอย่างเดียวนะ ซินเอาเกมมาให้เล่นกันด้วยค่ะ คลายเครียดๆ ไหนๆก็เปิดเทอมกันแล้ว

ใครเคยดู Golden Compass บ้างเอ่ย ก็คือตัวละครในเรื่องเขาจะมี Daemon เป็นของตัวเอง ซึ่งตอนเราเด็กๆมันจะไม่มีรูปร่างแน่นอน แต่พอเราโตมันจะมีรูปแบบตายตัว มันจะเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ซึ่งจะเป็นชนิดไหนมันก็ขึ้นอยู่กับนิสัยเจ้าของ และเจ้าDaemonที่ว่านี่จะมีเพศตรงข้ามกับเราค่ะ

1.ก่อนอื่นก็เข้าไปที่ลิงค์นี้
http://www.goldencompassmovie.com/
2.กดเลือกภาษา(ไม่มีภาษาไทยค่ะ) จากนั้นรอมันโหลดหน้าจอ(รอจนกว่าไอ้หลอดทองๆมันจะเต็ม)
3.แล้วดูแถบรายการด้านบน เลือก Daemons
4.จากนั้นมันจะโหลดหน้าใหม่ กดเลือก Meet your Daemon
5.แล้วก็กรอกชื่อกับเพศเรา ตามด้วยทำแบบทอสอบยี่สิบข้อ
6.พอเสร็จแล้วมันจะมีคำจำกัดความตัวเราห้าคำ พร้อมกับรูปร่างของDaemonของเรา
7.กด
Save มันจะเป็นปุ่มทางขวาที่อยู่ใต้ตัวDaemonของเรา
8.กรอกอีเมล์ของเรา จากนั้นจะมีโค้ดและลิงค์มาให้เรา ซึ่งจะเป็นหน้าไปสู่Daemonของเรา
9.เอาโค้ดไปแปะในบล็อก หรือเอาลิงค์ไปให้เพื่อนตอบคำถามว่าห้าคำจำกัดความนั้นตรงกับเรารึเปล่า
10.ถ้ามันตรงกับเรา Daemonเราไม่เปลี่ยน แต่ถ้าไม่ตรง Daemon ของเราจะเปลี่ยน
11.ทั้งนี้ทั้งนั้น มันจะสามารถเปลี่ยนได้ภายใน
12 วัน หลังจากนั้นมันจะไม่เปลี่ยนแล้วค่ะ

ของซินตอนแรกได้
Hare Daemon กระต่ายป่าน่ารักเชียว ชื่อ Zyrxy ไม่รู้อ่านว่าอะไร แต่ซินเรียกมันว่าไซร์ซี ฮ่าฮ่า ชอบชื่อมันจังเลย มีทั้งอักษร z กับ x ที่ซินชอบ แล้วปรากฏว่าพอให้เพื่อนลองทำ กระต่ายน้อยของซินกลายเป็นผีเสื้อสีทองไปซะแล้ว จากนั้นมันก็กลายเป็นสิงโต แล้วกลายมาเป็นผีเสื้อสีทองอีกที ฮ่าฮ่า อีกสิบเอ็ดวันนับจากนี้ มันจะกลายเป็นตัวอะไรน้อ ถ้าอยากเห็นก็ดูที่บล็อกเลยค่ะ(ใครจะอยากเห็นเนี่ย?) ซินแปะไว้ท้ายเอนทรี่ 2008.05.22 ซินนิสเตอร์กับรับน้อง!

แล้วของเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ เล่นแล้วได้อะไร อย่าลืมเอามาอวดกันบ้างนะคะ ^ ^

edit @ 24 May 2008 17:07:41 by Zinister