This Is Me [Ch.5]

posted on 25 Jun 2009 13:20 by zinister  in ThisIsMe

 

Chapter 5 Little Finger





ตลอดทางกลับบ้าน จงฮยอนไม่มีสมาธิเลยสักนิด จิตใจถูกยึดครองด้วยความรู้สึกผิดที่เกาะกุมทุกช่องว่างความคิด

ใช่...เขาเอ็นดูแทมินอยู่ไม่น้อย แต่เขาก็รู้ดีว่าความรู้สึกนั้นมันยังไม่เข้าใกล้คำว่ารัก ซึ่งผิดกันลิบลับกับความรู้สึกของเด็กชาย แต่แล้วทำไม...ทำไมถึงผูกมัดตัวเองกับเด็กคนนั้นด้วยร่างกาย

จงฮยอนไม่ใช่คนความอดทนต่ำขนาดนั้น และมั่นใจว่าตัวเองใจเย็น จนบางทีติดจะเฉยชาด้วยซ้ำ แต่ทำไมกับแทมิน...เขาถึงทนไม่ได้ ห้ามตัวเองไม่ได้เลย

เพราะน้องน่ารัก? เพราะรักน้อง?

ถ้าไม่ใช่...แล้วเพราะอะไรกันล่ะ










“คุณจงฮยอนกลับมาแล้วค่ะ” สาวใช้วัยกระเตาะเดินเร็วรี่เข้ามารายงานพี่ชายทั้งสองของบ้านคิมทันทีที่น้องคนเล็กจอดมินิคูเปอร์คู่ใจในโรงรถ ใบหน้าของลูกชายสองคนแรกพยักหน้ารับก่อนคนหนึ่งวางหนังสือในมือ แล้วเดินออกไปรับน้องพร้อมพี่ชายอีกคนที่อุ้มแมวไปด้วยกัน

“กลับเย็นนะวันนี้” พี่ชายคนโตเอ่ยขึ้น ก่อนส่งเจ้าหน้าขนในอ้อมกอดให้น้องชายที่เป็นคนเอามันมาเมื่อเดือนที่แล้ว เจ้าลูกแมวในตอนนั้นโตขึ้นเยอะก็เพราะได้พี่ชายของจงฮยอนคนนี้ที่เป็นพวกบ้าแมวช่วยเลี้ยงนี่แหละ

ครอบครัวคิมมีสมาชิกห้าคน คุณพ่อ คุณแม่ และลูกชายอีกสาม ลูกชายคนโตชื่อฮีชอล เป็นผู้ชายร่างผอมบางออกแนวอ้อนแอ้น รักและหลงใหลสัตว์สี่ขาหน้าขนที่เรียกว่าแมวและการทำสีผมเป็นที่สุด นิสัยช่างพูดช่างคุยและชอบแกล้งเหมือนมารดาไม่มีผิด ส่วนพี่ชายคนรองชื่อแจจุงยิ่งแล้วใหญ่ นอกจากจะหน้าหวานแล้ว ยังเรียบร้อยกว่าใครในบ้าน ซ้ำยังทำงานบ้านเป็นแทบทุกประเภท โดยเฉพาะเรื่องเข้าครัวที่ต้องยกนิ้วให้จริงๆ

สิ่งที่บอกว่าพี่ทั้งสองของจงฮยอนยังเป็นผู้ชายน่ะเหรอ? ก็เรื่องส่วนสูงของทั้งสองคนนี่แหละ โดยเฉพาะพี่แจจุงที่เล่นกล้ามกับเขาด้วย เหตุผลที่เล่นกล้ามก็ไม่ใช่อะไร เพราะจะได้เอาไปยืนยันกับใครต่อใครว่าตัวเองเป็นผู้ชายจริงๆ นั่นเอง

“หิวรึยังล่ะเรา ให้แม่บ้านตั้งโต๊ะก่อนไหม” พี่ชายคนรองถามด้วยความเป็นห่วง เพราะเห็นว่าน้องชายกลับบ้านเสียเย็นย่ำ กลัวว่าจะหิวจนไส้กิ่วเสียก่อน

