This Is Me [Ch.8]
posted on 25 Jun 2009 15:50 by zinister in ThisIsMe
Chapter 8 If I Never See Your Face Again
เคยไหม...ที่บางครั้งก็ติดใจใครตั้งแต่แรกพบ
เมื่อได้เห็นกันครั้งหนึ่ง แม้เป็นความทรงจำที่ไม่น่าประทับใจสักเท่าไร แต่ก็อยากเจออีก อยากทำความรู้จัก อยู่ๆ ก็นึกถึงคำว่าโอกาส และต้องการมันขึ้นมา
หากได้รู้จักกันจะเป็นอย่างไร หากได้คุยกันอย่างจริงจังจะดีแค่ไหน และจะมีความสุขมากเพียงใดหากได้คบกัน
เคยไหม? เคยรู้สึกอย่างนี้กันบ้างหรือเปล่า
หลังเลิกเรียนก็ยังคงเป็นเวลาที่คิม จงฮยอนทอดน่องเดินออกจากห้องเรียนด้วยความเหนื่อยหน่าย ด้วยบรรดาสาวๆ ที่พากันรุมล้อมอยู่หน้าห้อง ก็ไม่รู้ว่าจะมาแอบมองแอบดูอะไรกันนักหนา ทำเหมือนเขาเป็นสัตว์ในสวนไปได้
“รุ่นพี่จงฮยอนครับ!”
ทว่าเมื่อเดินพ้นอาคารเรียน ก็พบว่ามีเด็กชายท่าทางเหนียมอายคนหนึ่งกำลังดักรอเขาอยู่ ดูจากเครื่องแบบแล้วเป็นเด็กต่างโรงเรียน เซ็นเตอร์มือฉกาจจึงหยุดยืนนิ่งเพื่อรอฟังว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรต่อ
“คือ...ผม ผม...ผมชะ..ชอบ” แต่ดูเหมือนคนทักจะพูดไม่ออก ถึงได้ตะกุกตะกักเหมือนคนพูดไม่เป็น
“ผมอะไรทำไมไม่พูดสักที ฉันไม่มีเวลามาฟังนายทั้งวันหรอกนะ” คนถูกรั้งเอ่ยออกไปด้วยความเบื่อหน่าย สายตาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือนัยว่าอีกฝ่ายทำเขาเสียเวลาไปมากโข
“ผมชอบรุ่นพี่ครับ!”
หลังจากประโยคสำคัญหลุดออกจากปากเจ้าเด็กเห็ดตรงหน้า คนฟังถึงกับหัวเราะในคอ คำบอกรักบอกชอบที่ได้ยินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จงฮยอนไม่เคยเชื่อเลยสักครั้งว่าจะมีใครรักเขาจริง หมอนี่เป็นผู้ชาย แถมหน้าตาก็เพิ่งเจอกันครั้งแรก นิสัยก็ยังไม่เคยศึกษา แล้วอยู่ๆ มาบอกว่าชอบ จะไม่ตลกไปหน่อยหรือ?
เพราะคิดอย่างนั้น ร่างหนาจึงหันหลังเดินจากมาโดยไม่แยแสคนที่ยืนกลั้นใจรอคำตอบเลยสักนิดเดียว...
หลังเดินหนีเด็กหัวเห็ดที่มาสารภาพรัก จงฮยอนก็ตรงไปยังโรงยิมที่เป็นสนามกีฬาในร่มซึ่งชมรมบาสเกตบอลของเขายึดเป็นเจ้าสนามแบบเดี่ยวๆ ทุกเย็น
“ได้ข่าวว่ามีคนมาสารภาพรัก เป็นผู้ชายด้วยนี่ หน้าตาน่ารักไม่ใช่เล่น แต่ก็ปฏิเสธอีกแล้วใช่ไหม?” ยังไม่ทันจะวางข้าวของตัวเองเรียบร้อย เพื่อนสนิทตาตี่อี จินกิ หรืออนยู ชื่อที่อยากให้ทุกคนเรียก ก็ตรงรี่เข้ามาทัก
“หูไวตาไวดีจังนะ” ทั้งที่มันออกจากห้องก่อนเขาเสียด้วยซ้ำ แล้วไปรู้ได้อย่างไรว่ามีคนมาสารภาพรักกับเขา แถมยังพูดเต็มปากเต็มคำว่าเจ้าเด็กผมม้านั่นมันน่ารัก อยากจะรู้จริงๆ ว่าไอ้คุณเพื่อนสนิทมันไปเจอหน้าเด็กต่างโรงเรียนตอนไหน
“เรื่องแค่นี้ถ้าเพื่อนรักแกไม่รู้แล้วใครจะรู้วะ” คนที่อ้างว่าตัวเองเป็นเพื่อนรักใช้ไหล่ดันจงฮยอนเป็นเชิงแซว มันก็จริง เวลามีเรื่องอะไร จงฮยอนไม่เคยปิดอนยูได้เลยสักครั้ง
“ไม่เห็นจะเกี่ยว ไปซ้อมได้แล้ว เป็นกัปตันทีมแล้วนึกอยากจะอู้ก็อู้รึไง” พอเห็นว่าพูดไปก็มีแต่จะเข้าตัวเปล่าๆ เซ็นเตอร์ของทีมจึงเดินไปเปลี่ยนเสื้อที่มุมสนาม แล้วเริ่มอบอุ่นร่างกาย กระนั้นก็ยังไม่วายใช้เสื้อฟาดหลังหัวหน้าทีมเสียแรงแทนการแก้แค้นที่บังอาจมาแซวตนเอง
“นั่น มาทำดุกลบเกลื่อน เออๆ ออมแรงแล้วกัน พรุ่งนี้แข่งแล้ว” มีอะไรเกี่ยวกับจงฮยอนที่อนยูไม่รู้บ้าง เป็นเพื่อนสนิทกันมากี่ปี กับแค่นิสัยประจำตัวของเพื่อนแค่นี้น่ะเรื่องจิ๊บๆ
เพราะวันพรุ่งนี้จะมีการแข่งขันระหว่างโรงเรียนเพื่อคัดเลือกตัวแทนเขต การฝึกซ้อมในวันนี้จึงเน้นที่แผนการเล่นเสียมากกว่า และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ บรรดาตัวจริงของทีมจึงได้เลิกซ้อมเร็วกว่าทุกวัน
~Nothing better, nothing better…than you~
ทันทีที่เลิกซ้อม เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นราวคนโทรเข้ารู้ว่าเขาเพิ่งว่าง จงฮยอนมองชื่อที่โชว์หราหน้าจอก่อนกดรับสายเมื่อเห็นว่าเป็นหมายเลขของพี่ชายคนรอง
“ฮัลโหล” จงฮยอนถามเสียงห้วน ซึ่งก็เป็นปกติของเขาที่พูดจาเพราะๆ ไม่ค่อยจะเป็น
“จงฮยอน พี่ฝากซื้อของหน่อยสิ...” แจจุงเอ่ยรายการข้าวของที่ต้องซื้อเสียยาวเหยียด กอปรกับเสียงกุกกักที่ดังจากอีกฟาก น้องคนเล็กนึกภาพออกเลยว่าตอนนี้พี่ชายของตนคงกำลังค้นตู้เย็นเป็นแน่ ความจริงจะให้คนใช้ออกไปซื้อให้ก็ได้ แต่คงเพราะเห็นว่าเขาจะกลับพอดี ถึงได้โทรมาให้ซื้อกลับเข้าบ้านด้วย
“ของขาดเยอะเลยล่ะสิ พี่ส่งข้อความมาเลยดีกว่า บอกตอนนี้ก็จำไม่ได้อยู่ดี” ไม่รอให้พี่ชายตอบกลับ จงฮยอนก็ตัดสายทิ้งทันที ทว่าทั้งที่ดูเหมือนทำตัวไม่เคารพพี่เท่าไร แต่แจจุงก็เป็นพี่คนโปรดของจงฮยอน เพียงแต่เจ้าน้องชายไม่รู้จะแสดงออกอย่างไร หรือถ้าจะให้เจาะจงก็คือ...
จงฮยอนไม่รู้วิธีการแสดงความรู้สึกของตัวเอง
มินิคูเปอร์สีน้ำเงินขาวคู่ใจนำพาเจ้านายมาถึงซูเปอร์มาร์เกตแถวบ้านโดยสวัสดิภาพ จงฮยอนหยิบโทรศัพท์มือถือตัวเองขึ้นมาดูรายการของที่ต้องซื้อซึ่งพี่ชายคนรองจัดการลิสต์มาให้เรียบร้อย พร้อมเตือนความจำไว้ตอนท้ายว่าหกโมงเย็นมีถ่ายทอดสดบาสเกตบอลนัดสำคัญที่เขาตั้งตารอมาตลอดสัปดาห์
จงฮยอนเหลือบมองนาฬิกาและเห็นว่าเพิ่งจะสี่โมงครึ่งเท่านั้น เพราะมีเวลาถมเถ ชายหนุ่มจึงเดินเลือกซื้อของอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะมาสะดุดกับแถวยาวเหยียดที่ช่องชำระเงิน ไอ้ตัวเขาก็ดันลืมไปได้ว่าตอนเย็นๆ แบบนี้ บรรดาแม่บ้านทั้งหลายก็ต้องออกมาซื้อของเหมือนกัน
“ให้ตายสิ!” กว่าจะปลดพันธนาการตัวเองจากการต่อคิวได้สำเร็จ นาฬิกาก็บอกเวลาห้าโมงครึ่งเข้าไปแล้ว นี่เขาใช้เวลาที่ซูเปอร์มาร์เกตตั้งชั่วโมงหนึ่งเนี่ยนะ ไม่อยากจะเชื่อเลย!
จงฮยอนกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังรถตัวเองทั้งที่สองมือก็ถือของพะรุงพะรัง ชายหนุ่มไม่ได้สนใจมองสองข้างทางเลยว่าใครจะเดินสวนไปสวนมา กระทั่งเกิดเรื่องจนได้...
พลั่ก!
นักกีฬาบาสเกตบอลคนเก่งชนกับร่างของใครบางคนเข้าอย่างจัง ลำพังตัวเขาน่ะไม่เป็นอะไรหรอก แต่คู่กรณีน่ะสิ ปลิวลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้าบนพื้นเรียบร้อย
“โอ๊ย! เจ็บนะ ไอ้บ้าเอ๊ย ไม่มีตารึไงเล่า!” คนที่ล้มจนข้าวของกระจัดกระจายโวยวายเสียงดังก่อนเริ่มเก็บข้าวของของตัวเองโดยไม่สนใจไอ้คนตัวหนาที่ยืนขวางทางตัวเอง จงฮยอนที่เห็นอย่างนั้นจึงรีบช่วยเก็บผลไม้ที่อีกฝ่ายซื้อมา
“นายนี่มัน...” ลูกพลับสีส้มสดผลสุดท้ายถูกส่งให้เจ้าของ ซึ่งฝ่ายนั้นก็รับมาก่อนทำท่าจะต่อว่าอีกรอบ
“ขอโทษนะครับคุณ” จงฮยอนที่ไม่อยากให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตรีบกล่าวขอโทษเพื่อตัดปัญหา ซึ่งเมื่อได้ยินอย่างนั้น อีกฝ่ายก็ค้างคำที่จะพูดเอาไว้ ก่อนจะเปลี่ยนประโยคเสียใหม่
“เออๆ ช่างเหอะ ทีหลังน่ะหัดเดินดูทางซะบ้าง” คนหน้าหวานแต่เจ้าอารมณ์ทิ้งท้ายเอาไว้อย่างนั้นก่อนหอบถุงลูกพลับเดินจากไป โดยที่ไม่รู้เลยสักนิดว่าเพียงแค่ชั่วนาทีที่ได้สบตากัน ก็ทำเอาคิม จงฮยอนตกหลุมรักได้ง่ายดาย
เคยไหม...ที่บางครั้งก็ติดใจใครตั้งแต่แรกพบ
เมื่อได้เห็นกันครั้งหนึ่ง แม้เป็นความทรงจำที่ไม่น่าประทับใจสักเท่าไร แต่ก็อยากเจออีก อยากทำความรู้จัก อยู่ๆ ก็นึกถึงคำว่าโอกาส และต้องการมันขึ้นมา
หากได้รู้จักกันจะเป็นอย่างไร หากได้คุยกันอย่างจริงจังจะดีแค่ไหน และจะมีความสุขมากเพียงใดหากได้คบกัน
นั่นแหละ...สิ่งที่คิม จงฮยอนรู้สึกเมื่อได้เห็นอี ทงเฮครั้งแรก
แกร่ก...
เสียงสายโซ่ที่ถูกคล้องและลูกบิดประตูถูกปลดล็อค นำพาความดีใจให้พี่ชายที่นั่งรอน้องอยู่หน้าห้องเป็นนานสองนาน
บานประตูถูกดึงให้เปิดออกจากข้างใน แล้วร่างของเด็กชายอี แทมินก็ก้าวออกมาจากห้องนอนหลังเข้าไปขังตัวเองอยู่ในนั้นมาหลายชั่วโมง
“แทมิน! แทมิน...” ทงเฮได้แต่เอ่ยชื่อน้องชายซ้ำไปซ้ำมาทั้งที่ยืนนิ่งอยู่กับที่อย่างนั้น สภาพคนอายุน้อยกว่าดูไม่ได้เลยสักนิด ทั้งผมเผ้าที่ยุ่งเหยิง ซ้ำยังใบหน้าน่ารักที่แดงก่ำและเปรอะเปื้อนด้วยคราบน้ำตา ทั้งที่อยากดึงตัวน้องเข้ามากอดปลอบ แต่ก็ไม่กล้า...เขาไม่กล้ากอดน้อง เพียงแค่คิดว่าเขาเป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้น้องชายต้องเสียใจ ทั้งแขนขาก็พลันเหมือนถูกถ่วงด้วยหินหนัก
สองพี่น้องยืนสบตากันอยู่ตรงนั้น ทงเฮหวังว่าจะได้รับสายตาตัดพ้อจากน้องชายอย่างที่ควรเป็น แต่เปล่าเลย...นัยน์ตาของแทมินยังคงฉายชัดว่ารักและเทิดทูนเขาเพียงไร ไม่มีกระแสน้อยใจหรือไม่พอใจปะปนเลยสักนิด
“พี่ครับ ฮึก...” แล้วก็เป็นแทมินที่โผเข้าหาพี่ชาย เด็กน้อยวาดแขนรั้งตัวพี่เข้ามากอดแน่น แล้วซุกหน้าลงกับอกทงเฮราวตัวเองเป็นน้องชายตัวน้อยๆ เหมือนเมื่อก่อน
“แทมิน พี่ขอโทษ...” ทงเฮกระซิบกับกลุ่มผมนุ่ม กลีบปากกดจูบขมับน้องชายอย่างแสนรักแสนหวง แขนเรียวกอดตอบคนอายุน้อยกว่าแน่นราวกับจะบอกน้องว่าไม่ว่าจะต้องเสียใจอีกกี่ร้อยพันครั้ง แทมินก็จะยังมีเขาอยู่ข้างๆ
“ผมต่างหากที่ต้องขอโทษพี่...ขอโทษที่ไม่ยอมฟัง ทั้งที่พี่ไม่อยากให้ผมคบกับพี่จงฮยอนแท้ๆ” คนอายุน้อยกว่าพูดอู้อี้กับอกพี่ชาย น้ำตาเปียกชื้นที่ซึมมาตามเนื้อผ้ารั้งใจพี่ชายให้สะท้านไปทั้งอก จนถึงตอนที่เขาเป็นเหตุให้น้องต้องเจ็บปวด แต่แทมินก็ไม่โทษเขาเลยสักนิด
“อย่าพูดอย่างนั้น น้องของพี่ไม่ผิดอะไรเลย แล้วพี่ก็ไม่ได้โกรธเราด้วย เราต่างหากที่ต้องโกรธพี่” มือเรียวประคองปลายคางน้องชายแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หัวอกคนเป็นพี่น่ะ พอเห็นน้องรักโดนทำร้าย ทั้งที่ยังไม่เห็นน้ำตา มันก็ร้าวไปแล้วทั้งใจ นับประสาอะไรกับสภาพน้องชายที่ผ่านการร้องไห้อย่างหนัก ทงเฮห้ามน้ำตาที่มันเอ่อคลอขึ้นมาไม่ได้เลย
“ผมไม่โกรธพี่หรอก ไม่มีวันโกรธพี่” เพราะพี่ชายคนนี้เป็นมากกว่าพี่ เป็นทั้งพ่อ แม่ และครอบครัวคนเดียวที่ยังเหลืออยู่ ถ้าต้องโกรธกันจริงๆ คงเป็นตัวเขาเองนั่นแหละที่ทนไม่ได้ อี แทมินน่ะยังเด็กและอ่อนแอ อยู่คนเดียวไม่ได้หรอกบนโลกโหดร้ายใบนี้
“ผมรักพี่นะครับ”
“พี่ก็รักน้อง...แทมิน” ทงเฮกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีก สองพี่น้องยืนกอดกันอยู่อย่างนั้น แข่งกันร้องไห้งอแงเป็นเด็กๆ ทว่าท่ามกลางใบหน้าเปรอะเปื้อน ภายในใจกลับรู้สึกได้ว่าน้ำตาที่เสียไปได้ช่วยเยียวยาจิตใจของกันและกัน
ออด...ออด...
เสียงกริ่งหน้าบ้านถูกกดตั้งแต่เช้าเป็นสัญญาณว่ามีผู้มาเยือน ทว่ากลับไม่มีใครในบ้านอีมีกะจิตกะใจจะลุกไปเปิดประตูต้อนรับเลยสักนิด ซึ่งมันคงไม่เป็นอย่างนี้ หากแขกที่ไม่ได้รับเชิญไม่ใช่คิม จงฮยอน
~Cha la la…Cha la la~
ถัดจากเสียงกริ่งหน้าบ้าน ก็เป็นเสียงโทรศัพท์มือถือ แทมินที่ตื่นนอนนานแล้วนั่งมองวัตถุสี่เหลี่ยมสั่นไหวอยู่ในมือด้วยสายตาว่างเปล่าก่อนกดตัดสายพร้อมถอดแบตโยนทิ้งบนเตียง
ทั้งที่คิดว่าจะหยุดร้องไห้ แต่เพียงแค่เห็นหมายเลขของคนคนนั้นโทรเข้ามา ในอกมันก็เจ็บแปลบไปหมด...
