This Is Me [Ch.9]
posted on 25 Jun 2009 15:57 by zinister in ThisIsMe
Chapter 9 Kim’s Family
แทมินไม่เคยมาที่นี่มาก่อน...แต่เพราะจากคำบอกเล่าของพี่อนยู เขาเลยกำลังยืนอยู่...หน้าบ้านครอบครัวคิม
...บ้านของพี่จงฮยอน...
บ้านของพี่จงฮยอนมันก็คือคฤหาสน์ดีๆ นี่เอง ตัวตึกใหญ่โตถูกซ่อนจากสายตาผู้คนด้วยรั้วทึบสูงตระหง่าน เพราะฐานะร่ำรวยขนาดนี้เองสินะ อดีตคนรักของเขาถึงซื้อแหวนให้คนที่ตัวเองไม่ได้รักได้ง่ายๆ
แทมินออกจะตื่นตาตื่นใจอยู่ไม่น้อย เพราะกว่าสี่เดือนที่คบกัน รุ่นพี่ต่างโรงเรียนไม่เคยพาเขามาที่บ้านเลยสักครั้ง อาจเป็นเพราะด้วยเหตุผลที่เด็กชายคิดเอาเองว่า ชายหนุ่มคงอยากพาคนที่ตัวเองรักจริงๆ มาที่บ้านมากกว่า
ซึ่งแน่นอนว่านั่นไม่ใช่เขา
เด็กน้อยกดกริ่งหน้าอาคารทรงยุโรปแล้วรอสักพัก ก็มีเสียงผู้ชายดังมาจากอินเตอร์โฟนด้านหน้าประตู
“ต้องการพบใครครับ”
“ผมมาหาพี่จงฮยอนครับ” แทมินรู้สึกประหม่านิดหน่อย พี่จงฮยอนฐานะดีมาก ดูอย่างไรก็เกินเอื้อมสำหรับเขาจริงๆ
“สักครู่นะครับ” ฝ่ายนั้นตอบกลับด้วยความสุภาพเช่นเดิม แล้วก็เหมือนมีเสียงคนเถียงกันดังมาจากอินเตอร์โฟนเบาๆ ก่อนที่ประตูรั้วสีขาวจะเลื่อนออก จากนั้นร่างสูงโปร่งของผู้ชายหน้าหวานคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้ม
เด็กชายแน่ใจว่าเขาไม่เคยรู้จักคนที่กำลังสาวเท้าก้าวมายังตนมาก่อน เขาจึงทำได้เพียงยิ้มเจื่อนตอบกลับไป แล้วก่อนที่จะได้ทักทายหรือพูดอะไร ข้อมือเล็กของเจ้าเด็กผมเห็ดก็ถูกกึ่งลากกึ่งจูงเข้าไปในตัวบ้านหลังรั้วสูง
“พวกการ์ดนี่น่าหงุดหงิดจริงๆ เลย เด็กหน้าตาน่ารักแบบนี้จะเป็นคนไม่ดีได้ยังไงกัน ชิ!” เจ้าของฝ่ามือที่กุมข้อมือแทมินเอาไว้เอ่ยปากพร่ำบ่นไปตามเรื่องตามราว ซึ่งเท่าที่ฟังดูก็คงเป็นเพราะตอนแรกการ์ดหน้าบ้านจะไม่ยอมให้เด็กชายเข้ามาในบ้านนั่นเอง
“เพื่อนจงฮยอนสินะ แล้วนี่เรารู้จักจงฮยอนมานานรึยังล่ะ พี่ไม่เคยเห็นหน้าเรามาก่อนเลย เอ้าๆ รองเท้าถอดไว้นั่นแหละ เดี๋ยวก็มีคนมาจัดการให้เอง ว่าแต่...เราชื่ออะไรล่ะ” คนที่ลากแทมินเข้าบ้านพล่ามไปเรื่อย ก่อนจะหันมาหาเด็กชายเมื่อนึกได้ว่ายังไม่ได้ทำความรู้จักกัน
“ผม...” แทมินไม่รู้จะตอบตรงไหนก่อน ยังไม่ทันจะรู้ชื่อคนตรงหน้า แต่อีกฝ่ายก็เอาแต่ถามรัวเป็นชุด ไม่เว้นช่องให้เขาตอบเลย
“พี่ชื่อแจจุงนะ เป็นพี่ชายคนรองของจงฮยอนเขา แล้วเราล่ะชื่ออะไร” ปากอิ่มถามซ้ำพร้อมดวงตากลมโตจับจ้องที่ปากของเด็กชาย นัยว่ากำลังรอให้เจ้ากลีบเนื้อสีชมพูเผยอเอ่ยชื่อตนเสียที
“ผม...” ทว่าขณะที่เด็กชายอ้าปากกำลังจะตอบเป็นครั้งที่สอง อยู่ๆ ไหล่ของเขาก็ถูกกระชากไปทางด้านหลัง แล้วทั้งตัวของแทมินก็ตกไปอยู่ในอ้อมกอดของใครก็ไม่รู้!
“อ๊าย! นี่เด็กที่ไหนน่ะแจจุง ทำไมหน้าตาน่ารักอย่างนี้!” เสียงติดแหลมของเจ้าของวงแขนเอ่ยถามแล้วกระชับกอดแน่นเข้าไปอีก จนเด็กน้อยคิดว่าถ้าคนคนนี้ขี่หลังเขาได้ ก็คงจะทำไปแล้ว
เมื่อแทมินหันกลับไปมอง เขาก็พบผู้ชายร่างบางอีกคน แน่นอนว่าเป็นคนที่เขาไม่รู้จักเช่นเคย...ผู้มาใหม่คนนั้นก้าวไปยืนเคียงกันกับคนแรกก่อนหน้า เด็กชายนึกมองเปรียบเทียบสองคนอยู่ในใจ คนหนึ่งที่บอกว่าชื่อแจจุงเป็นชายหน้าหวานขัดกับกล้ามโตที่ดันแขนเสื้อออกมา การพูดการจาทำให้รู้สึกว่าเป็นคนอบอุ่นใจดี ส่วนอีกคนที่เขาไม่รู้ชื่อนั้นก็หน้าหวานไม่แพ้กัน ทว่าเมื่อสังเกตจากสีผมน้ำตาลแดงจัดจ้าน ก็ทำให้คิดว่าเป็นพวกมั่นใจในตัวเองสูงเสียมากกว่า
แต่...คนพวกนี้คือใครกัน?
ไม่เพียงแต่แทมินที่สงสัย เพราะดูเหมือนชายหนุ่มตัวสูงทั้งสองก็แปลกใจไม่ต่างกัน ทว่าเด็กน้อยก็ทนแววคะยั้นคะยอจากนัยน์ตากลมโตสองคู่ของคนอายุมากกว่าไม่ไหว ต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากออกมาก่อนด้วยความประหม่า
“ผมชื่อแทมินครับ คือผมเอาของมา...” เห็ดน้อยแนะนำตัวคร่าวๆ ก่อนจะเข้าประเด็น แต่ยังไม่ทันพูดจบประโยค คนที่ยืนจ้องตาเขาก็โผเข้ามากอดอีกครั้ง
“อ๊า! หน้าตาก็ดี ชื่อก็น่ารัก แถมผมยังทรงหัวเห็ดอีก อะไรจะน่าฟัดน่ากอดขนาดนี้” เจ้าของวงแขนพูดอย่างนั้นพร้อมใช้มือกดใบหน้าเรียวของเด็กชายให้ซุกเข้าหาอกตนมากขึ้นอีก
“พอก่อนเถอะพี่ฮีชอล เด็กตกใจหมดแล้วเห็นไหม” ทว่าก่อนที่แทมินจะเจ็บจมูกมากไปกว่านี้ พี่ชายคนรองก็แยกทั้งสองคนออกจากกันเสียก่อน และประโยคที่ได้ยินนั้นก็ทำให้แทมินเรียนรู้ว่ามนุษย์ช่างกอดนี่คือพี่ชายคนโตของครอบครัวคิมนั่นเอง
“คือ...ผมเอาของมาคืนพี่จงฮยอนน่ะครับ” เมื่อได้สูดอากาศเข้าเต็มปอด เด็กชายก็รีบพูดก่อนจะโดนแย้งอีกครั้ง
“อ้อ! เอามาสิ เดี๋ยวถ้าเจ้านั่นกลับมาแล้วพี่จะเอาให้นะ ว่าแต่...เราอยู่ทานของว่างรอก่อนดีไหม” พี่ชายท่าทางใจดีเอ่ยชวน พร้อมจูงมือเด็กน้อยให้มานั่งที่โซฟา
“ไม่ดีกว่าครับ ผมมีนัดกับเพื่อนต่อ” ทว่าเด็กชายกลับปฏิเสธด้วยเห็นว่าไม่สมควรจะอยู่ต่อ หากจงฮยอนกลับมาเห็นจะอึดอัดเสียเปล่า ดังนั้นแทมินจึงรีบถอดแหวนที่สวมอยู่แล้ววางมันลงบนมือของแจจุง
ดวงเนตรดำขลับของพี่ชายทั้งสองหรี่มองเจ้าวงแหวนแวววาวบนมือพี่คนรอง คนสวยทั้งสองมองหน้าเด็กชายอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะหันไปยิ้มให้กันอย่างมีเลศนัย
“อยู่อีกสิบนาทีก็ไม่ได้เหรอ พี่มีขนมอยากให้ลองชิม” แจจุงเอ่ยปากพร้อมจ้องเด็กชายด้วยแววตาเว้าวอน แต่มุมปากที่ยกยิ้มนั่นน่ะ...เจ้าเล่ห์ชัดๆ
“คือ...” เด็กน้อยอยากจะปฏิเสธ แต่ก็บอกปัดได้ไม่เต็มปาก ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นผู้ใหญ่ อายุมากกว่าตนตั้งหลายปี แม้จะอึดอัด แต่แทมินก็ไม่กล้าเสียมารยาท
“พี่ฮีชอลคุยกับแทมินไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันไปเอาเค้กมาก่อน” ทว่าทั้งที่บอกให้ชวนคุยไปก่อน แต่แจจุงก็กลับมาเสียรวดเร็วจนพี่ชายคนโตยังไม่ทันได้เปิดประเด็นอะไรเลยด้วยซ้ำ เพราะมัวแต่เพ่งมองหน้าตาน่าเอ็นดูของคนที่บอกว่าตัวเองเป็นเพื่อนน้องชาย
แต่ถึงขนาดจงฮยอนซื้อแหวนให้แบบนี้...ไม่ใช่แค่เพื่อนหรอกมั้ง
“มาแล้ว~” แจจุงร้องบอกร่าเริงก่อนเดินมานั่งบนโซฟาข้างแทมิน แล้ววางจานที่ตนถือมาลงบนโต๊ะรับแขก
เค้กช็อกโกแลตนมสดรสชาติกลมกล่อมถูกตัดชิ้นสวยงามวางอยู่บนจานสีขาวใบเล็ก ช็อกโกแลตสีน้ำตาลเข้มสลับชั้นกับนมสดสีขาวตัดกันอย่างสวยงาม ด้านบนประดับหน้าด้วยเชอรี่สีแดงสดฉ่ำเยิ้ม แค่สีสันก็ยั่วตายวนใจเด็กชายเสียแล้ว
“เอ้า ทานสิแทมิน แล้วบอกพี่หน่อยว่าอร่อยรึเปล่า” พี่คนรองร้องเร่งเมื่อเห็นนัยน์ตาเป็นประกายของแทมินที่บอกว่าอยากจะชิมนักหนา แต่ขณะเดียวกันก็ฉายแววลังเลออกมาเสียชัดเจนจนพ่อครัวใหญ่ต้องช่วยกระตุ้น
แล้วแทมินก็พ่ายแพ้ให้กับความอยากของตัวเอง มือเรียวจับช้อนเงินในมือเอาไว้มั่นแล้วค่อยๆ ตักเค้กหน้าตาน่าทาน และเพียงคำแรกที่ล่วงเข้าปาก รสสัมผัสที่ได้รับก็ทำเอาเด็กชายถึงกับทำหน้าเคลิ้มเสียยกใหญ่ เมื่อเค้กเนื้อนุ่มเหมือนจะละลายหายไปทันทีที่สัมผัสลิ้น เหลือไว้เพียงรสหวานและกลิ่นหอมยั่วยวนให้ลิ้มลองคำต่อไปเรื่อยๆ
“เป็น’ไง?” ฮีชอลถามคนอายุน้อยกว่าด้วยดวงตาเป็นประกาย ราวกับเขาเป็นคนทำเค้กนี่เสียเอง
“อร่อยมากๆ เลยครับ!” แทมินตอบชัดถ้อยชัดคำ
“อร่อยก็ทานเยอะๆ นะ ในตู้เย็นมีอีกเพียบเลย” พี่ชายกล้ามโตบอกพร้อมลูบผมนุ่มของเด็กชายเล่น แทมินหันมาส่งยิ้มกว้างให้พี่ชายทั้งสองแล้วก้มหน้าก้มตาจัดการกับของหวานในมือต่อ จึงไม่ทันได้เห็นสายตาของฮีชอลและแจจุงที่มองสบกัน สื่อนัยว่าแผนรั้งตัวเด็กชายสำเร็จตามต้องการ
ขนมกับเด็กมันของคู่กัน ถ้าอยากได้เด็ก ก็ต้องเอาขนมเข้าล่อแบบนี้นั่นแหละ...