“อย่าเพิ่งดีกว่าครับ รอพ่อกับแม่ก่อนก็ได้ เอ๊ะพี่แจจุง...นั่นหนังสือของพี่เหรอ” น้องเล็กถามเมื่อปรายตามองไปยังโต๊ะในห้องรับแขกและเห็นหนังสือเกี่ยวกับแหวนหน้าปกเคลือบมันสีสันสวยงาม

“อื้ม! ยุนโฮเขาเอามาให้ดูน่ะ เราสนใจรึไง” แจจุงเอียงคอถามด้วยความสงสัย เพราะไม่เคยเห็นน้องชายสนใจเรื่องเครื่องประดับมาก่อน

“อะไรแจจุง แกกับยุนโฮคบกันแล้วเหรอ” พี่ชายคนโตชะโงกหน้าเข้ามามองปกหนังสือแล้วหรี่ตามองน้องรองอย่างจับผิด เป็นสายตาแบบที่ทำให้แจจุงรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ และไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย

“เปล่าซะหน่อย อันนี้เขาจะเอาไปแสดงละครต่างหาก” หนุ่มหน้าหวานตอบออกไปตามความจริงที่เพื่อนตัวเองบอกมา ตอนนี้เขากับยุนโฮกำลังรับผิดชอบละครของมหาวิทยาลัยร่วมกัน ดังนั้นมันก็ไม่แปลกเลยไม่ใช่หรือ ที่จะต้องปรึกษาหารือกันเรื่องของประกอบฉาก

“โฮ้ย! น่าเชื่อตายล่ะ แค่ละครมหา’ลัย ใครเขาทุ่มทุนซื้อแหวนจริงๆ กันบ้าง” คนอายุมากกว่าแขวะพร้อมทำหน้าหน่าย เบื่อจริงๆ พวกปากแข็งเนี่ย

“ขอผมดูหน่อยได้ไหม” จงฮยอนเอ่ยปากขอกับแจจุงก่อนจะรับหนังสือมา เด็กหนุ่มเคลื่อนตัวไปนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้ามกับพี่ทั้งสอง ก่อนจะเริ่มพลิกกระดาษทีละหน้าช้าๆ

“แกก็เป็นไปกับเขาด้วยเหรอจงฮยอน? นี่ไปแอบมีแฟนตั้งแต่เมื่อไรล่ะ” ฮีชอลหันขวับมายังน้องเล็กทันที

“อะไรของพี่เนี่ย แค่ดูแบบแหวนมันต้องหมายความว่ามีแฟนแล้วด้วยรึไง” ปากตอบไปอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน ทว่าจงฮยอนยังคงจับจ้องสายตาไปที่หน้ากระดาษอย่างตั้งอกตั้งใจพลางเลิกคิ้วทำหน้ายียวนพี่ชายคนโต

“พูดดีไปเถอะ ไม่ใช่พามาให้เจออีกทีก็ตอนท้องแล้วหรอกนะ” พูดจบ พี่คนโตก็แย่งเจ้าฮยอนมินออกจากมือน้องคนเล็ก แล้วเดินหนีขึ้นห้องไปพร้อมกับแมวน้อยของน้องชายที่เหมือนจะโดนฮีชอลยึดมาเป็นของตนกลายๆ ทิ้งให้พี่รองกับน้องเล็กมองหน้ากันพลาง ยักไหล่ไม่รู้ไม่ชี้ไปพลาง โดยเฉพาะเจ้าคนเด็กกว่าที่แอบคิดในใจเพิ่มเข้าไปด้วยว่า...ถ้าแทมินท้องได้ก็แปลกแล้ว

“นี่จงฮยอน ถ้ามีคนที่ชอบแล้ว อย่าลืมพาเธอมาบ้านนะ” แจจุงขยับตัวเข้าไปนั่งใกล้จนไหล่ชนกับจงฮยอน พี่ชายบอกน้องพร้อมจับหัวเจ้าคนเด็กกว่าโยกไปมาด้วยความเอ็นดู