“แทมิน ไปโรงเรียนกันเถอะ” ทงเฮเปิดประตูเข้ามาทักน้องชายเมื่อเห็นว่าใกล้แปดโมงเช้าเข้าไปทุกที แต่เจ้าตัวเล็กในสายตาของเขากลับยังไม่ยอมลงไปทานอาหารเช้าอย่างที่ควร
“แล้วพี่จงฮยอน...” น้ำเสียงลังเลพร้อมสายตาเป็นกังวลที่ปรายไปทางหน้าบ้านทำเอาคนเป็นพี่นึกหงุดหงิดขึ้นมาทันใด
“ช่างหมอนั่นเถอะ ถ้าเราไม่ไปตอนนี้ก็ไปสายกันพอดี” ทั้งที่เมื่อวานทำน้องเขาเจ็บช้ำน้ำใจ วันนี้ยังจะมาหาอีกทำไมกัน
“ครับ” แทมินรับคำอย่างเสียไม่ได้ เขายังไม่พร้อมที่จะคุย ไม่พร้อมที่จะเจอหน้า เด็กชายเลยได้แต่เดินเกาะหลังพี่ไปซ้อนจักรยานคันเก่ง
“แทมิน!”
เสียงคุ้นเคยตลอดสามเดือนกว่าที่ผ่านมาเอ่ยเรียกหวังจะรั้งสองพี่น้องเอาไว้ ทว่ากลับไม่มีใครคิดหยุดฟัง ทงเฮปั่นจักรยานผ่านหน้าจงฮยอนไปในระยะเผาขนโดยที่คนนั่งซ้อนท้ายอย่างแทมินก็เอาแต่กอดเอวแล้วซุกหน้าเข้ากับแผ่นหลังของพี่ชายตัวบาง พยายามหลบหน้าหลบตาไม่ให้คนที่ตัวเองรักได้เห็นหน้า
ในตอนนี้..เพียงแค่รู้สึกว่าพี่จงฮยอนอยู่ใกล้ๆ ลมที่เคยไหลเวียนรอบตัวก็เหมือนจะหยุดนิ่ง ต่อให้พยายามหายใจสูดเอาอากาศเข้าปอดมากเท่าไร สิ่งที่ได้กลับไปมีเพียงความเจ็บปวด
คนเราจะอยู่ได้อย่างไร หากสิ่งที่หายใจเข้าออกไม่ใช่อากาศ ทว่าเป็นความเจ็บช้ำที่รังแต่จะเพิ่มมากขึ้นทุกเสี้ยววินาที
“อรุณสวัสดิ์แทมิน สวัสดีครับพี่ทงเฮ” คีย์เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงสดใสเมื่อเห็นเพื่อนหัวเห็ดเดินเข้าโรงเรียนมาแต่ไกลพร้อมร่างบางของพี่ชายที่เดินขนาบข้างไม่ห่าง
“คีย์...” วงหน้าน่ารักเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิท แทมินโผเข้ากอดคีย์แน่นพร้อมซุกหน้ากับไหล่เพื่อนอย่างต้องการที่พึ่ง จริงอยู่ที่เสียใจ แต่ความรู้สึกผิดที่ไม่เชื่อคำเตือนของเพื่อนมันมีมากกว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ เขาขอไม่รู้จักพี่จงฮยอนเลยยังจะดีเสียกว่า
“เป็นอะไรไปแทมิน ทำไมหน้าตาถึงดูไม่ได้แบบนี้” คนสวมบทแม่ถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นนัยน์ตากลมโตบวมฉึ่ง แล้วไหนจะยังขอบตาดำคล้ำเป็นแพนด้านี่อีก มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นนะ
“พี่ฝากดูแทมินหน่อยนะคีย์ อย่าให้จงฮยอนมันเข้าใกล้” พี่ชายเพื่อนเอ่ยเสียงเข้ม บนใบหน้าหวานไม่ฉายแววขี้เล่นเหมือนเคย ทำให้คีย์เริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี
“มีเรื่องอะไรกันเหรอครับ”
“รับปากพี่! อย่าให้ไอ้หมอนั่นมันมายุ่งกับแทมิน” คนที่นับถือเหมือนพี่ชายอีกคนเค้นเอาคำตอบรับด้วยแววตาจริงจัง จนคนฟังไม่อาจปฏิเสธ
“ครับ...ครับ...” คีย์ตกปากรับคำด้วยความงุนงง เขาก็ยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเกิดเรื่องอะไร แต่ดูจากท่าทาง ไอ้คนต่างโรงเรียนนั่นคงทำเพื่อนสนิทเขาเสียใจแน่นอน
เมื่อได้ยินคำตกลงจากปากรุ่นน้อง ทงเฮก็วางใจไปโรงเรียนของตัวเอง คีย์และแทมินยืนมองส่งพี่ชายก่อนจะประคองกันไปเข้าแถว เพราะแทมินยังคงกอดเอวอีกฝ่ายแน่น
จนแล้วจนรอด ตลอดทั้งวันแทมินก็ไม่ยอมปริปากให้เพื่อนรักฟังว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่คีย์รู้จึงมีเพียงการคาดเดาสถานการณ์จากความหม่นหมองที่สัมผัสได้รอบตัวเพื่อนหัวเห็ด
“กลับบ้านกันเถอะ” เพื่อนตัวขาวช่วยแทมินเก็บข้าวของลงกระเป๋า เพราะเจ้าของสัมภาระที่เกลื่อนบนโต๊ะเอาแต่ใจลอย วันนี้แทมินดูเหมือนคนลืมหัวใจไว้ที่บ้านอย่างไรอย่างนั้น ไม่ว่าใครจะพูดหรือชวนคุยอย่างไร ก็ได้แต่สายตาเลื่อนลอยส่งกลับมา
คีย์เดินกุมมือเพื่อนสนิทลงมาด้านล่างอาคารเรียน ทั้งสองเดินคู่กันไปจนถึงหน้าโรงเรียน และเป็นตามคำที่พี่ชายบอก...จงฮยอนยืนพิงรถรออยู่หน้าโรงเรียน
“แทมิน!” เมื่อเห็นว่าคนที่ตัวเองรอกำลังเดินมา จงฮยอนก็รีบสาวเท้าเข้าหา ทว่าก็ยังเร็วไม่ทันคีย์ที่จับเพื่อนหลีกให้ไปหลบอยู่ด้านหลังของตน “คีย์ พี่ขอคุยกับแทมิน”
“ไม่เอา...ไม่เอานะคีย์” แทมินพึมพำเสียงสั่นกับหลังเพื่อนสนิท ใบหน้าน่ารักส่ายไปมาแรงๆ คีย์จึงเอามือไพล่หลังจับตัวเพื่อนเอาไว้ให้หลบอยู่หลังตนพร้อมส่งสายตาไม่เป็นมิตรให้คนที่ยืนตรงหน้า
เมื่อเห็นท่าทางแทมินอย่างนั้น จงฮยอนยิ่งรู้สึกว่าไม่สามารถปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อไปกว่านี้ ทว่าเมื่อเขาทำท่าจะเข้าใกล้เด็กชายอีก แขนขาวๆ ของเพื่อนแทมินก็กางกั้นเอาไว้
“อย่ามายุ่งกับแทมินอีก!” คีย์ประกาศกร้าวแล้วผลักคนตัวหนากว่าให้พ้นทาง แล้วมือขาวๆ นั่นก็ฉวยข้อมือแทมินให้เดินจากไป
แผ่นหลังของแทมินเป็นอย่างไร จงฮยอนเพิ่งเคยเห็นครั้งแรกก็วันนี้ เพราะคนอายุน้อยกว่าไม่เคยหันหลังให้เขาเลยสักครั้ง และเพราะอย่างนั้น ชายหนุ่มจึงนึกสงสัย
ทุกทีแผ่นหลังของแทมินสั่นไหวเหมือนตอนนี้หรือเปล่านะ
เพราะร้องไห้ใช่ไหม
เพราะเขา...
หากหัวใจคือบ้านของความรัก ในอกแทมินคงเต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์มากมาย มีมุมผ่อนคลายให้เจ้าของความรักได้พักให้สบาย
ผิดกับจงฮยอน...หัวใจดวงนั้นคงถูกทาทับด้วยสีดำ ทั้งอกปิดไฟมืดจนมองไม่เห็นทาง และความรัก...ยังไม่ยอมกลับบ้านเสียที
ความรักของจงฮยอนคงลอยไปมาเหมือนก้อนเมฆ แล้วมันจะรู้ไหม...
หัวใจของแทมินเฝ้ารออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ตลอดเวลาที่คบกันรวมทั้งที่กำลังพยายามปรับความเข้าใจ มันเป็นเพราะความสงสารใช่ไหม? ความรักอะไรนั่น พี่จงฮยอนไม่เคยรู้สึกกับเขาเลยสักนิดเดียว
ไม่อยากรู้...ยังไม่อยากยอมรับความจริงอันโหดร้ายตอนนี้เลย
ขอเวลาอีกหน่อยได้ไหม ให้เขาได้ทำใจ ได้ตัดใจ และเมื่อถึงตอนนั้น ไม่ว่ารุ่นพี่จะพูดอะไร แทมินก็จะยอมฟังแต่โดยดี...
เหตุการณ์เดิมๆ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดสัปดาห์ จงฮยอนพยายามติดต่อแทมินทุกทาง ทว่ากลับมืดแปดด้านเหลือเกิน นอกจากเจ้าตัวเล็กของเขาจะหลบหน้าหลบตาแล้ว บอดี้การ์ดชั้นเลิศอย่างพี่ชายและเพื่อนสนิทก็คอยช่วยกันท่าเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งที่บ้าน ทั้งที่โรงเรียน...จงฮยอนหาโอกาสให้ตัวเองไม่ได้เลย
ในตอนแรก เซ็นเตอร์ต่างโรงเรียนก็ยังพอใส่ใจสายตานักเรียนคนอื่น ทุกครั้งที่จงฮยอนพยายามเข้าใกล้แต่แทมินหลบหลีก หากตรงนั้นมีผู้ร่วมสถานการณ์อยู่เยอะ จงฮยอนจะยอมล่าถอยไปเอง ทว่าเมื่อแทมินฝังตัวเองเข้ากับกลุ่มคนหมู่มากเป็นประจำ ลูกไม้เดิมๆ ก็ไม่สามารถต้านทานอะไรคนอายุมากกว่าได้อีกต่อไป หลายครั้งที่จงฮยอนทำท่าจะตรงเข้ามาดึงแทมินออกไปคุยกันสองต่อสอง แต่คนอายุน้อยกว่าก็หาทางเอาตัวรอดได้เสียทุกครั้ง จงฮยอนยังพยายามเช่นนี้อยู่หลายครั้งกระทั่งความอดทนของแทมินหมดลง...