ฮีชอลกับแจจุงส่งสัญญาณให้กันทางสายตาเป็นการหารือ ก่อนพี่ชายคนโตจะเป็นคนเอ่ยปาก
“เออนี่แทมิน อย่าหาว่าพี่สอดรู้สอดเห็นเลยนะ แต่แทมินชอบจงฮยอนตรงไหนเหรอ?”
“อุ๊บ! แค่ก แค่ก!”
เด็กชายที่กำลังเพลิดเพลินกับการลิ้มลองเค้กรสเลิศถึงกับสำลักเมื่อได้ยินคำถามแสนจะตรงไปตรงมาของคนอายุมากที่สุดในวงสนทนา เด็กชายไอหน้าดำหน้าแดงเสียจนแจจุงต้องช่วยลูบหลัง
“อะไรอะ ถามแค่นี้สำลักเลยเหรอ? พี่รู้หรอกน่า แทมินคบกับจงฮยอนอยู่ใช่ไหมล่ะ” ตัวคนถามยังคงพูดจ้อต่อด้วยสีหน้ารู้ทัน แทมินที่เห็นอย่างนั้นก็ไม่รู้จะพูดต่ออย่างไร ความสัมพันธ์ครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้ยังจะเรียกว่าคบกันได้อยู่อีกหรือ
“คือ...”
“ตอบพี่มาเถอะน่า ทำไมเราถึงชอบจงฮยอน” แจจุงช่วยเสริมอีกแรงด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วรื่นหูกว่าพี่ชายเยอะ
“ก็...พี่จงฮยอนใจดีนี่ครับ” เสียงใสค่อยๆ พูดกระท่อนกระแท่น แทมินก้มหน้าซ่อนแก้มแดงปลั่งของตัวเองด้วยความเขินอาย
“หะ! จงฮยอนเนี่ยนะใจดี!” พอได้ยินคำตอบของเด็กน้อย ฮีชอลก็ถึงกับเต้นผาง ก็รู้อยู่หรอกว่าเจ้าน้องชายเป็นคนแข็งนอกอ่อนใน เพียงแต่ไอ้ที่ว่าอยู่ใน มันก็ในเสียจนลึกสุด ไม่นึกเลยว่าจะมีคนมองออกว่าจงฮยอนไม่ได้เย็นชาหรือใจร้ายอะไร
“ใช่ครับ พี่เขาเคยช่วยผมจากพวกโรคจิตด้วยนะ” พอพูดถึงคนคนนั้นทีไร เคยมีสักครั้งบ้างไหมที่ความชื่นชมจะไม่ปะปนออกมาในน้ำเสียง ต่อให้แทมินเสียใจหรือผิดหวังมากเพียงไร แต่ความรักที่มีต่อจงฮยอนก็ไม่เคยพร่องลงสักที และเพราะอย่างนี้ไง เขาถึงไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากันตรงๆ
ถามว่ากลัวจงฮยอนไหม? ไม่เลย คนคนนั้นไม่มีอะไรน่ากลัวสักนิด
ที่แทมินกลัวน่ะ...กลัวใจตัวเองต่างหาก
กลัวหลงไปกับคำหลอก กลัวถลำไปกับความรักจอมปลอม กลัวแม้กระทั่งความผูกพันที่ปัจจุบันมันก็ยังตัดไม่ขาดสักที
“บังเอิญมากกว่ามั้ง ไม่ใช่มันไปเจอคู่ปรับเก่ากลางทางหรอกเร้อ~” จงฮยอนสมัยม.ต้นน่ะ มีเรื่องชกต่อยบ่อยเสียยิ่งกว่าอะไร ทำให้พอขึ้นม.ปลายช่วงแรกๆ พวกอริเก่าทั้งหลายยังจ้องจะแก้มืออยู่ แต่หลังจากที่ตั้งใจทุ่มเทให้กับบาสเกตบอลอย่างจริงจัง เรื่องชกต่อยพรรค์นั้นก็ไม่มีให้เห็นอีก
“พี่ฮีชอลพูดว่าอะไรนะครับ” เพราะมัวแต่จมอยู่กับความคิดของตัวเอง ซ้ำอีกฝ่ายก็พูดงึมงำแทบไม่ขยับปาก แทมินจึงต้องเอียงคอถามซ้ำเนื้อความที่พี่ชายผมแดงเพิ่งกล่าว
“เปล๊า~ เมื่อกี้พี่พูดอะไรด้วยเหรอ?” ฮีชอลเอานิ้วม้วนผมตัวเองเล่นไปมาพร้อมตีหน้าใสซื่อแนวว่าเมื่อกี้ไม่ได้พูดอะไรออกไปสักนิดเดียว ซึ่งพอเห็นท่าทางไม่รู้ไม่ชี้แบบนั้น แทมินจึงวางใจพูดต่อ
“แล้วพี่จงฮยอนก็เก็บลูกแมวไปเลี้ยงแทนผมด้วย”
เมี้ยว~
พอพูดถึงแมว เหมือนเจ้าสี่ขาที่ถูกพูดถึงจะรู้ตัว เพราะอยู่ๆ ก้อนเนื้อกลมๆ ขยุกขยุยด้วยกลุ่มขนสีขาวแซมน้ำตาลส้ม ก็กลิ้งตัวมาตะกุยขากางเกงแทมิน จนเด็กผมเห็ดต้องก้มมองก่อนร้องด้วยความดีใจ
“ฮยอนมิน!” แทมินร้องเรียกเจ้าแมวเหมียวตัวอ้วนกลมเสียงดัง ก่อนจะอุ้มมันมาวางบนตักโดยที่เจ้าอดีตลูกแมวไม่มีอาการขัดขืนเลยสักนิด ทั้งที่ปกติออกจะซุกซน ถ้าเจอคนแปลกหน้าหรือเจอใครทำอะไรให้รำคาญใจ เจ้าแมวสีขาวแซมน้ำตาลส้มนี่จะทั้งงับทั้งข่วนเลยเชียว
พอเห็นท่าทางสนิทสนมของสัตว์เลี้ยงแสนรักและเพื่อนน้องชาย ทั้งฮีชอลและแจจุงก็เข้าใจทันที
อ้อ...อย่างนี้นี่เอง
เล่นไปเอาแมวเด็กมาเลี้ยง ทำตัวใจดีสุดๆ แล้วแบบนี้เด็กมันจะไม่ตายใจยังไงไหว!
หลังจากมัวแต่เล่นกับเจ้าตัวปุกปุยที่ไม่ได้เจอกันนาน และพูดคุยกับพี่ชายใจดีขี้เล่นทั้งสอง แทมินก็รีบมองหานาฬิกาด้วยความตกใจเมื่อนึกขึ้นได้ว่าป่านนี้คีย์คงรอเขาอยู่
“อ๊ะ ผมต้องไปแล้วละครับ เลยเวลานัดเพื่อนมามากแล้ว” เข้มสั้นที่ชี้ตรงเป๊ะกับเลขห้าบ่งบอกว่าเขาอยู่ที่นี่ชั่วโมงกว่าเข้าไปแล้ว เด็กชายรีบกระวีกระวาดบอกลาฮีชอลและแจจุงทันที ขืนช้ากว่านี้เป็นได้โดนเพื่อนสนิทบ่นหูชาแน่
“อื้ม รีบไปเถอะ ขอโทษด้วยนะที่พี่ทำเราเสียเวลา” แจจุงรับเจ้าฮยอนมินมาจากเด็กชายแล้วปล่อยมันลงเดินบนพื้นบ้าน
“ถ้าวันไหนว่างก็มาเยี่ยมกันบ้างนะ พี่อยากคุยกับเราจัง ชักจะถูกชะตากับเราแล้วสิ” ฮีชอลยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์พร้อมเอ่ยกลั้วหัวเราะ พี่ชายสองคนโตแห่งตระกูลคิมมองหน้ากันแล้วยิ้มขำ ทำให้เด็กชายสงสัยว่ามันมีอะไรน่าขันกันนัก
แทมินได้แต่ยิ้มแห้งรับคำชวน ก็จะให้เขาพูดออกไปได้อย่างไร ว่ามันคงไม่มีวัน...ที่เขาจะได้มาเยือนที่นี่อีกเป็นครั้งที่สอง
จงฮยอนขยับตัวซ้ายขวาด้วยความเมื่อยล้า ไม่คิดว่าการสะสางปัญหากับผู้หญิงคนเดียวจะหนักหนาขนาดนี้ ผู้หญิงที่ชื่อแทยอนอะไรนั่นน่ารำคาญจริงๆ คอยมาเกาะแขนเกาะขาอยู่ได้ ไม่รู้จักคำว่าอายเอาเสียเลย กว่าจะพูดจาให้เข้าใจกันได้ก็กินเวลานานอยู่ ชายหนุ่มเองก็ร่ำๆ จะควบคุมตัวเองไม่ได้ไปหลายครั้ง ดีที่ผู้หญิงคนนั้นยังรักตัวกลัวตาย เลยยอมรับปากจนได้ว่าจะไม่ไปทำร้ายใครอีก
พอนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ ก็ทำเอาจงฮยอนถอนหายใจออกมาแรงๆ ...
เมื่อได้รู้ความจริงว่าแทยอนเคยดักทำร้ายแทมิน จงฮยอนก็รีบออกจากโรงยิม วิ่งตรงไปยังสนามฟุตบอล เพราะเขารู้ว่าคนที่ตัวเองต้องการเจอจะอยู่ที่นั่นเสมอ และเมื่อมาถึง...ชายหนุ่มก็เห็นหญิงสาวเป้าหมายจริงๆ ตามคาด
แทยอนสาวสวยคนดังของโรงเรียนกำลังซ้อมเชียร์กับเพื่อนๆ อย่างสนุกสนาน ท่าทางร่าเริงสดใสเหมือนเด็กสาวไร้เดียงสาอาจทำให้ผู้ชายค่อนโรงเรียนตกหลุมพรางได้ง่ายๆ แต่จะมีกี่คนเชียวที่รู้ ว่าภายใต้ใบหน้าน่ารักราวตุ๊กตานั้นคือแม่มดดีๆ นี่เอง!