“รู้แล้วล่ะน่า” น้องเล็กไม่ได้เอียงศีรษะหลบ เพียงแค่รับคำเสียงยานเป็นเชิงรำคาญ เมื่อเห็นอย่างนั้น พี่รองจึงเดินหนีเข้าครัวไป ปล่อยให้เจ้าน้องชายนั่งมองหนังสือเกี่ยวกับแหวนแบบต่างๆ ต่อคนเดียว



 






“นี่แทมิน ฉันมีอะไรจะเล่าให้ฟังล่ะ” ช่วงพักสิบห้านาทีในช่วงเช้า คีย์จอมจ้อก็หันหน้ามาหาเพื่อนรักที่นั่งข้างกันทันทีให้สมกับที่ไม่ได้เปิดปากคุยกับใครเพราะมัวแต่จดเล็คเชอร์มือระวิงมาหลายชั่วโมง

“อะไรเหรอ?” แทมินถามตาแป๋วด้วยความสนใจ คีย์มักจะมีเรื่องใหม่ๆ มาเล่าให้เขาฟังอยู่เสมอ

“เมื่อคืนนี้น่ะ เขาว่ากันว่ามีคนเจอผีที่โรงเรียนพี่จงฮยอนด้วยล่ะ” แต่เอ...ดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่น่าสนใจเท่าไรแล้วสิ นอกจากแมลงที่กลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้ ก็ไอ้เรื่องเหนือธรรมชาติทั้งหลายนี่แหละที่แทมินไม่อยากจะรับรู้เอาเสียเลย

“แล้วไงล่ะ ไม่ใช่โรงเรียนเราสักหน่อย” พยายามเบี่ยงเลี่ยงออกจากประเด็นร้อน ทว่าคนพูดมากที่นั่งข้างทำเป็นไม่สนใจ เริ่มเล่าเรื่องต่อโดยที่เพื่อนโต๊ะข้างเคียงก็โดดเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย

“แต่มันก็น่ากลัวอยู่ดีไม่ใช่เหรอ เห็นเขาบอกว่าเป็นผีหัวขาดด้วยนะ ก็เมื่อคืนนี้น่ะ มีนักเรียนลืมการบ้านไว้เลยกลับมาเอา แต่อาคารมันปิดหมดแล้ว เลยต้องปีนเข้าทางหน้าต่างทางเดินแทน แต่ก็แน่อยู่แล้วใช่ไหมล่ะว่ามันต้องถูกล็อค เด็กนักเรียนคนนั้นก็ไล่ดันดูทุกบานว่าจะมีบานไหนเปิดทิ้งเอาไว้บ้าง จนไปเจอบานหนึ่งที่ผลักแล้วได้ยินเสียงดังกึก...กึกกึก...” คีย์เลียนเสียงดันหน้าต่างเบาๆ กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนๆ จนต้องล้อมวงเข้ามาแน่นขึ้น ใกล้ขึ้น...

“นักเรียนคนนั้นนึกดีใจที่ยังมีหน้าต่างไม่ถูกล็อค เขาเลยดันจนสุดแรง แต่ก็เปิดไม่ได้สักที ด้วยความสงสัยเลยคลำมือกะจะดูว่าตรงสลักมันเป็นอะไร ทำไมถึงเปิดไม่ออก แต่อยู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บจี๊ดที่ปลายนิ้ว ก็เลยหันกลับไปดู และสิ่งที่นักเรียนคนนั้นเห็นก็คือ...” แทมินที่นั่งอยู่กลางวงรีบเอามือปิดหูตัวเอง อีกสักพักผีมันต้องออกมาแน่ๆ เลย ฮือ...

“นักเรียนคนนั้นเห็นหัวคน! หัวผู้ชายผมหยิกที่มีเลือดอาบเต็มไปหมด ตาข้างหนึ่งหลุดออกมานอกเบ้า ห้อยย้อยลงไปจนถึงคาง และที่สำคัญ...ฟันคมๆ ของมันกำลังกัดมือเด็กนักเรียนคนนั้นเอาไว้” เสียงฮือฮาของเพื่อนๆ ดังขึ้นมาทันที ทุกคนดูจะชื่นชอบเรื่องผีมาก เว้นไว้เพียงแค่...