เขาเหนื่อยเหลือเกิน...
เหนื่อยที่จะต้องเห็นหน้าคนหลอกลวง
เหนื่อยที่จะต้องรู้สึกว่าตัวเองยังรักจงฮยอนเสมอทั้งที่ถูกทำร้ายหัวใจ
เหนื่อย...ที่ไม่ว่าอย่างไรก็คลายความเจ็บปวดไม่ได้เลย
“ผมจะไปค้างบ้านคีย์นะครับ” แทมินบอกพี่ชายขณะกำลังสวมรองเท้าอยู่หน้าประตู วันนี้เด็กน้อยโดดเรียนทั้งวันเพราะต้องการจะหลบหน้าคนที่ชอบไปดักรอเขาอยู่หน้าประตูโรงเรียน ดังนั้นคนหัวเห็ดเลยตั้งใจออกจากบ้านก่อนเวลาโรงเรียนเลิกนิดหน่อย เพื่อที่จะได้ไปถึงบ้านเพื่อนทันเวลาคีย์กลับบ้านพอดี
ทงเฮพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ เขามองอาการเซื่องซึมของน้องชายด้วยความเป็นห่วงระคนกังวลใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป...ตั้งแต่วันนั้น แทมินตัดขาดการติดต่อทุกอย่างจากจงฮยอน เจ้าเห็ดน้อยไม่ยอมพูด ไม่ยอมคุย หรือแม้กระทั่งหน้า...เด็กชายก็ยังไม่อยากมอง และเพราะจงฮยอนมาที่บ้านอีไม่ได้อีกแล้ว ชายหนุ่มจึงไปดักรอที่โรงเรียนแทน และนั่นทำให้คนรักเรียนอย่างน้องชาย งอแงโดดเรียนมาหลายวัน
แทมินนั่งรถบัสไปเรื่อย ห้านาที..สิบนาที...ก็ยังคงไม่ถึงจุดหมาย เด็กชายเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอยู่นานสองนาน ก่อนจะถูกดึงออกจากภวังค์ด้วยสัมผัสเย็นชืดรอบนิ้วก้อยเมื่อนั่งลูบมือเล่นแล้วแตะโดนมันด้วยความลืมตัว
อา...เขาลืมคืนเจ้านี่สินะ เพราะอย่างนี้รึเปล่า ในใจมันถึงได้รู้สึกกังวลอยู่ตลอด เหมือนมีสายใยบางอย่างยังคงเชื่อมระหว่างตัวเขากับพี่จงฮยอนเอาไว้ ถ้าจะตัดให้ขาด ก็ต้องไม่เก็บอะไรที่คนคนนั้นให้ไว้กับตัว
ทว่าเด็กน้อยผู้อ่อนเดียงสาเอ๋ย สิ่งที่ตรึงตัวเจ้าเอาไว้นั้น ไม่ใช่วัตถุนอกกาย...แต่เป็นใจต่างหาก
เจ้าเคยถามหัวใจตัวเองหรือยัง ว่าพร้อมจะตัดใจจากใครคนนั้นได้เมื่อไร
อนยูรู้สึกหมั่นไส้เพื่อนรักอย่างไม่มีสาเหตุ...
ทั้งที่หลายวันมานี้จงฮยอนท่าทางหมดอาลัยตายอยากเหมือนดอกไม้ขาดน้ำ แต่พวกสาวๆ ก็ยังตามกรี๊ดเป็นบ้าเป็นหลัง แม้เจ้าตัวศูนย์รวมความสนใจจะไม่ได้รับรู้ถึงมันเลยก็ตาม ที่สำคัญคือพอหมอนี่ถอนหายใจที พวกผู้หญิงก็กรี๊ดที แล้วไอ้พฤติกรรมนี้นี่แหละที่ทำเอาอนยูแทบจะทนไม่ไหว เสียงมันเอะอะเกินไปจนพวกเขาไม่มีสมาธิซ้อม
“กรี๊ดกันเข้าไป รำคาญจริงเว้ย!” พอตัวเองซ้อมไม่ได้ดั่งใจ กัปตันคนเก่งก็ชักหงุดหงิด ทว่าเขาก็บ่นเบาๆ พอให้ตัวเองกับเพื่อนรักได้ยินเท่านั้น
“.........” หากเป็นเมื่อก่อน จงฮยอนมักจะสวนว่าเป็นเพราะไม่มีคนกรี๊ดใช่ไหม เขาถึงต้องหงุดหงิดเพราะตาร้อนจนออกอาการแบบนี้
“จงฮยอน...เฮ้ย! ไอ้จง!” เรียกชื่อก็แล้ว แต่เซ็นเตอร์ตัวดีมันก็ยังยืนเหม่อได้อีก
“ถามจริง...ทะเลาะกับแทมินมารึไง ทำไมดูเศร้าๆ ลอยๆ ชอบกล” เหมือนมีมือมากระชากให้ใจกระตุก จงฮยอนราวกับถูกจี้ใจดำเมื่อเพื่อนรักถามตรงๆ แบบนี้ แต่จะให้เขาตอบว่าอย่างไร ในเมื่อพวกเขายังไม่ทันทะเลาะกันด้วยซ้ำ เด็กนั่นไม่ยอมคุยกับเขาท่าเดียว
ก็ใช่ ไม่ทะเลาะ...แต่ก็ไม่ได้คุยกันมาหลายวันแล้ว
“เออจงฮยอน...เมื่อไรแกจะจัดการกับแทยอนให้มันจบๆ ไปสักที รู้ไหมว่าสัปดาห์ก่อน ยัยนั่นไปหาเรื่องแทมินอีกแล้ว” หัวหน้าชมรมลองเดาสุ่มสาเหตุไปเรื่อย บางทีการที่เพื่อนของเขาทำท่าห่อเหี่ยวแบบนี้ อาจเป็นเพราะกำลังผิดใจกับโอเอซิสน้อยๆ นั่นก็ได้
จงฮยอนมองหน้าเพื่อนเป็นคำถาม หมายความว่ายังไงที่บอกว่าอีกแล้ว
“ก็วันที่แกขอน้องเขาคบอะ ก่อนหน้านั้นแทยอนเรียกแทมินไปคุย แกก็รู้ว่าวิธีคุยของยัยนั่นเป็นยังไง แล้ววันนั้นถ้าฉันไปห้ามไม่ทัน แทมินช้ำแน่” เพราะคบหาเป็นเพื่อนกันมานานจนแค่มองตาก็รู้ใจ อนยูตอบคำถามจงฮยอนเสร็จสรรพโดยที่อีกฝ่ายไม่ต้องเปล่งเสียงอะไรออกมาสักพยางค์
วันนั้นที่อนยูพูดถึง ก็คงเป็นวันเดียวกับที่เขาสารภาพรักกับทงเฮ และเป็นวันเดียวกับที่ความสัมพันธ์ของพวกเขามีอันต้องสะดุด เพราะก่อนหน้านั้นเขาเจอหน้าเจ้าเห็ดน้อยทุกวัน และไม่มีครั้งไหนที่ร่างกายผอมบางนั้นมีร่องรอยถูกทำร้าย
ทว่าเพียงแค่ได้ยินว่าแทมินเจ็บตัวเพราะเขา มือมันก็กำหมัดเข้าหากันแน่นตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ตัว
หมายความว่ายังไง แบบนี้มันหมายความว่าอะไรกัน เขารักทงเฮไม่ใช่หรือ แต่ทำไม...ทำไมถึงรู้สึกว่ากำลังจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปให้กับเด็กคนที่เป็นน้องชาย
เพราะความน่ารัก ความไร้เดียงสา ความจริงใจ หรือเพราะความรักที่ได้รับอยู่เสมอมันกำลังซึมซับเข้าไปในจิตใจ
กว่าจะรู้ตัวอีกที...ก็ผูกพันไปเสียแล้ว
“แล้วนั่นแกจะไปไหน” กัปตันทีมคนเก่งร้องถามออกมาเมื่ออยู่ๆ คนที่ยืนนิ่งเป็นนานสองนานกลับผลุนผลันจะออกจากโรงยิม
“ก็ไปจัดการอะไรให้มันเรียบร้อยน่ะสิ” ชายหนุ่มตอบด้วยใบหน้านิ่งเฉยติดบูดบึ้ง เพียงเท่านั้นอนยูก็รู้แล้วว่าเพื่อนรักจะไปจัดการใคร
เริ่มมีความรักแล้วใช่ไหม...
เริ่มรู้แล้วใช่ไหมว่าการที่คนที่ตัวเองรักถูกทำร้าย มันเจ็บปวดแค่ไหนกัน...