เมื่อเห็นนักกีฬาบาสเกตบอลคนเก่งของโรงเรียนกำลังเดินมาทางที่พวกตนยืนอยู่ บรรดาสาวๆ ต่างก็พากันฮือฮาเหมือนนกแตกรัง ทว่าเซ็นเตอร์คนเก่งกลับไม่แม้แต่จะมอง ชายหนุ่มปรี่ตรงเข้าหาแทยอนทันที
“จงฮยอนมาหาแทยอนเหรอคะ” ใบหน้าสะสวยของหญิงสาวร่างเล็กเงยมองพร้อมยิ้มหวาน
“ใช่” เมื่อคำตอบรับสั้นๆ หลุดจากปากคนพูดน้อย บรรดาสาวๆ ร่วมแก๊งของแทยอนก็ห่อปากทำตาโต ทำท่าตื่นเต้นกันยกใหญ่
“อ๊า! แทยอนดีใจจังเลย” เมื่อได้ยินอีกฝ่ายยอมรับอย่างนั้น มือเรียวก็คว้าหมับเข้าที่แขนแกร่ง พร้อมเอนหน้าใสซบแก้มแนบแขนอย่างไม่อาย
“ฉันมีเรื่องต้องคุยกับเธอ” และจงฮยอนก็ใช้โอกาสที่แทยอนเกาะติดตัวเอง ลากหญิงสาวออกมาคุยกันสองต่อสองตรงสุดขอบอัฒจรรย์ จะบอกว่าตามลำพังก็ไม่ถูกนัก เพราะแม้ตรงนั้นไม่มีใครยืนอยู่ แต่ทุกสายตาจากสนามฟุตบอลสามารถมองเห็นได้อยู่ดีว่าพวกเขาทำอะไรกันบ้าง
“เรื่องของเรางั้นเหรอคะ จงฮยอนจะสารภาพรักแทยอนใช่ไหมล่ะ แทยอนน่ะ...คิดเอาไว้อยู่แล้วล่ะว่าวันหนึ่งแทยอนจะชนะใจจงฮยอนได้แน่ๆ” ยังไม่ทันฟังว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร แทยอนก็พูดเองเออเองเสียยืดยาวจนคนฟังรำคาญทั้งหู รำคาญทั้งใจ
“พอเถอะ...”
“ในที่สุดจงฮยอนก็เห็นความดีของแทยอน แล้วก็รู้สึกแบบเดียวกับแทยอ...” ทว่าทั้งที่จงฮยอนก็บอกแล้วให้หยุด แทยอนก็ยังคงเอาแต่พล่ามพรรณนาความรู้สึกตัวเอง จนคนที่ถูกเหมาเอาว่าจะมาสารภาพรักทนไม่ไหว ต้องตะเบ็งเสียงใส่จนอีกฝ่ายตกใจไม่พูดต่อ...
“ฉันบอกให้พอไง!” ตวาดใส่เสียงดังจนแทยอนตกใจ ถอยหลังหนีออกไปสองสามก้าว จงฮยอนมองอาการนั้นก่อนแสยะยิ้มแล้วกล่าวต่อ “เลิกยุ่งกับแทมินได้แล้ว ต่อให้เธอตามทำร้ายคนที่เข้าใกล้ฉันไปอีกกี่สิบคน ฉันก็ไม่มีวันมองเธอ! จะบอกอะไรให้นะ...ไม่มีผู้ชายคนไหนอยากได้แฟนนิสัยแม่มดหรอก เว้นแต่เธอจะใช้มารยาล่อเขามาน่ะ”
“ทำไมจงฮยอนพูดแบบนี้ เด็กนั่นมันบอกให้จงฮยอนมาหาเรื่องแทยอนใช่ไหม!” ไม่มีวันเสียหรอกที่จะโดนว่าอยู่ฝ่ายเดียว รอยยิ้มสะสวยเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นเบ้ปากด้วยอาการดูถูกบุรุษที่สาม
“ไม่เกี่ยวกับแทมิน” เมื่อชื่อของเด็กชายถูกยกขึ้นมาพูดถึง จงฮยอนก็รีบสวนกลับเสียงเครียด แม้แต่ชื่อ...แทมินก็ไม่ควรต้องมาเกลือกกลั้วกับเรื่องพวกนี้
“ทำไมจะไม่เกี่ยว ก็มันน่ะ บังอาจมาชอบจงฮยอนเหมือนแทยอน” เสียงหวานตวัดห้วนไม่น่าฟังตามนิสัยคนเอาแต่ใจ
“เธอสูงส่งมาจากไหนงั้นเหรอ ถึงได้ใช้คำว่าบังอาจกับคนอื่นน่ะ ไม่ใช่ตัวเธอเองหรอกเหรอที่บังอาจมาแตะต้องคนของฉัน”
“แล้วเด็กนั่นมันสูงส่งมาจากไหน จงฮยอนถึงใช้คำว่าบังอาจกับแทยอน” คาดว่าแทยอนคงไม่เคยได้ยินเรื่องความร้ายกาจของจงฮยอนเมื่อสมัยม.ต้นว่าน่ากลัวเพียงไร หญิงสาวจึงได้ต่อปากต่อคำอย่างหาญกล้า
“จากใจไง แทมินเขาไม่เคยคิดร้ายใคร...ไม่เหมือนเธอ” เซ็นเตอร์มือฉกาจตอบได้โดยไม่ลังเล ไม่ต้องเสียเวลาคิดด้วยซ้ำหากให้พูดถึงความดีของแทมิน ในเมื่อสิ่งเหล่านั้นมันรายล้อมอยู่รอบตัวเขาตลอดเวลา
“แต่ที่แทยอนทำไปก็เพราะรั...”
“อย่าพูดคำนั้นให้ฉันได้ยิน หึ! เธอรักอะไรของฉันกันแน่ ชื่อเสียง? เงินทอง? ของพวกนั้นเธอก็มีอยู่แล้วไม่ใช่รึไง รู้จักพอเสียบ้างเถอะแทยอน มันสำคัญนักหรือว่าต้องเป็นที่สนใจของผู้คนตลอดเวลาน่ะ”
“จงฮยอนไม่เข้าใจหรอก” หญิงสาวบอกปัดพร้อมหันหน้าหนี
“เพราะฉันไม่เข้าใจไง เพราะแทมินไม่ได้เป็นคนแบบนั้น ฉันถึงไม่เคยเข้าใจ” ในบรรดาคนที่เข้าหา มีเพียงแทมินคนเดียวเท่านั้นที่ไม่หวังอะไรจากเขานอกจากความรู้สึกดีๆ...สิ่งที่เรียกว่าความรัก ที่เขาไม่สามารถให้ได้ตอนที่ยังไม่ผิดใจกัน
“รักมันมากใช่ไหม เด็กคนนั้นน่ะ” มือเรียวกำแน่นจนเล็บแหลมจิกเข้ากับฝ่ามือตัวเอง เจ็บใจ...เมื่อคนที่ตัวเองหมายตากำลังเข้าข้างเด็กผู้ชายธรรมดาที่ดูอย่างไรก็สู้เธอไม่ได้ในทุกด้าน
“รักไหม...ฉันยังไม่รู้ แต่อย่าให้รู้ว่าเธอยุ่งกับเขาอีกก็แล้วกัน” จงฮยอนตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา ในตอนนี้เขาไม่รู้ว่ารักแทมินหรือเปล่า แต่ความรู้สึกที่ว่าอยากเจอ อยากพูดคุยปรับความเข้าใจ มันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกที
“...” เสียงใสที่เตรียมจะต่อคำถูกกลืนหายกลับคืน เมื่อมือหนาของจงฮยอนพุ่งเข้ามากุมลำคอขาวผ่อง นิ้วที่ไล้ขึ้นลงเหมือนจะบอกกลายๆ ว่าหากเธอยังคงต่อเรื่องต่อราวไม่รู้จบ จงฮยอนคงได้เป็นคนจบเรื่องราวทั้งหมดจริงๆ...ด้วยวิธีถนัดของตัวเอง
“หวังว่าคงจะเข้าใจ...” ชายหนุ่มกล่าวทิ้งท้ายพร้อมปล่อยมือจากคอของแทยอน ก่อนเดินจากไปโดยไม่แยแสว่าหญิงสาวที่ตนทิ้งไว้เบื้องหลังจะหวาดกลัวจนขาอ่อนแรง และถึงกับต้องทรุดฮวบลงนั่งกับพื้นหญ้า
ความหวังของจงฮยอน...แทยอนทำไม่ได้
ไม่เข้าใจหรอก ในเมื่อปกป้องกันขนาดนี้ แล้วทำไม...
ทำไมยังไม่รู้อีกว่าเผลอใจรักเจ้าเด็กนั่นไปแล้วน่ะ
คิม จงฮยอน...
“ไง! ไอ้ไปจัดการอะไรให้มันเรียบร้อยของแกนี่นานเอาเรื่องเหมือนกันนะ” อนยูที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวเปลี่ยนมาเป็นเครื่องแบบนักเรียนเรียบร้อย กำลังยืนพิงเสาห้องพักนักกีฬาของชมรม ก่อนที่บนใบหน้าค่อนกลมนั้นจะปรากฏรอยยิ้มล้อเลียนเพื่อนสนิท
เห็นท่าทางขยับซ้ายขวาไล่ความเมื่อยล้า ก็พอจะรู้ว่ากว่าเรื่องจะจบสวย เพื่อนรักต้องอดทนขนาดไหน ด้วยนิสัยของจงฮยอน วิธีแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดคงไม่พ้นเรื่องวัดกำลัง แต่เพราะคู่กรณีเป็นผู้หญิง การเจรจาจึงถูกงัดออกมาใช้ แม้จะเป็นทักษะที่จงฮยอนไม่สันทัดเท่าไรนัก
“แล้วนี่จะกลับบ้านเลยไหม โรงเรียนแทมินก็เลิกตั้งนานแล้ว ป่านนี้น้องคงกลับบ้านแล้วล่ะ” กัปตันทีมก้มมองนาฬิกาข้อมือ ก่อนเสนอแนวทางเมื่อเห็นเพื่อนรักอยู่ในสภาพเหงื่อชุ่มโชกไปทั้งกาย ตกลงนี่แค่ไปคุยกับแทยอนมาจริงๆ งั้นเหรอ คงไม่ได้เผลอลงไม้ลงมือไปหรอกใช่ไหม
จงฮยอนไม่ตอบ แต่เลือกเดินไปที่อาคารจอดรถแทน อนยูที่เห็นอย่างนั้นก็เข้าใจท่าทางได้ จึงรีบเดินตามไปเพราะหวังอาศัยมินิคูเปอร์แวะส่งเขากลับบ้านนั่นเอง
~Nothing better, nothing better…than you~
ทว่ายังไม่ทันจะออกรถ เสียงโทรศัพท์มือถือของสารถีก็แผดเสียงขึ้นเสียก่อน จงฮยอนดูชื่อที่โชว์หราอยู่บนหน้าจอ ก่อนกดรับอย่างว่องไวไม่มีอิดออด เพราะรู้ว่าถ้าชักช้า คงไม่พ้นโดนคนปลายสายด่ากราดเป็นแน่
“มีอะไรพี่” จงฮยอนเปิดลำโพงให้อนยูที่นั่งข้างกันได้ยินด้วย แล้วตัวเขาก็ขับรถไปตามปกติ ความจริงจะบลูทูธก็ได้ แต่เขาไม่ชอบใส่อะไรให้เกะกะตัวตอนเหงื่อซ่กแบบนี้
“มีคนเอาของมาให้แก” เสียงของพี่ชายนิสัยค่อนข้างจู้จี้ดังก้องในพาหนะขนาดกะทัดรัด อนยูอดขำไม่ได้เมื่อนึกภาพถึงพี่ชายคนโตของเพื่อนสนิท ที่ออกจะกรีดกรายผิดวิสัยชายชาตรีไปเสียหน่อย แต่ก็เป็นคนดีทีเดียว
“อะไร” อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ประธานชมรมบาสเกตบอลสนใจครอบครัวของเพื่อนรักก็คือนิสัยของลูกชายทั้งสามคนที่ไปกันคนละทิศละทาง แถมหน้าตาก็ไม่เห็นจะคล้ายกันสักนิด พี่ชายสองคนจะกระเดียดไปทางตัวบางๆ หน้าหวานๆ ไหงเจ้าน้องคนสุดท้องถึงได้ล่ำผิดพันธุกรรมก็ไม่รู้ แต่ถึงอย่างนั้น...อนยูก็ต้องยอมรับว่าบ้านนี้หน้าตาดีกันทุกคนจริงๆ
“แหวน...”