“ไม่เอาแล้วคีย์ งือ...ไม่เอาแล้ว” ทั้งที่มือก็ปิดหูแล้ว แต่เสียงเล่าของเพื่อนรักก็ยังดังลอดเข้ามาจนได้

“เห็นเขาบอกว่าเป็นคนแถวนั้นที่โดนปล้นแล้วฆ่าล่ะ จำได้ไหมที่เคยมีข่าวว่าแถวนั้นมีคนโดนฆ่า แล้วตัดหัวกับตัวไปทิ้งไว้คนละที่น่ะ” เพื่อนหน้าหวานแต่นิสัยดันห้าวผิดหน้าตาหันไปคุยกับเพื่อนอย่างออกรส ไม่ได้สนใจเลยว่าคนที่นั่งข้างตัวเองแทบจะซุกหน้ารวมเป็นหนึ่งเดียวกับโต๊ะอยู่แล้ว

“เออนี่คีย์ ความจริงเมื่อวันก่อนพี่ชายฉันก็บอกว่ามีคนเจอนะ” เมื่อเรื่องแรกจบไป เพื่อนคนอื่นก็เปิดประเด็นใหม่ตามมา แทมินล่ะอยากจะบ้าตายจริงๆ เรื่องผีมันสนุกตรงไหนเนี่ย!

“จริงเหรอ ไหนเธอเล่าหน่อยสิ” แล้วประเด็นผีๆ ก็ถูกยกมาเป็นประเด็นร้อนประจำช่วงพัก ทำเอาคนที่ไม่อยากจะร่วมสนทนาอย่างแทมินถึงกับน้ำตาไหลพรากอยู่ในใจ

ใจร้าย! ทำไมทุกคนถึงได้ใจร้ายกับเขาแบบนี้นะ ฮือ...










หลังผ่านช่วงพักกลางวันและวิชาช่วงบ่าย เสียงออดบอกเวลาเลิกเรียนก็ดังกังวานไปทั่วอาคาร เด็กทุกคนต่างเร่งเก็บข้าวของเครื่องเขียน รีบร้อนจะกลับบ้านกันเสียทั้งนั้น และไม่เว้นแม้แต่แทมิน

“รอนานไหมครับ” เด็กชายหัวเห็ดที่สะพายกระเป๋าพาดบ่าพยายามเร่งฝีเท้า วิ่งตรงมายังชายหนุ่มหน้าตาดีที่ยืนรออยู่หน้าโรงเรียน จนกลายเป็นอาหารตาของนักเรียนหญิงที่เดินผ่านไปมาอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง

“จะให้ตอบจริงๆ หรือว่าจะให้พี่โกหกล่ะ” คนที่ทำหน้าที่สารถีจำเป็นเอ่ยถามด้วยใบหน้ายียวน ทำเอาคนฟังหน้ายู่ลงทันที

“พี่จงฮยอนอ่ะ...แกล้งผมอีกแล้ว” กำปั้นเล็กทุบลงตรงต้นแขนคนตัวหนากว่าเป็นการลงโทษ ก่อนจะกอดอกเชิดหน้าหนี

“แล้ววิ่งมาแบบนี้ไม่เจ็บเหรอ” เนื่องจากนึกได้ว่าเมื่อคืนตัวเองรุนแรงเพียงไร จงฮยอนจึงนึกแปลกใจเมื่อเห็นเด็กชายวิ่งมาด้วยอาการรีบร้อน

“ก็...” พอถูกถามตรงๆ แบบนี้ เจ้าเห็ดน้อยก็หน้าแดงจัด เพราะสมองไพล่นึกไปถึงเรื่องเมื่อคืน...เจ็บสิ! ทำไมจะไม่เจ็บล่ะ แต่จะให้บอกไปได้ยังไงว่าเพราะกลัวพี่จงฮยอนรอนาน แล้วก็ไม่อยากให้พี่ยืนให้ใครมอง แค่เดินธรรมดาเลยไม่ทันใจ