ขอบคุณนะอี แทมิน...ขอบคุณที่ทำให้เพื่อนพี่คนนี้มีหัวใจที่รักใครเป็นเหมือนคนอื่นเสียที
เคยไหม...ที่บางครั้งก็ติดใจใครตั้งแต่แรกพบ
เมื่อได้เห็นกันครั้งหนึ่ง แม้เป็นความทรงจำที่ไม่น่าประทับใจสักเท่าไร แต่ก็อยากเจออีก อยากทำความรู้จัก อยู่ๆ ก็นึกถึงคำว่าโอกาส และต้องการมันขึ้นมา
หากได้รู้จักกันจะเป็นอย่างไร หากได้คุยกันอย่างจริงจังจะดีแค่ไหน และจะมีความสุขมากเพียงใดหากได้คบกัน
เคยไหม? เคยรู้สึกอย่างนี้กันบ้างหรือเปล่า
หลังเลิกเรียนก็ยังคงเป็นเวลาที่คิม จงฮยอนทอดน่องเดินออกจากห้องเรียนด้วยความเหนื่อยหน่าย ด้วยบรรดาสาวๆ ที่พากันรุมล้อมอยู่หน้าห้อง ก็ไม่รู้ว่าจะมาแอบมองแอบดูอะไรกันนักหนา ทำเหมือนเขาเป็นสัตว์ในสวนไปได้
“รุ่นพี่จงฮยอนครับ!”
ทว่าเมื่อเดินพ้นอาคารเรียน ก็พบว่ามีเด็กชายท่าทางเหนียมอายคนหนึ่งกำลังดักรอเขาอยู่ ดูจากเครื่องแบบแล้วเป็นเด็กต่างโรงเรียน เซ็นเตอร์มือฉกาจจึงหยุดยืนนิ่งเพื่อรอฟังว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรต่อ
“คือ...ผม ผม...ผมชะ..ชอบ” แต่ดูเหมือนคนทักจะพูดไม่ออก ถึงได้ตะกุกตะกักเหมือนคนพูดไม่เป็น
“ผมอะไรทำไมไม่พูดสักที ฉันไม่มีเวลามาฟังนายทั้งวันหรอกนะ” คนถูกรั้งเอ่ยออกไปด้วยความเบื่อหน่าย สายตาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือนัยว่าอีกฝ่ายทำเขาเสียเวลาไปมากโข
“ผมชอบรุ่นพี่ครับ!”
หลังจากประโยคสำคัญหลุดออกจากปากเจ้าเด็กเห็ดตรงหน้า คนฟังถึงกับหัวเราะในคอ คำบอกรักบอกชอบที่ได้ยินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จงฮยอนไม่เคยเชื่อเลยสักครั้งว่าจะมีใครรักเขาจริง หมอนี่เป็นผู้ชาย แถมหน้าตาก็เพิ่งเจอกันครั้งแรก นิสัยก็ยังไม่เคยศึกษา แล้วอยู่ๆ มาบอกว่าชอบ จะไม่ตลกไปหน่อยหรือ?
เพราะคิดอย่างนั้น ร่างหนาจึงหันหลังเดินจากมาโดยไม่แยแสคนที่ยืนกลั้นใจรอคำตอบเลยสักนิดเดียว...
หลังเดินหนีเด็กหัวเห็ดที่มาสารภาพรัก จงฮยอนก็ตรงไปยังโรงยิมที่เป็นสนามกีฬาในร่มซึ่งชมรมบาสเกตบอลของเขายึดเป็นเจ้าสนามแบบเดี่ยวๆ ทุกเย็น
“ได้ข่าวว่ามีคนมาสารภาพรัก เป็นผู้ชายด้วยนี่ หน้าตาน่ารักไม่ใช่เล่น แต่ก็ปฏิเสธอีกแล้วใช่ไหม?” ยังไม่ทันจะวางข้าวของตัวเองเรียบร้อย เพื่อนสนิทตาตี่อี จินกิ หรืออนยู ชื่อที่อยากให้ทุกคนเรียก ก็ตรงรี่เข้ามาทัก
“หูไวตาไวดีจังนะ” ทั้งที่มันออกจากห้องก่อนเขาเสียด้วยซ้ำ แล้วไปรู้ได้อย่างไรว่ามีคนมาสารภาพรักกับเขา แถมยังพูดเต็มปากเต็มคำว่าเจ้าเด็กผมม้านั่นมันน่ารัก อยากจะรู้จริงๆ ว่าไอ้คุณเพื่อนสนิทมันไปเจอหน้าเด็กต่างโรงเรียนตอนไหน
“เรื่องแค่นี้ถ้าเพื่อนรักแกไม่รู้แล้วใครจะรู้วะ” คนที่อ้างว่าตัวเองเป็นเพื่อนรักใช้ไหล่ดันจงฮยอนเป็นเชิงแซว มันก็จริง เวลามีเรื่องอะไร จงฮยอนไม่เคยปิดอนยูได้เลยสักครั้ง
“ไม่เห็นจะเกี่ยว ไปซ้อมได้แล้ว เป็นกัปตันทีมแล้วนึกอยากจะอู้ก็อู้รึไง” พอเห็นว่าพูดไปก็มีแต่จะเข้าตัวเปล่าๆ เซ็นเตอร์ของทีมจึงเดินไปเปลี่ยนเสื้อที่มุมสนาม แล้วเริ่มอบอุ่นร่างกาย กระนั้นก็ยังไม่วายใช้เสื้อฟาดหลังหัวหน้าทีมเสียแรงแทนการแก้แค้นที่บังอาจมาแซวตนเอง
“นั่น มาทำดุกลบเกลื่อน เออๆ ออมแรงแล้วกัน พรุ่งนี้แข่งแล้ว” มีอะไรเกี่ยวกับจงฮยอนที่อนยูไม่รู้บ้าง เป็นเพื่อนสนิทกันมากี่ปี กับแค่นิสัยประจำตัวของเพื่อนแค่นี้น่ะเรื่องจิ๊บๆ
เพราะวันพรุ่งนี้จะมีการแข่งขันระหว่างโรงเรียนเพื่อคัดเลือกตัวแทนเขต การฝึกซ้อมในวันนี้จึงเน้นที่แผนการเล่นเสียมากกว่า และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ บรรดาตัวจริงของทีมจึงได้เลิกซ้อมเร็วกว่าทุกวัน
~Nothing better, nothing better…than you~
ทันทีที่เลิกซ้อม เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นราวคนโทรเข้ารู้ว่าเขาเพิ่งว่าง จงฮยอนมองชื่อที่โชว์หราหน้าจอก่อนกดรับสายเมื่อเห็นว่าเป็นหมายเลขของพี่ชายคนรอง
“ฮัลโหล” จงฮยอนถามเสียงห้วน ซึ่งก็เป็นปกติของเขาที่พูดจาเพราะๆ ไม่ค่อยจะเป็น
“จงฮยอน พี่ฝากซื้อของหน่อยสิ...” แจจุงเอ่ยรายการข้าวของที่ต้องซื้อเสียยาวเหยียด กอปรกับเสียงกุกกักที่ดังจากอีกฟาก น้องคนเล็กนึกภาพออกเลยว่าตอนนี้พี่ชายของตนคงกำลังค้นตู้เย็นเป็นแน่ ความจริงจะให้คนใช้ออกไปซื้อให้ก็ได้ แต่คงเพราะเห็นว่าเขาจะกลับพอดี ถึงได้โทรมาให้ซื้อกลับเข้าบ้านด้วย
“ของขาดเยอะเลยล่ะสิ พี่ส่งข้อความมาเลยดีกว่า บอกตอนนี้ก็จำไม่ได้อยู่ดี” ไม่รอให้พี่ชายตอบกลับ จงฮยอนก็ตัดสายทิ้งทันที ทว่าทั้งที่ดูเหมือนทำตัวไม่เคารพพี่เท่าไร แต่แจจุงก็เป็นพี่คนโปรดของจงฮยอน เพียงแต่เจ้าน้องชายไม่รู้จะแสดงออกอย่างไร หรือถ้าจะให้เจาะจงก็คือ...
จงฮยอนไม่รู้วิธีการแสดงความรู้สึกของตัวเอง
มินิคูเปอร์สีน้ำเงินขาวคู่ใจนำพาเจ้านายมาถึงซูเปอร์มาร์เกตแถวบ้านโดยสวัสดิภาพ จงฮยอนหยิบโทรศัพท์มือถือตัวเองขึ้นมาดูรายการของที่ต้องซื้อซึ่งพี่ชายคนรองจัดการลิสต์มาให้เรียบร้อย พร้อมเตือนความจำไว้ตอนท้ายว่าหกโมงเย็นมีถ่ายทอดสดบาสเกตบอลนัดสำคัญที่เขาตั้งตารอมาตลอดสัปดาห์
จงฮยอนเหลือบมองนาฬิกาและเห็นว่าเพิ่งจะสี่โมงครึ่งเท่านั้น เพราะมีเวลาถมเถ ชายหนุ่มจึงเดินเลือกซื้อของอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะมาสะดุดกับแถวยาวเหยียดที่ช่องชำระเงิน ไอ้ตัวเขาก็ดันลืมไปได้ว่าตอนเย็นๆ แบบนี้ บรรดาแม่บ้านทั้งหลายก็ต้องออกมาซื้อของเหมือนกัน
“ให้ตายสิ!” กว่าจะปลดพันธนาการตัวเองจากการต่อคิวได้สำเร็จ นาฬิกาก็บอกเวลาห้าโมงครึ่งเข้าไปแล้ว นี่เขาใช้เวลาที่ซูเปอร์มาร์เกตตั้งชั่วโมงหนึ่งเนี่ยนะ ไม่อยากจะเชื่อเลย!
จงฮยอนกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังรถตัวเองทั้งที่สองมือก็ถือของพะรุงพะรัง ชายหนุ่มไม่ได้สนใจมองสองข้างทางเลยว่าใครจะเดินสวนไปสวนมา กระทั่งเกิดเรื่องจนได้...
พลั่ก!
นักกีฬาบาสเกตบอลคนเก่งชนกับร่างของใครบางคนเข้าอย่างจัง ลำพังตัวเขาน่ะไม่เป็นอะไรหรอก แต่คู่กรณีน่ะสิ ปลิวลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้าบนพื้นเรียบร้อย
“โอ๊ย! เจ็บนะ ไอ้บ้าเอ๊ย ไม่มีตารึไงเล่า!” คนที่ล้มจนข้าวของกระจัดกระจายโวยวายเสียงดังก่อนเริ่มเก็บข้าวของของตัวเองโดยไม่สนใจไอ้คนตัวหนาที่ยืนขวางทางตัวเอง จงฮยอนที่เห็นอย่างนั้นจึงรีบช่วยเก็บผลไม้ที่อีกฝ่ายซื้อมา
“นายนี่มัน...” ลูกพลับสีส้มสดผลสุดท้ายถูกส่งให้เจ้าของ ซึ่งฝ่ายนั้นก็รับมาก่อนทำท่าจะต่อว่าอีกรอบ
“ขอโทษนะครับคุณ” จงฮยอนที่ไม่อยากให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตรีบกล่าวขอโทษเพื่อตัดปัญหา ซึ่งเมื่อได้ยินอย่างนั้น อีกฝ่ายก็ค้างคำที่จะพูดเอาไว้ ก่อนจะเปลี่ยนประโยคเสียใหม่
“เออๆ ช่างเหอะ ทีหลังน่ะหัดเดินดูทางซะบ้าง” คนหน้าหวานแต่เจ้าอารมณ์ทิ้งท้ายเอาไว้อย่างนั้นก่อนหอบถุงลูกพลับเดินจากไป โดยที่ไม่รู้เลยสักนิดว่าเพียงแค่ชั่วนาทีที่ได้สบตากัน ก็ทำเอาคิม จงฮยอนตกหลุมรักได้ง่ายดาย
เคยไหม...ที่บางครั้งก็ติดใจใครตั้งแต่แรกพบ
เมื่อได้เห็นกันครั้งหนึ่ง แม้เป็นความทรงจำที่ไม่น่าประทับใจสักเท่าไร แต่ก็อยากเจออีก อยากทำความรู้จัก อยู่ๆ ก็นึกถึงคำว่าโอกาส และต้องการมันขึ้นมา
หากได้รู้จักกันจะเป็นอย่างไร หากได้คุยกันอย่างจริงจังจะดีแค่ไหน และจะมีความสุขมากเพียงใดหากได้คบกัน
นั่นแหละ...สิ่งที่คิม จงฮยอนรู้สึกเมื่อได้เห็นอี ทงเฮครั้งแรก
แกร่ก...
เสียงสายโซ่ที่ถูกคล้องและลูกบิดประตูถูกปลดล็อค นำพาความดีใจให้พี่ชายที่นั่งรอน้องอยู่หน้าห้องเป็นนานสองนาน
บานประตูถูกดึงให้เปิดออกจากข้างใน แล้วร่างของเด็กชายอี แทมินก็ก้าวออกมาจากห้องนอนหลังเข้าไปขังตัวเองอยู่ในนั้นมาหลายชั่วโมง
“แทมิน! แทมิน...” ทงเฮได้แต่เอ่ยชื่อน้องชายซ้ำไปซ้ำมาทั้งที่ยืนนิ่งอยู่กับที่อย่างนั้น สภาพคนอายุน้อยกว่าดูไม่ได้เลยสักนิด ทั้งผมเผ้าที่ยุ่งเหยิง ซ้ำยังใบหน้าน่ารักที่แดงก่ำและเปรอะเปื้อนด้วยคราบน้ำตา ทั้งที่อยากดึงตัวน้องเข้ามากอดปลอบ แต่ก็ไม่กล้า...เขาไม่กล้ากอดน้อง เพียงแค่คิดว่าเขาเป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้น้องชายต้องเสียใจ ทั้งแขนขาก็พลันเหมือนถูกถ่วงด้วยหินหนัก
สองพี่น้องยืนสบตากันอยู่ตรงนั้น ทงเฮหวังว่าจะได้รับสายตาตัดพ้อจากน้องชายอย่างที่ควรเป็น แต่เปล่าเลย...นัยน์ตาของแทมินยังคงฉายชัดว่ารักและเทิดทูนเขาเพียงไร ไม่มีกระแสน้อยใจหรือไม่พอใจปะปนเลยสักนิด
“พี่ครับ ฮึก...” แล้วก็เป็นแทมินที่โผเข้าหาพี่ชาย เด็กน้อยวาดแขนรั้งตัวพี่เข้ามากอดแน่น แล้วซุกหน้าลงกับอกทงเฮราวตัวเองเป็นน้องชายตัวน้อยๆ เหมือนเมื่อก่อน
“แทมิน พี่ขอโทษ...” ทงเฮกระซิบกับกลุ่มผมนุ่ม กลีบปากกดจูบขมับน้องชายอย่างแสนรักแสนหวง แขนเรียวกอดตอบคนอายุน้อยกว่าแน่นราวกับจะบอกน้องว่าไม่ว่าจะต้องเสียใจอีกกี่ร้อยพันครั้ง แทมินก็จะยังมีเขาอยู่ข้างๆ
“ผมต่างหากที่ต้องขอโทษพี่...ขอโทษที่ไม่ยอมฟัง ทั้งที่พี่ไม่อยากให้ผมคบกับพี่จงฮยอนแท้ๆ” คนอายุน้อยกว่าพูดอู้อี้กับอกพี่ชาย น้ำตาเปียกชื้นที่ซึมมาตามเนื้อผ้ารั้งใจพี่ชายให้สะท้านไปทั้งอก จนถึงตอนที่เขาเป็นเหตุให้น้องต้องเจ็บปวด แต่แทมินก็ไม่โทษเขาเลยสักนิด
“อย่าพูดอย่างนั้น น้องของพี่ไม่ผิดอะไรเลย แล้วพี่ก็ไม่ได้โกรธเราด้วย เราต่างหากที่ต้องโกรธพี่” มือเรียวประคองปลายคางน้องชายแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หัวอกคนเป็นพี่น่ะ พอเห็นน้องรักโดนทำร้าย ทั้งที่ยังไม่เห็นน้ำตา มันก็ร้าวไปแล้วทั้งใจ นับประสาอะไรกับสภาพน้องชายที่ผ่านการร้องไห้อย่างหนัก ทงเฮห้ามน้ำตาที่มันเอ่อคลอขึ้นมาไม่ได้เลย
“ผมไม่โกรธพี่หรอก ไม่มีวันโกรธพี่” เพราะพี่ชายคนนี้เป็นมากกว่าพี่ เป็นทั้งพ่อ แม่ และครอบครัวคนเดียวที่ยังเหลืออยู่ ถ้าต้องโกรธกันจริงๆ คงเป็นตัวเขาเองนั่นแหละที่ทนไม่ได้ อี แทมินน่ะยังเด็กและอ่อนแอ อยู่คนเดียวไม่ได้หรอกบนโลกโหดร้ายใบนี้
“ผมรักพี่นะครับ”
“พี่ก็รักน้อง...แทมิน” ทงเฮกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีก สองพี่น้องยืนกอดกันอยู่อย่างนั้น แข่งกันร้องไห้งอแงเป็นเด็กๆ ทว่าท่ามกลางใบหน้าเปรอะเปื้อน ภายในใจกลับรู้สึกได้ว่าน้ำตาที่เสียไปได้ช่วยเยียวยาจิตใจของกันและกัน
ออด...ออด...
เสียงกริ่งหน้าบ้านถูกกดตั้งแต่เช้าเป็นสัญญาณว่ามีผู้มาเยือน ทว่ากลับไม่มีใครในบ้านอีมีกะจิตกะใจจะลุกไปเปิดประตูต้อนรับเลยสักนิด ซึ่งมันคงไม่เป็นอย่างนี้ หากแขกที่ไม่ได้รับเชิญไม่ใช่คิม จงฮยอน
~Cha la la…Cha la la~
ถัดจากเสียงกริ่งหน้าบ้าน ก็เป็นเสียงโทรศัพท์มือถือ แทมินที่ตื่นนอนนานแล้วนั่งมองวัตถุสี่เหลี่ยมสั่นไหวอยู่ในมือด้วยสายตาว่างเปล่าก่อนกดตัดสายพร้อมถอดแบตโยนทิ้งบนเตียง
ทั้งที่คิดว่าจะหยุดร้องไห้ แต่เพียงแค่เห็นหมายเลขของคนคนนั้นโทรเข้ามา ในอกมันก็เจ็บแปลบไปหมด...
“แทมิน ไปโรงเรียนกันเถอะ” ทงเฮเปิดประตูเข้ามาทักน้องชายเมื่อเห็นว่าใกล้แปดโมงเช้าเข้าไปทุกที แต่เจ้าตัวเล็กในสายตาของเขากลับยังไม่ยอมลงไปทานอาหารเช้าอย่างที่ควร
“แล้วพี่จงฮยอน...” น้ำเสียงลังเลพร้อมสายตาเป็นกังวลที่ปรายไปทางหน้าบ้านทำเอาคนเป็นพี่นึกหงุดหงิดขึ้นมาทันใด
“ช่างหมอนั่นเถอะ ถ้าเราไม่ไปตอนนี้ก็ไปสายกันพอดี” ทั้งที่เมื่อวานทำน้องเขาเจ็บช้ำน้ำใจ วันนี้ยังจะมาหาอีกทำไมกัน
“ครับ” แทมินรับคำอย่างเสียไม่ได้ เขายังไม่พร้อมที่จะคุย ไม่พร้อมที่จะเจอหน้า เด็กชายเลยได้แต่เดินเกาะหลังพี่ไปซ้อนจักรยานคันเก่ง
“แทมิน!”