เมื่อได้ยินคำสั้นๆ แค่พยางค์เดียว ความเร็วของยานยนต์สี่ล้อที่แล่นเอื่อยๆ เมื่อครู่กลับเปลี่ยนเป็นเร็วฉิวทันที โดยไม่ต้องเอ่ยชื่อ จงฮยอนก็รู้ว่าคนที่มาเยือนตอนเขาไม่อยู่คือใคร
เพราะมีแค่คนเดียวเท่านั้น...ที่เขาเคยให้อะไรที่สำคัญแบบนี้
“เฮ้ย!” แต่อนยูที่น่าสงสาร...กลับต้องมานั่งตัวแข็งในมินิคูเปอร์หัดซิ่งเสียได้ แล้วไอ้รถคันเล็กๆ เนี่ย พอเจอถนนขรุขระทีก็เล่นเอาหัวเขากระแทกไปโดนนั่นนี่
ก็ได้แต่นึกในใจว่าคิดผิดจริงๆ ที่หวังอยากนั่งรถกลับบ้านฟรี...
ทันทีที่ล้อวงกลมหยุดหมุน ร่างของจงฮยอนก็รีบวิ่งตัวปลิวเข้าบ้าน ทิ้งให้อนยูต้องยืนส่งยิ้มแห้งให้กับพี่การ์ดหน้าประตู
เออเว้ย...ไอ้เพื่อนคนนี้ ตกลงมันลืมไปแล้วใช่ไหมว่าลากเอาเขากลับมาที่บ้านด้วยเนี่ย!
ดีที่เคยมาบ่อยจนใครๆ ก็จำหน้าได้ อนยูจึงได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าไปข้างใน ไม่ต้องถูกกักตัวเอาไว้เหมือนคนแปลกหน้าอื่นๆ ดังนั้นกัปตันทีมจึงเข้าไปทันเห็นอาการสติหลุดของเพื่อนพอดี
“แล้วแทมินล่ะ...แทมินอยู่ไหน” จงฮยอนร้องถามด้วยความร้อนใจ อนยูเห็นกับตาว่าเพื่อนรักกำลังจับไหล่พี่ชายคนรองของตัวเองเขย่าอย่างแรงทั้งที่มือข้างหนึ่งยังกำแน่นเหมือนกุมอะไรบางอย่างเอาไว้
“เฮ้ย! ใจเย็นหน่อยดิ” ประธานชมรมพยายามจะเข้าไปแยก แต่ก็โดนคุณเพื่อนตัวดีสลัดออกมา และยังไม่ทันที่เขาจะกระโดดเข้าไปอีกครั้ง เสียงวัตถุฟาดลงกับศีรษะของเพื่อนก็ดังขึ้น
ผัวะ!
“แกเลิกเขย่าแจจุงได้แล้ว นี่พี่แกนะ! ส่วนเด็กแทมินนั่นเพิ่งกลับไปเมื่อกี้เอง” ฮีชอลกำลังยืนถือนิตยสารเล่มหนาเท่าขนาดน้องๆ เขียงไว้ในมือ เขายืนกอดอกเชิดหน้าอย่างที่ชอบทำเวลาหมั่นไส้ใคร
พอได้ยินว่าคนรักตัวเองเพิ่งกลับเท่านั้นแหละ สองเท้าของจงฮยอนก็รีบวิ่งออกจากบ้านไป อนยูกับพี่ชายทั้งสองได้แต่มองตามตาปริบ
“ไงอนยู...มีเรื่องอะไรจะเล่าให้พวกพี่ฟังไหม” เมื่อน้องชายแท้ๆ ไม่อยู่รอให้ซักไซ้ พี่ชายคนงามเลยหันมาไล่บี้เพื่อนสนิทที่เห็นกันมาตั้งแต่เด็กแทน
“ก็...เรื่องมันเป็นยังงี้ครับ” และดูเหมือนเจ้าเพื่อนสนิทจะอยากเล่าอยู่แล้ว อนยูเต็มใจสนองคำขอของพี่ชายทั้งสองสุดๆ เพราะโดยที่ไม่ต้องบอก ร่างของเขาก็นั่งปุลงบนโซฟา แล้วเริ่มเล่าความเป็นมาตั้งแต่ต้นจนถึงอาการเหม่อลอยของลูกชายคนสุดท้องของครอบครัวคิม...
ทางด้านแทมิน หลังออกจากคฤหาสน์ตระกูลคิม เด็กน้อยก็ออกเดินเรื่อยไปตามถนนเพื่อจะไปยังป้ายรถประจำทาง และด้วยความเคยชิน...มือข้างขวาก็เผลอลูบนิ้วก้อยข้างซ้ายของตัวเองอีกแล้ว
แม้ว่าตอนนี้...มันจะไม่มีแหวนวงนั้นสวมอยู่แล้วก็ตาม
“แทมิน! แทมิน! นายอยู่ที่ไหนน่ะ” เสียงคุ้นเคยแว่วมาตามหลัง และยังไม่ทันได้คิดอะไร สมองก็สั่งการให้สองขารีบหลีกหนีจากที่ตรงนี้ไปโดยอัตโนมัติ
“แทมิน...พี่รู้นะว่านายยังอยู่แถวนี้ ออกมาหาพี่สิ แทมิน!” เสียงทุ้มตะโกนทั่ว เรียกความสนใจจากคนเดินถนนให้หันมามองเหมือนชายหนุ่มเป็นตัวประหลาด ทว่าจงฮยอนก็ไม่แยแสต่อสายตาพวกนั้น เขายังคงตั้งหน้าตั้งตาออกวิ่งพร้อมตะโกนเรียกชื่อคนอายุน้อยกว่าเป็นระยะ
เมื่อเห็นว่าฝ่ายนั้นใกล้เข้ามาทุกที เด็กชายจึงรีบซ่อนตัวในซอกตึกแคบที่อยู่แถวนั้น แทมินเอามือปิดปากตัวเองเอาไว้ เพื่อสะกดกลั้นไม่ให้เสียงสะอึกหลุดรอดมาจากลำคอ
ใช่...ตอนนี้เขากำลังร้องไห้
อี แทมินคนอ่อนแอกำลังปล่อยให้น้ำตาไหลช้าๆ ...
ทำไมมันถึงได้เจ็บปวดนักนะ ทั้งที่คิดว่าจะเลิกรัก...ทั้งที่อุตส่าห์หนีหน้ากันได้เป็นสัปดาห์ แต่แค่ได้ยินเสียงที่เรียกชื่อตัวเอง มันก็หยุดใจที่กำลังสั่นไหวไม่ได้เลย
ทำไมถึงเจ็บแล้วไม่รู้จักจำนะหัวใจ...ก็รู้ไม่ใช่หรือไงว่าเขากำลังจะทนไม่ไหวแล้ว ทน...รักลวงๆ นี่ไม่ไหวแล้ว
มือข้างหนึ่งปิดปาก อีกข้างกุมหน้าอกตัวเอง แทมินเบียดตัวเข้ากับผนังจนแทบเป็นเนื้อเดียว ก่อนที่สองขาของเด็กชายจะทรุดฮวบลง เด็กน้อยนั่งร่ำไห้อยู่อย่างนั้น ร้องไห้...ให้กับความน่าสมเพชของตัวเอง
ต่อให้สะอื้นจนหมดเสียง หรือร้องไห้จนไร้น้ำตา ความเจ็บปวดมันก็ยังแผ่ซ่านกัดกินหัวใจ เหมือนเนื้อร้ายที่ฆ่าเขาให้ตายทั้งเป็นอยู่ดี...
นานจนเสียงร้องเรียกหายไป...แทมินจึงเดินออกจากตรอกแคบนั่น หลังมือเรียวถูกยกขึ้นปาดน้ำตาให้พ้นจากใบหน้าตัวเอง ทว่าเมื่อเด็กชายเงยหน้าขึ้น...
“พี่จงฮยอน...” คนที่คิดว่าน่าจะกลับบ้านไปแล้วกลับยืนอยู่ตรงหน้าเขา เด็กชายยืนนิ่งด้วยความประหลาดใจ กว่าที่สมองจะสั่งให้เดินหนี ตัวบางๆ ของเด็กน้อยก็ปลิวเข้าไปปะทะแผ่นอกหนาเสียแล้ว
“แทมิน...” เมื่อเจอคนที่ตามหา วงแขนแกร่งก็โอบกอดเอาไว้แน่นหนาให้สมกับที่ไม่ได้เห็นหน้ากันมาหลายวัน ใบหน้าหล่อเหลาซุกซบลงกับซอกคอของเด็กน้อย สูดดมกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ห่างไกลกว่าเกือบสัปดาห์
“ปล่อย...ปล่อยผม” มือเล็กดันแผ่นอกกว้างออกห่าง แทมินพยายามขืนตัวไม่ไปตามแรงมือหนาที่เฝ้าแต่จะกดให้ใบหน้าของเขาซุกซบกับอกอุ่นทว่าแสนโหดร้ายในความรู้สึก
ทำไมต้องตามมา ทำไมต้องจับเขาเอาไว้ ทำไม...ทำไมถึงไม่ปล่อยเขาให้เป็นอิสระ ถ้าไม่รัก...จะรั้งเขาเอาไว้ทำไม
หรือเพราะตั้งใจจะทรมานกัน? และเท่าที่เป็นอยู่นี้...ผมยังเจ็บไม่สาแก่ใจพี่งั้นเหรอ
“ไปกับพี่นะแทมิน” จงฮยอนกระชับอ้อมกอดแน่นมาก...แน่นเท่าที่เขาสามารถจะทำได้ แทมินถูกรัดจนเจ็บไปหมด และทั้งที่พยายามจะเบี่ยงออกจากวงแขนนั้นแล้ว เด็กชายกลับทำไม่สำเร็จเลย หลายครั้งที่เขาเหมือนจะหลุดออกจากแผ่นอกนั่นได้ แต่อ้อมกอดเดิมจะตรงเข้ามาสวมกอดเอาไว้เสียทุกครั้ง
เด็กน้อยร่ำไห้จนตาบวม หน้าตาเลอะน้ำไร้สีจนดูไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องเดินไปตามแรงชักจูงของคนอายุมากกว่า...
บางครั้งแทมินก็สงสัย ทำไมใครๆ ถึงเป็นห่วงเขานัก
ในวันนี้เขารู้แล้ว...รู้คำตอบทั้งหมดแล้ว...
เพราะเขามันทั้งไม่ทันคน ป้องกันตัวเองไม่ได้ ทั้งที่บางครั้งอยากจะปฏิเสธใคร แต่ก็กลับทำไม่ได้ดั่งใจเสียทุกที เหมือนกับเด็กที่ไม่รู้ว่าจะโตเมื่อไร
ทำไมนะทำไม...พี่ถึงไม่ปล่อยผมไปเสียที
แทมินไม่เคยมาที่นี่มาก่อน...แต่เพราะจากคำบอกเล่าของพี่อนยู เขาเลยกำลังยืนอยู่...หน้าบ้านครอบครัวคิม
...บ้านของพี่จงฮยอน...