“ไม่เอา ผมไม่พูดด้วยแล้ว!” ทั้งที่ตั้งใจเปลี่ยนเรื่องให้อีกฝ่ายหายงอน ทว่าจงฮยอนกลับพลาดท่าทำให้เด็กน้อยได้เคืองจริงๆ เข้าเสียได้

“อา...พี่ทำนายไม่พอใจซะแล้ว แบบนี้แทมินคงไม่อยากไปเที่ยวกับพี่แล้วสิ แย่จัง...พี่มารอตั้งนาน” ปากก็บ่นว่าแย่อย่างนั้นอย่างนี้ แต่บนหน้าน่ะไม่มีเค้าเสียใจเลยสักนิด จะมีก็แต่แววตาเจ้าเล่ห์แสร้งทำเป็นเสียดายเท่านั้น

“เที่ยวเหรอครับ? ไปสิ ไปๆ ผมไปนะพี่จงฮยอน พี่จงฮยอนอ่ะ หันมาฟังผมก่อนสิ ผมไปแล้วนะ ไปเที่ยวด้วยคนนะ” คนอายุน้อยกว่ากอดแขนคนรักแล้วเขย่าไปมาเป็นเด็กๆ ศีรษะกลมมนซบลงกับต้นแขนคนอายุมากกว่าแล้วไถไปมา พยายามออดอ้อน

คนเจ้าเล่ห์ปรายตามองก่อนอมลม ยื่นหน้ามาใกล้พร้อมพองแก้มข้างหนึ่ง ทั้งยังเอานิ้วจิ้มแก้มตัวเอง ใช้ภาษากายบอกกลายๆ ว่าถ้าอยากให้พาไปเที่ยว ก็จงหอมแก้มเสียดีๆ

“อะ..อะไรเล่า น่าอายออก” แทมินโฮดตะกุกตะกักด้วยความขัดเขิน จะบ้าเหรอ! นี่มันหน้าโรงเรียนนะ คนเดินผ่านไปผ่านมาก็เห็นกันหมดน่ะสิ!

“งั้นก็กลับบ้านกัน...” จงฮยอนชักสีหน้าเรียบเฉยใส่ แถมยังทำท่าจะยัดตัวเองกลับเข้ามินิคูเปอร์คู่ใจ เด็กน้อยที่เห็นอย่างนั้นเลยรีบรั้ง

“โอเคๆ!” มือเรียวคว้ามือหนาเอาไว้ ก่อนแนบปากกับแก้มกร้านของคนรักชั่วครู่ก็ผละออก สัมผัสบางเบานั่นแค่แป๊บเดียวจริงๆ จงฮยอนแทบไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นเจ้าคนอายุมากกว่าเลยเอาใหญ่ อมลมเข้าแก้มอีกข้างแล้วชี้บอกให้เด็กเห็ดประทับจูบลงบนแก้มข้างนี้ด้วย

“ผมไม่ไปก็ได้” คนอะไร ได้คืบจะเอาศอก นี่เขาชักจะงอนขึ้นมาจริงๆ แล้วนะ แค่เมื่อกี้คนก็มองจะแย่แล้ว ถ้าให้หอมแก้มอีกข้าง มีหวังพรุ่งนี้เขาต้องตกเป็นเป้าสายตาเพื่อนแน่ๆ

จุ๊บ!

เพราะไม่ยอมหอมแก้ม ปรางนวลเลยถูกฉกชิงกลิ่นหอมอ่อนเสียเอง แทมินหันหน้าขวับเพื่อสบกับสายตาเปี่ยมสุขของคนรักจอมเจ้าเล่ห์ เด็กชายเอามือทาบแก้มตัวเองที่ชักจะแดงก่ำขึ้นทุกขณะด้วยความเขินอาย โดยที่จงฮยอนก็เอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ดีใจนักล่ะที่หาเศษหาเลยน้องได้

“แล้วนี่พี่จะพาผมไปไหน” พอขึ้นมานั่งบนรถพร้อมคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย เจ้าเห็ดน้อยก็หันไปถามคนข้างตัว

“หาอะไรกิน” ตอบห้วนก่อนกระชากรถออกไป แทมินที่ยังไม่ทันตั้งตัวเลยเกาะเบาะแทบไม่ทัน นัยน์ตากลมโตหันไปค้อนสารถีจำเป็นที่เกือบทำเขาหัวโขกกระจก โดยที่มีเพียงเสียงหัวเราะเบาๆ จากจงฮยอนแทนการตอบรับ

ทำไมถึงชอบแกล้งกันนักนะ!