เสียงคุ้นเคยตลอดสามเดือนกว่าที่ผ่านมาเอ่ยเรียกหวังจะรั้งสองพี่น้องเอาไว้ ทว่ากลับไม่มีใครคิดหยุดฟัง ทงเฮปั่นจักรยานผ่านหน้าจงฮยอนไปในระยะเผาขนโดยที่คนนั่งซ้อนท้ายอย่างแทมินก็เอาแต่กอดเอวแล้วซุกหน้าเข้ากับแผ่นหลังของพี่ชายตัวบาง พยายามหลบหน้าหลบตาไม่ให้คนที่ตัวเองรักได้เห็นหน้า
ในตอนนี้..เพียงแค่รู้สึกว่าพี่จงฮยอนอยู่ใกล้ๆ ลมที่เคยไหลเวียนรอบตัวก็เหมือนจะหยุดนิ่ง ต่อให้พยายามหายใจสูดเอาอากาศเข้าปอดมากเท่าไร สิ่งที่ได้กลับไปมีเพียงความเจ็บปวด
คนเราจะอยู่ได้อย่างไร หากสิ่งที่หายใจเข้าออกไม่ใช่อากาศ ทว่าเป็นความเจ็บช้ำที่รังแต่จะเพิ่มมากขึ้นทุกเสี้ยววินาที
“อรุณสวัสดิ์แทมิน สวัสดีครับพี่ทงเฮ” คีย์เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงสดใสเมื่อเห็นเพื่อนหัวเห็ดเดินเข้าโรงเรียนมาแต่ไกลพร้อมร่างบางของพี่ชายที่เดินขนาบข้างไม่ห่าง
“คีย์...” วงหน้าน่ารักเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิท แทมินโผเข้ากอดคีย์แน่นพร้อมซุกหน้ากับไหล่เพื่อนอย่างต้องการที่พึ่ง จริงอยู่ที่เสียใจ แต่ความรู้สึกผิดที่ไม่เชื่อคำเตือนของเพื่อนมันมีมากกว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ เขาขอไม่รู้จักพี่จงฮยอนเลยยังจะดีเสียกว่า
“เป็นอะไรไปแทมิน ทำไมหน้าตาถึงดูไม่ได้แบบนี้” คนสวมบทแม่ถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นนัยน์ตากลมโตบวมฉึ่ง แล้วไหนจะยังขอบตาดำคล้ำเป็นแพนด้านี่อีก มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นนะ
“พี่ฝากดูแทมินหน่อยนะคีย์ อย่าให้จงฮยอนมันเข้าใกล้” พี่ชายเพื่อนเอ่ยเสียงเข้ม บนใบหน้าหวานไม่ฉายแววขี้เล่นเหมือนเคย ทำให้คีย์เริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี
“มีเรื่องอะไรกันเหรอครับ”
“รับปากพี่! อย่าให้ไอ้หมอนั่นมันมายุ่งกับแทมิน” คนที่นับถือเหมือนพี่ชายอีกคนเค้นเอาคำตอบรับด้วยแววตาจริงจัง จนคนฟังไม่อาจปฏิเสธ
“ครับ...ครับ...” คีย์ตกปากรับคำด้วยความงุนงง เขาก็ยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเกิดเรื่องอะไร แต่ดูจากท่าทาง ไอ้คนต่างโรงเรียนนั่นคงทำเพื่อนสนิทเขาเสียใจแน่นอน
เมื่อได้ยินคำตกลงจากปากรุ่นน้อง ทงเฮก็วางใจไปโรงเรียนของตัวเอง คีย์และแทมินยืนมองส่งพี่ชายก่อนจะประคองกันไปเข้าแถว เพราะแทมินยังคงกอดเอวอีกฝ่ายแน่น
จนแล้วจนรอด ตลอดทั้งวันแทมินก็ไม่ยอมปริปากให้เพื่อนรักฟังว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่คีย์รู้จึงมีเพียงการคาดเดาสถานการณ์จากความหม่นหมองที่สัมผัสได้รอบตัวเพื่อนหัวเห็ด
“กลับบ้านกันเถอะ” เพื่อนตัวขาวช่วยแทมินเก็บข้าวของลงกระเป๋า เพราะเจ้าของสัมภาระที่เกลื่อนบนโต๊ะเอาแต่ใจลอย วันนี้แทมินดูเหมือนคนลืมหัวใจไว้ที่บ้านอย่างไรอย่างนั้น ไม่ว่าใครจะพูดหรือชวนคุยอย่างไร ก็ได้แต่สายตาเลื่อนลอยส่งกลับมา
คีย์เดินกุมมือเพื่อนสนิทลงมาด้านล่างอาคารเรียน ทั้งสองเดินคู่กันไปจนถึงหน้าโรงเรียน และเป็นตามคำที่พี่ชายบอก...จงฮยอนยืนพิงรถรออยู่หน้าโรงเรียน
“แทมิน!” เมื่อเห็นว่าคนที่ตัวเองรอกำลังเดินมา จงฮยอนก็รีบสาวเท้าเข้าหา ทว่าก็ยังเร็วไม่ทันคีย์ที่จับเพื่อนหลีกให้ไปหลบอยู่ด้านหลังของตน “คีย์ พี่ขอคุยกับแทมิน”
“ไม่เอา...ไม่เอานะคีย์” แทมินพึมพำเสียงสั่นกับหลังเพื่อนสนิท ใบหน้าน่ารักส่ายไปมาแรงๆ คีย์จึงเอามือไพล่หลังจับตัวเพื่อนเอาไว้ให้หลบอยู่หลังตนพร้อมส่งสายตาไม่เป็นมิตรให้คนที่ยืนตรงหน้า
เมื่อเห็นท่าทางแทมินอย่างนั้น จงฮยอนยิ่งรู้สึกว่าไม่สามารถปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อไปกว่านี้ ทว่าเมื่อเขาทำท่าจะเข้าใกล้เด็กชายอีก แขนขาวๆ ของเพื่อนแทมินก็กางกั้นเอาไว้
“อย่ามายุ่งกับแทมินอีก!” คีย์ประกาศกร้าวแล้วผลักคนตัวหนากว่าให้พ้นทาง แล้วมือขาวๆ นั่นก็ฉวยข้อมือแทมินให้เดินจากไป
แผ่นหลังของแทมินเป็นอย่างไร จงฮยอนเพิ่งเคยเห็นครั้งแรกก็วันนี้ เพราะคนอายุน้อยกว่าไม่เคยหันหลังให้เขาเลยสักครั้ง และเพราะอย่างนั้น ชายหนุ่มจึงนึกสงสัย
ทุกทีแผ่นหลังของแทมินสั่นไหวเหมือนตอนนี้หรือเปล่านะ
เพราะร้องไห้ใช่ไหม
เพราะเขา...
หากหัวใจคือบ้านของความรัก ในอกแทมินคงเต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์มากมาย มีมุมผ่อนคลายให้เจ้าของความรักได้พักให้สบาย
ผิดกับจงฮยอน...หัวใจดวงนั้นคงถูกทาทับด้วยสีดำ ทั้งอกปิดไฟมืดจนมองไม่เห็นทาง และความรัก...ยังไม่ยอมกลับบ้านเสียที
ความรักของจงฮยอนคงลอยไปมาเหมือนก้อนเมฆ แล้วมันจะรู้ไหม...
หัวใจของแทมินเฝ้ารออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ตลอดเวลาที่คบกันรวมทั้งที่กำลังพยายามปรับความเข้าใจ มันเป็นเพราะความสงสารใช่ไหม? ความรักอะไรนั่น พี่จงฮยอนไม่เคยรู้สึกกับเขาเลยสักนิดเดียว
ไม่อยากรู้...ยังไม่อยากยอมรับความจริงอันโหดร้ายตอนนี้เลย
ขอเวลาอีกหน่อยได้ไหม ให้เขาได้ทำใจ ได้ตัดใจ และเมื่อถึงตอนนั้น ไม่ว่ารุ่นพี่จะพูดอะไร แทมินก็จะยอมฟังแต่โดยดี...
เหตุการณ์เดิมๆ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดสัปดาห์ จงฮยอนพยายามติดต่อแทมินทุกทาง ทว่ากลับมืดแปดด้านเหลือเกิน นอกจากเจ้าตัวเล็กของเขาจะหลบหน้าหลบตาแล้ว บอดี้การ์ดชั้นเลิศอย่างพี่ชายและเพื่อนสนิทก็คอยช่วยกันท่าเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งที่บ้าน ทั้งที่โรงเรียน...จงฮยอนหาโอกาสให้ตัวเองไม่ได้เลย
ในตอนแรก เซ็นเตอร์ต่างโรงเรียนก็ยังพอใส่ใจสายตานักเรียนคนอื่น ทุกครั้งที่จงฮยอนพยายามเข้าใกล้แต่แทมินหลบหลีก หากตรงนั้นมีผู้ร่วมสถานการณ์อยู่เยอะ จงฮยอนจะยอมล่าถอยไปเอง ทว่าเมื่อแทมินฝังตัวเองเข้ากับกลุ่มคนหมู่มากเป็นประจำ ลูกไม้เดิมๆ ก็ไม่สามารถต้านทานอะไรคนอายุมากกว่าได้อีกต่อไป หลายครั้งที่จงฮยอนทำท่าจะตรงเข้ามาดึงแทมินออกไปคุยกันสองต่อสอง แต่คนอายุน้อยกว่าก็หาทางเอาตัวรอดได้เสียทุกครั้ง จงฮยอนยังพยายามเช่นนี้อยู่หลายครั้งกระทั่งความอดทนของแทมินหมดลง...