บ้านของพี่จงฮยอนมันก็คือคฤหาสน์ดีๆ นี่เอง ตัวตึกใหญ่โตถูกซ่อนจากสายตาผู้คนด้วยรั้วทึบสูงตระหง่าน เพราะฐานะร่ำรวยขนาดนี้เองสินะ อดีตคนรักของเขาถึงซื้อแหวนให้คนที่ตัวเองไม่ได้รักได้ง่ายๆ
แทมินออกจะตื่นตาตื่นใจอยู่ไม่น้อย เพราะกว่าสี่เดือนที่คบกัน รุ่นพี่ต่างโรงเรียนไม่เคยพาเขามาที่บ้านเลยสักครั้ง อาจเป็นเพราะด้วยเหตุผลที่เด็กชายคิดเอาเองว่า ชายหนุ่มคงอยากพาคนที่ตัวเองรักจริงๆ มาที่บ้านมากกว่า
ซึ่งแน่นอนว่านั่นไม่ใช่เขา
เด็กน้อยกดกริ่งหน้าอาคารทรงยุโรปแล้วรอสักพัก ก็มีเสียงผู้ชายดังมาจากอินเตอร์โฟนด้านหน้าประตู
“ต้องการพบใครครับ”
“ผมมาหาพี่จงฮยอนครับ” แทมินรู้สึกประหม่านิดหน่อย พี่จงฮยอนฐานะดีมาก ดูอย่างไรก็เกินเอื้อมสำหรับเขาจริงๆ
“สักครู่นะครับ” ฝ่ายนั้นตอบกลับด้วยความสุภาพเช่นเดิม แล้วก็เหมือนมีเสียงคนเถียงกันดังมาจากอินเตอร์โฟนเบาๆ ก่อนที่ประตูรั้วสีขาวจะเลื่อนออก จากนั้นร่างสูงโปร่งของผู้ชายหน้าหวานคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้ม
เด็กชายแน่ใจว่าเขาไม่เคยรู้จักคนที่กำลังสาวเท้าก้าวมายังตนมาก่อน เขาจึงทำได้เพียงยิ้มเจื่อนตอบกลับไป แล้วก่อนที่จะได้ทักทายหรือพูดอะไร ข้อมือเล็กของเจ้าเด็กผมเห็ดก็ถูกกึ่งลากกึ่งจูงเข้าไปในตัวบ้านหลังรั้วสูง
“พวกการ์ดนี่น่าหงุดหงิดจริงๆ เลย เด็กหน้าตาน่ารักแบบนี้จะเป็นคนไม่ดีได้ยังไงกัน ชิ!” เจ้าของฝ่ามือที่กุมข้อมือแทมินเอาไว้เอ่ยปากพร่ำบ่นไปตามเรื่องตามราว ซึ่งเท่าที่ฟังดูก็คงเป็นเพราะตอนแรกการ์ดหน้าบ้านจะไม่ยอมให้เด็กชายเข้ามาในบ้านนั่นเอง
“เพื่อนจงฮยอนสินะ แล้วนี่เรารู้จักจงฮยอนมานานรึยังล่ะ พี่ไม่เคยเห็นหน้าเรามาก่อนเลย เอ้าๆ รองเท้าถอดไว้นั่นแหละ เดี๋ยวก็มีคนมาจัดการให้เอง ว่าแต่...เราชื่ออะไรล่ะ” คนที่ลากแทมินเข้าบ้านพล่ามไปเรื่อย ก่อนจะหันมาหาเด็กชายเมื่อนึกได้ว่ายังไม่ได้ทำความรู้จักกัน
“ผม...” แทมินไม่รู้จะตอบตรงไหนก่อน ยังไม่ทันจะรู้ชื่อคนตรงหน้า แต่อีกฝ่ายก็เอาแต่ถามรัวเป็นชุด ไม่เว้นช่องให้เขาตอบเลย
“พี่ชื่อแจจุงนะ เป็นพี่ชายคนรองของจงฮยอนเขา แล้วเราล่ะชื่ออะไร” ปากอิ่มถามซ้ำพร้อมดวงตากลมโตจับจ้องที่ปากของเด็กชาย นัยว่ากำลังรอให้เจ้ากลีบเนื้อสีชมพูเผยอเอ่ยชื่อตนเสียที
“ผม...” ทว่าขณะที่เด็กชายอ้าปากกำลังจะตอบเป็นครั้งที่สอง อยู่ๆ ไหล่ของเขาก็ถูกกระชากไปทางด้านหลัง แล้วทั้งตัวของแทมินก็ตกไปอยู่ในอ้อมกอดของใครก็ไม่รู้!
“อ๊าย! นี่เด็กที่ไหนน่ะแจจุง ทำไมหน้าตาน่ารักอย่างนี้!” เสียงติดแหลมของเจ้าของวงแขนเอ่ยถามแล้วกระชับกอดแน่นเข้าไปอีก จนเด็กน้อยคิดว่าถ้าคนคนนี้ขี่หลังเขาได้ ก็คงจะทำไปแล้ว
เมื่อแทมินหันกลับไปมอง เขาก็พบผู้ชายร่างบางอีกคน แน่นอนว่าเป็นคนที่เขาไม่รู้จักเช่นเคย...ผู้มาใหม่คนนั้นก้าวไปยืนเคียงกันกับคนแรกก่อนหน้า เด็กชายนึกมองเปรียบเทียบสองคนอยู่ในใจ คนหนึ่งที่บอกว่าชื่อแจจุงเป็นชายหน้าหวานขัดกับกล้ามโตที่ดันแขนเสื้อออกมา การพูดการจาทำให้รู้สึกว่าเป็นคนอบอุ่นใจดี ส่วนอีกคนที่เขาไม่รู้ชื่อนั้นก็หน้าหวานไม่แพ้กัน ทว่าเมื่อสังเกตจากสีผมน้ำตาลแดงจัดจ้าน ก็ทำให้คิดว่าเป็นพวกมั่นใจในตัวเองสูงเสียมากกว่า
แต่...คนพวกนี้คือใครกัน?
ไม่เพียงแต่แทมินที่สงสัย เพราะดูเหมือนชายหนุ่มตัวสูงทั้งสองก็แปลกใจไม่ต่างกัน ทว่าเด็กน้อยก็ทนแววคะยั้นคะยอจากนัยน์ตากลมโตสองคู่ของคนอายุมากกว่าไม่ไหว ต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากออกมาก่อนด้วยความประหม่า
“ผมชื่อแทมินครับ คือผมเอาของมา...” เห็ดน้อยแนะนำตัวคร่าวๆ ก่อนจะเข้าประเด็น แต่ยังไม่ทันพูดจบประโยค คนที่ยืนจ้องตาเขาก็โผเข้ามากอดอีกครั้ง
“อ๊า! หน้าตาก็ดี ชื่อก็น่ารัก แถมผมยังทรงหัวเห็ดอีก อะไรจะน่าฟัดน่ากอดขนาดนี้” เจ้าของวงแขนพูดอย่างนั้นพร้อมใช้มือกดใบหน้าเรียวของเด็กชายให้ซุกเข้าหาอกตนมากขึ้นอีก
“พอก่อนเถอะพี่ฮีชอล เด็กตกใจหมดแล้วเห็นไหม” ทว่าก่อนที่แทมินจะเจ็บจมูกมากไปกว่านี้ พี่ชายคนรองก็แยกทั้งสองคนออกจากกันเสียก่อน และประโยคที่ได้ยินนั้นก็ทำให้แทมินเรียนรู้ว่ามนุษย์ช่างกอดนี่คือพี่ชายคนโตของครอบครัวคิมนั่นเอง
“คือ...ผมเอาของมาคืนพี่จงฮยอนน่ะครับ” เมื่อได้สูดอากาศเข้าเต็มปอด เด็กชายก็รีบพูดก่อนจะโดนแย้งอีกครั้ง
“อ้อ! เอามาสิ เดี๋ยวถ้าเจ้านั่นกลับมาแล้วพี่จะเอาให้นะ ว่าแต่...เราอยู่ทานของว่างรอก่อนดีไหม” พี่ชายท่าทางใจดีเอ่ยชวน พร้อมจูงมือเด็กน้อยให้มานั่งที่โซฟา
“ไม่ดีกว่าครับ ผมมีนัดกับเพื่อนต่อ” ทว่าเด็กชายกลับปฏิเสธด้วยเห็นว่าไม่สมควรจะอยู่ต่อ หากจงฮยอนกลับมาเห็นจะอึดอัดเสียเปล่า ดังนั้นแทมินจึงรีบถอดแหวนที่สวมอยู่แล้ววางมันลงบนมือของแจจุง
ดวงเนตรดำขลับของพี่ชายทั้งสองหรี่มองเจ้าวงแหวนแวววาวบนมือพี่คนรอง คนสวยทั้งสองมองหน้าเด็กชายอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะหันไปยิ้มให้กันอย่างมีเลศนัย
“อยู่อีกสิบนาทีก็ไม่ได้เหรอ พี่มีขนมอยากให้ลองชิม” แจจุงเอ่ยปากพร้อมจ้องเด็กชายด้วยแววตาเว้าวอน แต่มุมปากที่ยกยิ้มนั่นน่ะ...เจ้าเล่ห์ชัดๆ
“คือ...” เด็กน้อยอยากจะปฏิเสธ แต่ก็บอกปัดได้ไม่เต็มปาก ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นผู้ใหญ่ อายุมากกว่าตนตั้งหลายปี แม้จะอึดอัด แต่แทมินก็ไม่กล้าเสียมารยาท
“พี่ฮีชอลคุยกับแทมินไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันไปเอาเค้กมาก่อน” ทว่าทั้งที่บอกให้ชวนคุยไปก่อน แต่แจจุงก็กลับมาเสียรวดเร็วจนพี่ชายคนโตยังไม่ทันได้เปิดประเด็นอะไรเลยด้วยซ้ำ เพราะมัวแต่เพ่งมองหน้าตาน่าเอ็นดูของคนที่บอกว่าตัวเองเป็นเพื่อนน้องชาย
แต่ถึงขนาดจงฮยอนซื้อแหวนให้แบบนี้...ไม่ใช่แค่เพื่อนหรอกมั้ง
“มาแล้ว~” แจจุงร้องบอกร่าเริงก่อนเดินมานั่งบนโซฟาข้างแทมิน แล้ววางจานที่ตนถือมาลงบนโต๊ะรับแขก
เค้กช็อกโกแลตนมสดรสชาติกลมกล่อมถูกตัดชิ้นสวยงามวางอยู่บนจานสีขาวใบเล็ก ช็อกโกแลตสีน้ำตาลเข้มสลับชั้นกับนมสดสีขาวตัดกันอย่างสวยงาม ด้านบนประดับหน้าด้วยเชอรี่สีแดงสดฉ่ำเยิ้ม แค่สีสันก็ยั่วตายวนใจเด็กชายเสียแล้ว
“เอ้า ทานสิแทมิน แล้วบอกพี่หน่อยว่าอร่อยรึเปล่า” พี่คนรองร้องเร่งเมื่อเห็นนัยน์ตาเป็นประกายของแทมินที่บอกว่าอยากจะชิมนักหนา แต่ขณะเดียวกันก็ฉายแววลังเลออกมาเสียชัดเจนจนพ่อครัวใหญ่ต้องช่วยกระตุ้น
แล้วแทมินก็พ่ายแพ้ให้กับความอยากของตัวเอง มือเรียวจับช้อนเงินในมือเอาไว้มั่นแล้วค่อยๆ ตักเค้กหน้าตาน่าทาน และเพียงคำแรกที่ล่วงเข้าปาก รสสัมผัสที่ได้รับก็ทำเอาเด็กชายถึงกับทำหน้าเคลิ้มเสียยกใหญ่ เมื่อเค้กเนื้อนุ่มเหมือนจะละลายหายไปทันทีที่สัมผัสลิ้น เหลือไว้เพียงรสหวานและกลิ่นหอมยั่วยวนให้ลิ้มลองคำต่อไปเรื่อยๆ
“เป็น’ไง?” ฮีชอลถามคนอายุน้อยกว่าด้วยดวงตาเป็นประกาย ราวกับเขาเป็นคนทำเค้กนี่เสียเอง
“อร่อยมากๆ เลยครับ!” แทมินตอบชัดถ้อยชัดคำ
“อร่อยก็ทานเยอะๆ นะ ในตู้เย็นมีอีกเพียบเลย” พี่ชายกล้ามโตบอกพร้อมลูบผมนุ่มของเด็กชายเล่น แทมินหันมาส่งยิ้มกว้างให้พี่ชายทั้งสองแล้วก้มหน้าก้มตาจัดการกับของหวานในมือต่อ จึงไม่ทันได้เห็นสายตาของฮีชอลและแจจุงที่มองสบกัน สื่อนัยว่าแผนรั้งตัวเด็กชายสำเร็จตามต้องการ
ขนมกับเด็กมันของคู่กัน ถ้าอยากได้เด็ก ก็ต้องเอาขนมเข้าล่อแบบนี้นั่นแหละ...