เขาเหนื่อยเหลือเกิน...
เหนื่อยที่จะต้องเห็นหน้าคนหลอกลวง
เหนื่อยที่จะต้องรู้สึกว่าตัวเองยังรักจงฮยอนเสมอทั้งที่ถูกทำร้ายหัวใจ
เหนื่อย...ที่ไม่ว่าอย่างไรก็คลายความเจ็บปวดไม่ได้เลย
“ผมจะไปค้างบ้านคีย์นะครับ” แทมินบอกพี่ชายขณะกำลังสวมรองเท้าอยู่หน้าประตู วันนี้เด็กน้อยโดดเรียนทั้งวันเพราะต้องการจะหลบหน้าคนที่ชอบไปดักรอเขาอยู่หน้าประตูโรงเรียน ดังนั้นคนหัวเห็ดเลยตั้งใจออกจากบ้านก่อนเวลาโรงเรียนเลิกนิดหน่อย เพื่อที่จะได้ไปถึงบ้านเพื่อนทันเวลาคีย์กลับบ้านพอดี
ทงเฮพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ เขามองอาการเซื่องซึมของน้องชายด้วยความเป็นห่วงระคนกังวลใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป...ตั้งแต่วันนั้น แทมินตัดขาดการติดต่อทุกอย่างจากจงฮยอน เจ้าเห็ดน้อยไม่ยอมพูด ไม่ยอมคุย หรือแม้กระทั่งหน้า...เด็กชายก็ยังไม่อยากมอง และเพราะจงฮยอนมาที่บ้านอีไม่ได้อีกแล้ว ชายหนุ่มจึงไปดักรอที่โรงเรียนแทน และนั่นทำให้คนรักเรียนอย่างน้องชาย งอแงโดดเรียนมาหลายวัน
แทมินนั่งรถบัสไปเรื่อย ห้านาที..สิบนาที...ก็ยังคงไม่ถึงจุดหมาย เด็กชายเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอยู่นานสองนาน ก่อนจะถูกดึงออกจากภวังค์ด้วยสัมผัสเย็นชืดรอบนิ้วก้อยเมื่อนั่งลูบมือเล่นแล้วแตะโดนมันด้วยความลืมตัว
อา...เขาลืมคืนเจ้านี่สินะ เพราะอย่างนี้รึเปล่า ในใจมันถึงได้รู้สึกกังวลอยู่ตลอด เหมือนมีสายใยบางอย่างยังคงเชื่อมระหว่างตัวเขากับพี่จงฮยอนเอาไว้ ถ้าจะตัดให้ขาด ก็ต้องไม่เก็บอะไรที่คนคนนั้นให้ไว้กับตัว
ทว่าเด็กน้อยผู้อ่อนเดียงสาเอ๋ย สิ่งที่ตรึงตัวเจ้าเอาไว้นั้น ไม่ใช่วัตถุนอกกาย...แต่เป็นใจต่างหาก
เจ้าเคยถามหัวใจตัวเองหรือยัง ว่าพร้อมจะตัดใจจากใครคนนั้นได้เมื่อไร
อนยูรู้สึกหมั่นไส้เพื่อนรักอย่างไม่มีสาเหตุ...
ทั้งที่หลายวันมานี้จงฮยอนท่าทางหมดอาลัยตายอยากเหมือนดอกไม้ขาดน้ำ แต่พวกสาวๆ ก็ยังตามกรี๊ดเป็นบ้าเป็นหลัง แม้เจ้าตัวศูนย์รวมความสนใจจะไม่ได้รับรู้ถึงมันเลยก็ตาม ที่สำคัญคือพอหมอนี่ถอนหายใจที พวกผู้หญิงก็กรี๊ดที แล้วไอ้พฤติกรรมนี้นี่แหละที่ทำเอาอนยูแทบจะทนไม่ไหว เสียงมันเอะอะเกินไปจนพวกเขาไม่มีสมาธิซ้อม
“กรี๊ดกันเข้าไป รำคาญจริงเว้ย!” พอตัวเองซ้อมไม่ได้ดั่งใจ กัปตันคนเก่งก็ชักหงุดหงิด ทว่าเขาก็บ่นเบาๆ พอให้ตัวเองกับเพื่อนรักได้ยินเท่านั้น
“.........” หากเป็นเมื่อก่อน จงฮยอนมักจะสวนว่าเป็นเพราะไม่มีคนกรี๊ดใช่ไหม เขาถึงต้องหงุดหงิดเพราะตาร้อนจนออกอาการแบบนี้
“จงฮยอน...เฮ้ย! ไอ้จง!” เรียกชื่อก็แล้ว แต่เซ็นเตอร์ตัวดีมันก็ยังยืนเหม่อได้อีก
“ถามจริง...ทะเลาะกับแทมินมารึไง ทำไมดูเศร้าๆ ลอยๆ ชอบกล” เหมือนมีมือมากระชากให้ใจกระตุก จงฮยอนราวกับถูกจี้ใจดำเมื่อเพื่อนรักถามตรงๆ แบบนี้ แต่จะให้เขาตอบว่าอย่างไร ในเมื่อพวกเขายังไม่ทันทะเลาะกันด้วยซ้ำ เด็กนั่นไม่ยอมคุยกับเขาท่าเดียว
ก็ใช่ ไม่ทะเลาะ...แต่ก็ไม่ได้คุยกันมาหลายวันแล้ว
“เออจงฮยอน...เมื่อไรแกจะจัดการกับแทยอนให้มันจบๆ ไปสักที รู้ไหมว่าสัปดาห์ก่อน ยัยนั่นไปหาเรื่องแทมินอีกแล้ว” หัวหน้าชมรมลองเดาสุ่มสาเหตุไปเรื่อย บางทีการที่เพื่อนของเขาทำท่าห่อเหี่ยวแบบนี้ อาจเป็นเพราะกำลังผิดใจกับโอเอซิสน้อยๆ นั่นก็ได้
จงฮยอนมองหน้าเพื่อนเป็นคำถาม หมายความว่ายังไงที่บอกว่าอีกแล้ว
“ก็วันที่แกขอน้องเขาคบอะ ก่อนหน้านั้นแทยอนเรียกแทมินไปคุย แกก็รู้ว่าวิธีคุยของยัยนั่นเป็นยังไง แล้ววันนั้นถ้าฉันไปห้ามไม่ทัน แทมินช้ำแน่” เพราะคบหาเป็นเพื่อนกันมานานจนแค่มองตาก็รู้ใจ อนยูตอบคำถามจงฮยอนเสร็จสรรพโดยที่อีกฝ่ายไม่ต้องเปล่งเสียงอะไรออกมาสักพยางค์
วันนั้นที่อนยูพูดถึง ก็คงเป็นวันเดียวกับที่เขาสารภาพรักกับทงเฮ และเป็นวันเดียวกับที่ความสัมพันธ์ของพวกเขามีอันต้องสะดุด เพราะก่อนหน้านั้นเขาเจอหน้าเจ้าเห็ดน้อยทุกวัน และไม่มีครั้งไหนที่ร่างกายผอมบางนั้นมีร่องรอยถูกทำร้าย
ทว่าเพียงแค่ได้ยินว่าแทมินเจ็บตัวเพราะเขา มือมันก็กำหมัดเข้าหากันแน่นตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ตัว
หมายความว่ายังไง แบบนี้มันหมายความว่าอะไรกัน เขารักทงเฮไม่ใช่หรือ แต่ทำไม...ทำไมถึงรู้สึกว่ากำลังจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปให้กับเด็กคนที่เป็นน้องชาย
เพราะความน่ารัก ความไร้เดียงสา ความจริงใจ หรือเพราะความรักที่ได้รับอยู่เสมอมันกำลังซึมซับเข้าไปในจิตใจ
กว่าจะรู้ตัวอีกที...ก็ผูกพันไปเสียแล้ว
“แล้วนั่นแกจะไปไหน” กัปตันทีมคนเก่งร้องถามออกมาเมื่ออยู่ๆ คนที่ยืนนิ่งเป็นนานสองนานกลับผลุนผลันจะออกจากโรงยิม
“ก็ไปจัดการอะไรให้มันเรียบร้อยน่ะสิ” ชายหนุ่มตอบด้วยใบหน้านิ่งเฉยติดบูดบึ้ง เพียงเท่านั้นอนยูก็รู้แล้วว่าเพื่อนรักจะไปจัดการใคร
เริ่มมีความรักแล้วใช่ไหม...
เริ่มรู้แล้วใช่ไหมว่าการที่คนที่ตัวเองรักถูกทำร้าย มันเจ็บปวดแค่ไหนกัน...
ขอบคุณนะอี แทมิน...ขอบคุณที่ทำให้เพื่อนพี่คนนี้มีหัวใจที่รักใครเป็นเหมือนคนอื่นเสียที
สมควรโดนซะบ้าง ๕๕+
ทำกะเค้าไว้เยอะ
สงสารแทมจังเลย
ทำไมต้องมาโดนทำรา้ยจิตใจแบบนี้นะ
#1 By KANGZOM (125.27.44.140) on 2009-11-06 21:00