ฮีชอลกับแจจุงส่งสัญญาณให้กันทางสายตาเป็นการหารือ ก่อนพี่ชายคนโตจะเป็นคนเอ่ยปาก
“เออนี่แทมิน อย่าหาว่าพี่สอดรู้สอดเห็นเลยนะ แต่แทมินชอบจงฮยอนตรงไหนเหรอ?”
“อุ๊บ! แค่ก แค่ก!”
เด็กชายที่กำลังเพลิดเพลินกับการลิ้มลองเค้กรสเลิศถึงกับสำลักเมื่อได้ยินคำถามแสนจะตรงไปตรงมาของคนอายุมากที่สุดในวงสนทนา เด็กชายไอหน้าดำหน้าแดงเสียจนแจจุงต้องช่วยลูบหลัง
“อะไรอะ ถามแค่นี้สำลักเลยเหรอ? พี่รู้หรอกน่า แทมินคบกับจงฮยอนอยู่ใช่ไหมล่ะ” ตัวคนถามยังคงพูดจ้อต่อด้วยสีหน้ารู้ทัน แทมินที่เห็นอย่างนั้นก็ไม่รู้จะพูดต่ออย่างไร ความสัมพันธ์ครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้ยังจะเรียกว่าคบกันได้อยู่อีกหรือ
“คือ...”
“ตอบพี่มาเถอะน่า ทำไมเราถึงชอบจงฮยอน” แจจุงช่วยเสริมอีกแรงด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วรื่นหูกว่าพี่ชายเยอะ
“ก็...พี่จงฮยอนใจดีนี่ครับ” เสียงใสค่อยๆ พูดกระท่อนกระแท่น แทมินก้มหน้าซ่อนแก้มแดงปลั่งของตัวเองด้วยความเขินอาย
“หะ! จงฮยอนเนี่ยนะใจดี!” พอได้ยินคำตอบของเด็กน้อย ฮีชอลก็ถึงกับเต้นผาง ก็รู้อยู่หรอกว่าเจ้าน้องชายเป็นคนแข็งนอกอ่อนใน เพียงแต่ไอ้ที่ว่าอยู่ใน มันก็ในเสียจนลึกสุด ไม่นึกเลยว่าจะมีคนมองออกว่าจงฮยอนไม่ได้เย็นชาหรือใจร้ายอะไร
“ใช่ครับ พี่เขาเคยช่วยผมจากพวกโรคจิตด้วยนะ” พอพูดถึงคนคนนั้นทีไร เคยมีสักครั้งบ้างไหมที่ความชื่นชมจะไม่ปะปนออกมาในน้ำเสียง ต่อให้แทมินเสียใจหรือผิดหวังมากเพียงไร แต่ความรักที่มีต่อจงฮยอนก็ไม่เคยพร่องลงสักที และเพราะอย่างนี้ไง เขาถึงไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากันตรงๆ
ถามว่ากลัวจงฮยอนไหม? ไม่เลย คนคนนั้นไม่มีอะไรน่ากลัวสักนิด
ที่แทมินกลัวน่ะ...กลัวใจตัวเองต่างหาก
กลัวหลงไปกับคำหลอก กลัวถลำไปกับความรักจอมปลอม กลัวแม้กระทั่งความผูกพันที่ปัจจุบันมันก็ยังตัดไม่ขาดสักที
“บังเอิญมากกว่ามั้ง ไม่ใช่มันไปเจอคู่ปรับเก่ากลางทางหรอกเร้อ~” จงฮยอนสมัยม.ต้นน่ะ มีเรื่องชกต่อยบ่อยเสียยิ่งกว่าอะไร ทำให้พอขึ้นม.ปลายช่วงแรกๆ พวกอริเก่าทั้งหลายยังจ้องจะแก้มืออยู่ แต่หลังจากที่ตั้งใจทุ่มเทให้กับบาสเกตบอลอย่างจริงจัง เรื่องชกต่อยพรรค์นั้นก็ไม่มีให้เห็นอีก
“พี่ฮีชอลพูดว่าอะไรนะครับ” เพราะมัวแต่จมอยู่กับความคิดของตัวเอง ซ้ำอีกฝ่ายก็พูดงึมงำแทบไม่ขยับปาก แทมินจึงต้องเอียงคอถามซ้ำเนื้อความที่พี่ชายผมแดงเพิ่งกล่าว
“เปล๊า~ เมื่อกี้พี่พูดอะไรด้วยเหรอ?” ฮีชอลเอานิ้วม้วนผมตัวเองเล่นไปมาพร้อมตีหน้าใสซื่อแนวว่าเมื่อกี้ไม่ได้พูดอะไรออกไปสักนิดเดียว ซึ่งพอเห็นท่าทางไม่รู้ไม่ชี้แบบนั้น แทมินจึงวางใจพูดต่อ
“แล้วพี่จงฮยอนก็เก็บลูกแมวไปเลี้ยงแทนผมด้วย”
เมี้ยว~
พอพูดถึงแมว เหมือนเจ้าสี่ขาที่ถูกพูดถึงจะรู้ตัว เพราะอยู่ๆ ก้อนเนื้อกลมๆ ขยุกขยุยด้วยกลุ่มขนสีขาวแซมน้ำตาลส้ม ก็กลิ้งตัวมาตะกุยขากางเกงแทมิน จนเด็กผมเห็ดต้องก้มมองก่อนร้องด้วยความดีใจ
“ฮยอนมิน!” แทมินร้องเรียกเจ้าแมวเหมียวตัวอ้วนกลมเสียงดัง ก่อนจะอุ้มมันมาวางบนตักโดยที่เจ้าอดีตลูกแมวไม่มีอาการขัดขืนเลยสักนิด ทั้งที่ปกติออกจะซุกซน ถ้าเจอคนแปลกหน้าหรือเจอใครทำอะไรให้รำคาญใจ เจ้าแมวสีขาวแซมน้ำตาลส้มนี่จะทั้งงับทั้งข่วนเลยเชียว
พอเห็นท่าทางสนิทสนมของสัตว์เลี้ยงแสนรักและเพื่อนน้องชาย ทั้งฮีชอลและแจจุงก็เข้าใจทันที
อ้อ...อย่างนี้นี่เอง
เล่นไปเอาแมวเด็กมาเลี้ยง ทำตัวใจดีสุดๆ แล้วแบบนี้เด็กมันจะไม่ตายใจยังไงไหว!
หลังจากมัวแต่เล่นกับเจ้าตัวปุกปุยที่ไม่ได้เจอกันนาน และพูดคุยกับพี่ชายใจดีขี้เล่นทั้งสอง แทมินก็รีบมองหานาฬิกาด้วยความตกใจเมื่อนึกขึ้นได้ว่าป่านนี้คีย์คงรอเขาอยู่
“อ๊ะ ผมต้องไปแล้วละครับ เลยเวลานัดเพื่อนมามากแล้ว” เข้มสั้นที่ชี้ตรงเป๊ะกับเลขห้าบ่งบอกว่าเขาอยู่ที่นี่ชั่วโมงกว่าเข้าไปแล้ว เด็กชายรีบกระวีกระวาดบอกลาฮีชอลและแจจุงทันที ขืนช้ากว่านี้เป็นได้โดนเพื่อนสนิทบ่นหูชาแน่
“อื้ม รีบไปเถอะ ขอโทษด้วยนะที่พี่ทำเราเสียเวลา” แจจุงรับเจ้าฮยอนมินมาจากเด็กชายแล้วปล่อยมันลงเดินบนพื้นบ้าน
“ถ้าวันไหนว่างก็มาเยี่ยมกันบ้างนะ พี่อยากคุยกับเราจัง ชักจะถูกชะตากับเราแล้วสิ” ฮีชอลยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์พร้อมเอ่ยกลั้วหัวเราะ พี่ชายสองคนโตแห่งตระกูลคิมมองหน้ากันแล้วยิ้มขำ ทำให้เด็กชายสงสัยว่ามันมีอะไรน่าขันกันนัก
แทมินได้แต่ยิ้มแห้งรับคำชวน ก็จะให้เขาพูดออกไปได้อย่างไร ว่ามันคงไม่มีวัน...ที่เขาจะได้มาเยือนที่นี่อีกเป็นครั้งที่สอง
จงฮยอนขยับตัวซ้ายขวาด้วยความเมื่อยล้า ไม่คิดว่าการสะสางปัญหากับผู้หญิงคนเดียวจะหนักหนาขนาดนี้ ผู้หญิงที่ชื่อแทยอนอะไรนั่นน่ารำคาญจริงๆ คอยมาเกาะแขนเกาะขาอยู่ได้ ไม่รู้จักคำว่าอายเอาเสียเลย กว่าจะพูดจาให้เข้าใจกันได้ก็กินเวลานานอยู่ ชายหนุ่มเองก็ร่ำๆ จะควบคุมตัวเองไม่ได้ไปหลายครั้ง ดีที่ผู้หญิงคนนั้นยังรักตัวกลัวตาย เลยยอมรับปากจนได้ว่าจะไม่ไปทำร้ายใครอีก
พอนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ ก็ทำเอาจงฮยอนถอนหายใจออกมาแรงๆ ...
เมื่อได้รู้ความจริงว่าแทยอนเคยดักทำร้ายแทมิน จงฮยอนก็รีบออกจากโรงยิม วิ่งตรงไปยังสนามฟุตบอล เพราะเขารู้ว่าคนที่ตัวเองต้องการเจอจะอยู่ที่นั่นเสมอ และเมื่อมาถึง...ชายหนุ่มก็เห็นหญิงสาวเป้าหมายจริงๆ ตามคาด
แทยอนสาวสวยคนดังของโรงเรียนกำลังซ้อมเชียร์กับเพื่อนๆ อย่างสนุกสนาน ท่าทางร่าเริงสดใสเหมือนเด็กสาวไร้เดียงสาอาจทำให้ผู้ชายค่อนโรงเรียนตกหลุมพรางได้ง่ายๆ แต่จะมีกี่คนเชียวที่รู้ ว่าภายใต้ใบหน้าน่ารักราวตุ๊กตานั้นคือแม่มดดีๆ นี่เอง!
เมื่อเห็นนักกีฬาบาสเกตบอลคนเก่งของโรงเรียนกำลังเดินมาทางที่พวกตนยืนอยู่ บรรดาสาวๆ ต่างก็พากันฮือฮาเหมือนนกแตกรัง ทว่าเซ็นเตอร์คนเก่งกลับไม่แม้แต่จะมอง ชายหนุ่มปรี่ตรงเข้าหาแทยอนทันที
“จงฮยอนมาหาแทยอนเหรอคะ” ใบหน้าสะสวยของหญิงสาวร่างเล็กเงยมองพร้อมยิ้มหวาน
“ใช่” เมื่อคำตอบรับสั้นๆ หลุดจากปากคนพูดน้อย บรรดาสาวๆ ร่วมแก๊งของแทยอนก็ห่อปากทำตาโต ทำท่าตื่นเต้นกันยกใหญ่
“อ๊า! แทยอนดีใจจังเลย” เมื่อได้ยินอีกฝ่ายยอมรับอย่างนั้น มือเรียวก็คว้าหมับเข้าที่แขนแกร่ง พร้อมเอนหน้าใสซบแก้มแนบแขนอย่างไม่อาย
“ฉันมีเรื่องต้องคุยกับเธอ” และจงฮยอนก็ใช้โอกาสที่แทยอนเกาะติดตัวเอง ลากหญิงสาวออกมาคุยกันสองต่อสองตรงสุดขอบอัฒจรรย์ จะบอกว่าตามลำพังก็ไม่ถูกนัก เพราะแม้ตรงนั้นไม่มีใครยืนอยู่ แต่ทุกสายตาจากสนามฟุตบอลสามารถมองเห็นได้อยู่ดีว่าพวกเขาทำอะไรกันบ้าง
“เรื่องของเรางั้นเหรอคะ จงฮยอนจะสารภาพรักแทยอนใช่ไหมล่ะ แทยอนน่ะ...คิดเอาไว้อยู่แล้วล่ะว่าวันหนึ่งแทยอนจะชนะใจจงฮยอนได้แน่ๆ” ยังไม่ทันฟังว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร แทยอนก็พูดเองเออเองเสียยืดยาวจนคนฟังรำคาญทั้งหู รำคาญทั้งใจ
“พอเถอะ...”
“ในที่สุดจงฮยอนก็เห็นความดีของแทยอน แล้วก็รู้สึกแบบเดียวกับแทยอ...” ทว่าทั้งที่จงฮยอนก็บอกแล้วให้หยุด แทยอนก็ยังคงเอาแต่พล่ามพรรณนาความรู้สึกตัวเอง จนคนที่ถูกเหมาเอาว่าจะมาสารภาพรักทนไม่ไหว ต้องตะเบ็งเสียงใส่จนอีกฝ่ายตกใจไม่พูดต่อ...
“ฉันบอกให้พอไง!” ตวาดใส่เสียงดังจนแทยอนตกใจ ถอยหลังหนีออกไปสองสามก้าว จงฮยอนมองอาการนั้นก่อนแสยะยิ้มแล้วกล่าวต่อ “เลิกยุ่งกับแทมินได้แล้ว ต่อให้เธอตามทำร้ายคนที่เข้าใกล้ฉันไปอีกกี่สิบคน ฉันก็ไม่มีวันมองเธอ! จะบอกอะไรให้นะ...ไม่มีผู้ชายคนไหนอยากได้แฟนนิสัยแม่มดหรอก เว้นแต่เธอจะใช้มารยาล่อเขามาน่ะ”
“ทำไมจงฮยอนพูดแบบนี้ เด็กนั่นมันบอกให้จงฮยอนมาหาเรื่องแทยอนใช่ไหม!” ไม่มีวันเสียหรอกที่จะโดนว่าอยู่ฝ่ายเดียว รอยยิ้มสะสวยเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นเบ้ปากด้วยอาการดูถูกบุรุษที่สาม
“ไม่เกี่ยวกับแทมิน” เมื่อชื่อของเด็กชายถูกยกขึ้นมาพูดถึง จงฮยอนก็รีบสวนกลับเสียงเครียด แม้แต่ชื่อ...แทมินก็ไม่ควรต้องมาเกลือกกลั้วกับเรื่องพวกนี้
“ทำไมจะไม่เกี่ยว ก็มันน่ะ บังอาจมาชอบจงฮยอนเหมือนแทยอน” เสียงหวานตวัดห้วนไม่น่าฟังตามนิสัยคนเอาแต่ใจ
“เธอสูงส่งมาจากไหนงั้นเหรอ ถึงได้ใช้คำว่าบังอาจกับคนอื่นน่ะ ไม่ใช่ตัวเธอเองหรอกเหรอที่บังอาจมาแตะต้องคนของฉัน”
“แล้วเด็กนั่นมันสูงส่งมาจากไหน จงฮยอนถึงใช้คำว่าบังอาจกับแทยอน” คาดว่าแทยอนคงไม่เคยได้ยินเรื่องความร้ายกาจของจงฮยอนเมื่อสมัยม.ต้นว่าน่ากลัวเพียงไร หญิงสาวจึงได้ต่อปากต่อคำอย่างหาญกล้า
“จากใจไง แทมินเขาไม่เคยคิดร้ายใคร...ไม่เหมือนเธอ” เซ็นเตอร์มือฉกาจตอบได้โดยไม่ลังเล ไม่ต้องเสียเวลาคิดด้วยซ้ำหากให้พูดถึงความดีของแทมิน ในเมื่อสิ่งเหล่านั้นมันรายล้อมอยู่รอบตัวเขาตลอดเวลา
“แต่ที่แทยอนทำไปก็เพราะรั...”
“อย่าพูดคำนั้นให้ฉันได้ยิน หึ! เธอรักอะไรของฉันกันแน่ ชื่อเสียง? เงินทอง? ของพวกนั้นเธอก็มีอยู่แล้วไม่ใช่รึไง รู้จักพอเสียบ้างเถอะแทยอน มันสำคัญนักหรือว่าต้องเป็นที่สนใจของผู้คนตลอดเวลาน่ะ”
“จงฮยอนไม่เข้าใจหรอก” หญิงสาวบอกปัดพร้อมหันหน้าหนี
“เพราะฉันไม่เข้าใจไง เพราะแทมินไม่ได้เป็นคนแบบนั้น ฉันถึงไม่เคยเข้าใจ” ในบรรดาคนที่เข้าหา มีเพียงแทมินคนเดียวเท่านั้นที่ไม่หวังอะไรจากเขานอกจากความรู้สึกดีๆ...สิ่งที่เรียกว่าความรัก ที่เขาไม่สามารถให้ได้ตอนที่ยังไม่ผิดใจกัน
“รักมันมากใช่ไหม เด็กคนนั้นน่ะ” มือเรียวกำแน่นจนเล็บแหลมจิกเข้ากับฝ่ามือตัวเอง เจ็บใจ...เมื่อคนที่ตัวเองหมายตากำลังเข้าข้างเด็กผู้ชายธรรมดาที่ดูอย่างไรก็สู้เธอไม่ได้ในทุกด้าน
“รักไหม...ฉันยังไม่รู้ แต่อย่าให้รู้ว่าเธอยุ่งกับเขาอีกก็แล้วกัน” จงฮยอนตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา ในตอนนี้เขาไม่รู้ว่ารักแทมินหรือเปล่า แต่ความรู้สึกที่ว่าอยากเจอ อยากพูดคุยปรับความเข้าใจ มันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกที
“...” เสียงใสที่เตรียมจะต่อคำถูกกลืนหายกลับคืน เมื่อมือหนาของจงฮยอนพุ่งเข้ามากุมลำคอขาวผ่อง นิ้วที่ไล้ขึ้นลงเหมือนจะบอกกลายๆ ว่าหากเธอยังคงต่อเรื่องต่อราวไม่รู้จบ จงฮยอนคงได้เป็นคนจบเรื่องราวทั้งหมดจริงๆ...ด้วยวิธีถนัดของตัวเอง
“หวังว่าคงจะเข้าใจ...” ชายหนุ่มกล่าวทิ้งท้ายพร้อมปล่อยมือจากคอของแทยอน ก่อนเดินจากไปโดยไม่แยแสว่าหญิงสาวที่ตนทิ้งไว้เบื้องหลังจะหวาดกลัวจนขาอ่อนแรง และถึงกับต้องทรุดฮวบลงนั่งกับพื้นหญ้า
ความหวังของจงฮยอน...แทยอนทำไม่ได้
ไม่เข้าใจหรอก ในเมื่อปกป้องกันขนาดนี้ แล้วทำไม...
ทำไมยังไม่รู้อีกว่าเผลอใจรักเจ้าเด็กนั่นไปแล้วน่ะ
คิม จงฮยอน...
“ไง! ไอ้ไปจัดการอะไรให้มันเรียบร้อยของแกนี่นานเอาเรื่องเหมือนกันนะ” อนยูที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวเปลี่ยนมาเป็นเครื่องแบบนักเรียนเรียบร้อย กำลังยืนพิงเสาห้องพักนักกีฬาของชมรม ก่อนที่บนใบหน้าค่อนกลมนั้นจะปรากฏรอยยิ้มล้อเลียนเพื่อนสนิท
เห็นท่าทางขยับซ้ายขวาไล่ความเมื่อยล้า ก็พอจะรู้ว่ากว่าเรื่องจะจบสวย เพื่อนรักต้องอดทนขนาดไหน ด้วยนิสัยของจงฮยอน วิธีแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดคงไม่พ้นเรื่องวัดกำลัง แต่เพราะคู่กรณีเป็นผู้หญิง การเจรจาจึงถูกงัดออกมาใช้ แม้จะเป็นทักษะที่จงฮยอนไม่สันทัดเท่าไรนัก
“แล้วนี่จะกลับบ้านเลยไหม โรงเรียนแทมินก็เลิกตั้งนานแล้ว ป่านนี้น้องคงกลับบ้านแล้วล่ะ” กัปตันทีมก้มมองนาฬิกาข้อมือ ก่อนเสนอแนวทางเมื่อเห็นเพื่อนรักอยู่ในสภาพเหงื่อชุ่มโชกไปทั้งกาย ตกลงนี่แค่ไปคุยกับแทยอนมาจริงๆ งั้นเหรอ คงไม่ได้เผลอลงไม้ลงมือไปหรอกใช่ไหม
จงฮยอนไม่ตอบ แต่เลือกเดินไปที่อาคารจอดรถแทน อนยูที่เห็นอย่างนั้นก็เข้าใจท่าทางได้ จึงรีบเดินตามไปเพราะหวังอาศัยมินิคูเปอร์แวะส่งเขากลับบ้านนั่นเอง
~Nothing better, nothing better…than you~
ทว่ายังไม่ทันจะออกรถ เสียงโทรศัพท์มือถือของสารถีก็แผดเสียงขึ้นเสียก่อน จงฮยอนดูชื่อที่โชว์หราอยู่บนหน้าจอ ก่อนกดรับอย่างว่องไวไม่มีอิดออด เพราะรู้ว่าถ้าชักช้า คงไม่พ้นโดนคนปลายสายด่ากราดเป็นแน่
“มีอะไรพี่” จงฮยอนเปิดลำโพงให้อนยูที่นั่งข้างกันได้ยินด้วย แล้วตัวเขาก็ขับรถไปตามปกติ ความจริงจะบลูทูธก็ได้ แต่เขาไม่ชอบใส่อะไรให้เกะกะตัวตอนเหงื่อซ่กแบบนี้
“มีคนเอาของมาให้แก” เสียงของพี่ชายนิสัยค่อนข้างจู้จี้ดังก้องในพาหนะขนาดกะทัดรัด อนยูอดขำไม่ได้เมื่อนึกภาพถึงพี่ชายคนโตของเพื่อนสนิท ที่ออกจะกรีดกรายผิดวิสัยชายชาตรีไปเสียหน่อย แต่ก็เป็นคนดีทีเดียว
“อะไร” อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ประธานชมรมบาสเกตบอลสนใจครอบครัวของเพื่อนรักก็คือนิสัยของลูกชายทั้งสามคนที่ไปกันคนละทิศละทาง แถมหน้าตาก็ไม่เห็นจะคล้ายกันสักนิด พี่ชายสองคนจะกระเดียดไปทางตัวบางๆ หน้าหวานๆ ไหงเจ้าน้องคนสุดท้องถึงได้ล่ำผิดพันธุกรรมก็ไม่รู้ แต่ถึงอย่างนั้น...อนยูก็ต้องยอมรับว่าบ้านนี้หน้าตาดีกันทุกคนจริงๆ
“แหวน...”
เมื่อได้ยินคำสั้นๆ แค่พยางค์เดียว ความเร็วของยานยนต์สี่ล้อที่แล่นเอื่อยๆ เมื่อครู่กลับเปลี่ยนเป็นเร็วฉิวทันที โดยไม่ต้องเอ่ยชื่อ จงฮยอนก็รู้ว่าคนที่มาเยือนตอนเขาไม่อยู่คือใคร
เพราะมีแค่คนเดียวเท่านั้น...ที่เขาเคยให้อะไรที่สำคัญแบบนี้
“เฮ้ย!” แต่อนยูที่น่าสงสาร...กลับต้องมานั่งตัวแข็งในมินิคูเปอร์หัดซิ่งเสียได้ แล้วไอ้รถคันเล็กๆ เนี่ย พอเจอถนนขรุขระทีก็เล่นเอาหัวเขากระแทกไปโดนนั่นนี่
ก็ได้แต่นึกในใจว่าคิดผิดจริงๆ ที่หวังอยากนั่งรถกลับบ้านฟรี...
ทันทีที่ล้อวงกลมหยุดหมุน ร่างของจงฮยอนก็รีบวิ่งตัวปลิวเข้าบ้าน ทิ้งให้อนยูต้องยืนส่งยิ้มแห้งให้กับพี่การ์ดหน้าประตู
เออเว้ย...ไอ้เพื่อนคนนี้ ตกลงมันลืมไปแล้วใช่ไหมว่าลากเอาเขากลับมาที่บ้านด้วยเนี่ย!
ดีที่เคยมาบ่อยจนใครๆ ก็จำหน้าได้ อนยูจึงได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าไปข้างใน ไม่ต้องถูกกักตัวเอาไว้เหมือนคนแปลกหน้าอื่นๆ ดังนั้นกัปตันทีมจึงเข้าไปทันเห็นอาการสติหลุดของเพื่อนพอดี
“แล้วแทมินล่ะ...แทมินอยู่ไหน” จงฮยอนร้องถามด้วยความร้อนใจ อนยูเห็นกับตาว่าเพื่อนรักกำลังจับไหล่พี่ชายคนรองของตัวเองเขย่าอย่างแรงทั้งที่มือข้างหนึ่งยังกำแน่นเหมือนกุมอะไรบางอย่างเอาไว้
“เฮ้ย! ใจเย็นหน่อยดิ” ประธานชมรมพยายามจะเข้าไปแยก แต่ก็โดนคุณเพื่อนตัวดีสลัดออกมา และยังไม่ทันที่เขาจะกระโดดเข้าไปอีกครั้ง เสียงวัตถุฟาดลงกับศีรษะของเพื่อนก็ดังขึ้น
ผัวะ!
“แกเลิกเขย่าแจจุงได้แล้ว นี่พี่แกนะ! ส่วนเด็กแทมินนั่นเพิ่งกลับไปเมื่อกี้เอง” ฮีชอลกำลังยืนถือนิตยสารเล่มหนาเท่าขนาดน้องๆ เขียงไว้ในมือ เขายืนกอดอกเชิดหน้าอย่างที่ชอบทำเวลาหมั่นไส้ใคร
พอได้ยินว่าคนรักตัวเองเพิ่งกลับเท่านั้นแหละ สองเท้าของจงฮยอนก็รีบวิ่งออกจากบ้านไป อนยูกับพี่ชายทั้งสองได้แต่มองตามตาปริบ
“ไงอนยู...มีเรื่องอะไรจะเล่าให้พวกพี่ฟังไหม” เมื่อน้องชายแท้ๆ ไม่อยู่รอให้ซักไซ้ พี่ชายคนงามเลยหันมาไล่บี้เพื่อนสนิทที่เห็นกันมาตั้งแต่เด็กแทน
“ก็...เรื่องมันเป็นยังงี้ครับ” และดูเหมือนเจ้าเพื่อนสนิทจะอยากเล่าอยู่แล้ว อนยูเต็มใจสนองคำขอของพี่ชายทั้งสองสุดๆ เพราะโดยที่ไม่ต้องบอก ร่างของเขาก็นั่งปุลงบนโซฟา แล้วเริ่มเล่าความเป็นมาตั้งแต่ต้นจนถึงอาการเหม่อลอยของลูกชายคนสุดท้องของครอบครัวคิม...
ทางด้านแทมิน หลังออกจากคฤหาสน์ตระกูลคิม เด็กน้อยก็ออกเดินเรื่อยไปตามถนนเพื่อจะไปยังป้ายรถประจำทาง และด้วยความเคยชิน...มือข้างขวาก็เผลอลูบนิ้วก้อยข้างซ้ายของตัวเองอีกแล้ว
แม้ว่าตอนนี้...มันจะไม่มีแหวนวงนั้นสวมอยู่แล้วก็ตาม
“แทมิน! แทมิน! นายอยู่ที่ไหนน่ะ” เสียงคุ้นเคยแว่วมาตามหลัง และยังไม่ทันได้คิดอะไร สมองก็สั่งการให้สองขารีบหลีกหนีจากที่ตรงนี้ไปโดยอัตโนมัติ
“แทมิน...พี่รู้นะว่านายยังอยู่แถวนี้ ออกมาหาพี่สิ แทมิน!” เสียงทุ้มตะโกนทั่ว เรียกความสนใจจากคนเดินถนนให้หันมามองเหมือนชายหนุ่มเป็นตัวประหลาด ทว่าจงฮยอนก็ไม่แยแสต่อสายตาพวกนั้น เขายังคงตั้งหน้าตั้งตาออกวิ่งพร้อมตะโกนเรียกชื่อคนอายุน้อยกว่าเป็นระยะ
เมื่อเห็นว่าฝ่ายนั้นใกล้เข้ามาทุกที เด็กชายจึงรีบซ่อนตัวในซอกตึกแคบที่อยู่แถวนั้น แทมินเอามือปิดปากตัวเองเอาไว้ เพื่อสะกดกลั้นไม่ให้เสียงสะอึกหลุดรอดมาจากลำคอ
ใช่...ตอนนี้เขากำลังร้องไห้
อี แทมินคนอ่อนแอกำลังปล่อยให้น้ำตาไหลช้าๆ ...
ทำไมมันถึงได้เจ็บปวดนักนะ ทั้งที่คิดว่าจะเลิกรัก...ทั้งที่อุตส่าห์หนีหน้ากันได้เป็นสัปดาห์ แต่แค่ได้ยินเสียงที่เรียกชื่อตัวเอง มันก็หยุดใจที่กำลังสั่นไหวไม่ได้เลย
ทำไมถึงเจ็บแล้วไม่รู้จักจำนะหัวใจ...ก็รู้ไม่ใช่หรือไงว่าเขากำลังจะทนไม่ไหวแล้ว ทน...รักลวงๆ นี่ไม่ไหวแล้ว
มือข้างหนึ่งปิดปาก อีกข้างกุมหน้าอกตัวเอง แทมินเบียดตัวเข้ากับผนังจนแทบเป็นเนื้อเดียว ก่อนที่สองขาของเด็กชายจะทรุดฮวบลง เด็กน้อยนั่งร่ำไห้อยู่อย่างนั้น ร้องไห้...ให้กับความน่าสมเพชของตัวเอง
ต่อให้สะอื้นจนหมดเสียง หรือร้องไห้จนไร้น้ำตา ความเจ็บปวดมันก็ยังแผ่ซ่านกัดกินหัวใจ เหมือนเนื้อร้ายที่ฆ่าเขาให้ตายทั้งเป็นอยู่ดี...
นานจนเสียงร้องเรียกหายไป...แทมินจึงเดินออกจากตรอกแคบนั่น หลังมือเรียวถูกยกขึ้นปาดน้ำตาให้พ้นจากใบหน้าตัวเอง ทว่าเมื่อเด็กชายเงยหน้าขึ้น...
“พี่จงฮยอน...” คนที่คิดว่าน่าจะกลับบ้านไปแล้วกลับยืนอยู่ตรงหน้าเขา เด็กชายยืนนิ่งด้วยความประหลาดใจ กว่าที่สมองจะสั่งให้เดินหนี ตัวบางๆ ของเด็กน้อยก็ปลิวเข้าไปปะทะแผ่นอกหนาเสียแล้ว
“แทมิน...” เมื่อเจอคนที่ตามหา วงแขนแกร่งก็โอบกอดเอาไว้แน่นหนาให้สมกับที่ไม่ได้เห็นหน้ากันมาหลายวัน ใบหน้าหล่อเหลาซุกซบลงกับซอกคอของเด็กน้อย สูดดมกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ห่างไกลกว่าเกือบสัปดาห์
“ปล่อย...ปล่อยผม” มือเล็กดันแผ่นอกกว้างออกห่าง แทมินพยายามขืนตัวไม่ไปตามแรงมือหนาที่เฝ้าแต่จะกดให้ใบหน้าของเขาซุกซบกับอกอุ่นทว่าแสนโหดร้ายในความรู้สึก
ทำไมต้องตามมา ทำไมต้องจับเขาเอาไว้ ทำไม...ทำไมถึงไม่ปล่อยเขาให้เป็นอิสระ ถ้าไม่รัก...จะรั้งเขาเอาไว้ทำไม
หรือเพราะตั้งใจจะทรมานกัน? และเท่าที่เป็นอยู่นี้...ผมยังเจ็บไม่สาแก่ใจพี่งั้นเหรอ
“ไปกับพี่นะแทมิน” จงฮยอนกระชับอ้อมกอดแน่นมาก...แน่นเท่าที่เขาสามารถจะทำได้ แทมินถูกรัดจนเจ็บไปหมด และทั้งที่พยายามจะเบี่ยงออกจากวงแขนนั้นแล้ว เด็กชายกลับทำไม่สำเร็จเลย หลายครั้งที่เขาเหมือนจะหลุดออกจากแผ่นอกนั่นได้ แต่อ้อมกอดเดิมจะตรงเข้ามาสวมกอดเอาไว้เสียทุกครั้ง
เด็กน้อยร่ำไห้จนตาบวม หน้าตาเลอะน้ำไร้สีจนดูไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องเดินไปตามแรงชักจูงของคนอายุมากกว่า...
บางครั้งแทมินก็สงสัย ทำไมใครๆ ถึงเป็นห่วงเขานัก
ในวันนี้เขารู้แล้ว...รู้คำตอบทั้งหมดแล้ว...
เพราะเขามันทั้งไม่ทันคน ป้องกันตัวเองไม่ได้ ทั้งที่บางครั้งอยากจะปฏิเสธใคร แต่ก็กลับทำไม่ได้ดั่งใจเสียทุกที เหมือนกับเด็กที่ไม่รู้ว่าจะโตเมื่อไร
ทำไมนะทำไม...พี่ถึงไม่ปล่อยผมไปเสียที
แต่ว่าเจ๊ซิน นี่แบบว่า กอดแทมอ่า ออกหน้าออกตามากเลยเจ๊ เจ๊จุงก้อ นะ เอาขนมมาล่อเด็ก เข้าใจหาวิธีล่อ
ตกลงว่าเฮียจง นี่ยังไงเนี่ย
ยังไม่แน่ใจแบบนี้ แทมเจ็บนะ รู้มั้ย
#1 By KANGZOM (125.27.44.140) on 2009-11-06 21:21