จงฮยอนพาแทมินมาทานอาหารที่ห้างสรรพสินค้า พร้อมพาเด็กชายเดินเล่นในอาคารติดแอร์เย็นฉ่ำฆ่าเวลารอทงเฮกลับบ้าน เพราะหลังจากที่ได้งานพิเศษใหม่ คนหน้าหวานแต่นิสัยห้าวก็กลับบ้านเย็นเสียทุกวัน หากจะทิ้งให้แทมินอยู่ตามลำพัง จงฮยอนก็ไม่อยากจะไว้ใจ กลัวมีใครบุกเข้ามาทำร้ายเหมือนครั้งที่แล้วที่แทมินเกือบโดนลักพาตัวไป

“พี่จงฮยอน ผมไปดูนาฬิการ้านนั้นได้ไหมครับ” เดินเล่นกันอยู่เพลินๆ คนอายุน้อยกว่าก็เข้ามาเกาะแขนในท่าพร้อมอ้อน ก่อนเอ่ยพลางส่งสายตาวิบวับ คนอายุมากกว่าเหล่ตามองเจ้าเด็กหัวเห็ดแล้วก็อดเอ็นดูไม่ได้ เลยต้องพยักหน้าอนุญาตไปตามระเบียบ

คนอายุน้อยกว่ามองนาฬิกาสารพัดแบบผ่านกระจกใส ก่อนนัยน์ตาจะวาววับเมื่อสบเข้ากับนาฬิกาสีส้มสดใสเรือนหนึ่ง อา...อยากได้ชะมัดเลย

“สวยจังน้า...” แทมินพึมพำเบาๆ กับตัวเองเหมือนคนเพ้อ ดวงตากลมโตจับจ้องไม่ละจาก จนจงฮยอนอดขำในใจไม่ได้ เด็กหนอเด็ก รู้สึกอย่างไรก็แสดงออกมาเสียหมด

ทว่าทำหน้าดี๊ด๊าได้ไม่ทันไร ใบหน้าหวานก็พลันงอง้ำ จงฮยอนพยายามอ่านปากที่เจ้าตัวพูดมุบมิบคนเดียวก็ได้ความว่าเจ้านาฬิกาที่เด็กน้อยถูกใจดันราคาสูงเกินไปจนเกินกำลังทรัพย์เสียนี่ แทมินทำท่ากล้าๆ กลัวๆ เหมือนกำลังชั่งใจในเรื่องอะไรสักอย่าง

“พี่จงฮยอนครับ คือ...” คนอายุน้อยกว่าเอ่ยปากคอสั่น สายตาลอกแลกมองมาสบตากับรุ่นพี่พลางปรายตามองของในตู้กระจกพลาง จงฮยอนเลยเดาได้ไม่ยากว่าเจ้าหัวเห็ดคงกำลังอยากให้เขาซื้อให้ แต่จงฮยอนคงลืมความจริงบางอย่างไป...

“คือ...จะเป็นอะไรไหมถ้าผมขอยืมเงินพี่ก่อน” แทมินเอ่ยเสียงเบาหวิว เด็กน้อยมองคนรักด้วยแววตาเว้าวอนกึ่งเกรงใจอยู่ในที และในตอนนั้นเองที่จงฮยอนนึกได้ว่าแทมินไม่เคยขอให้เขาซื้ออะไรให้ ซ้ำยังดูเกรงใจ ไม่กล้าขัดใจเขาเอามากๆ

ไม่เหมือนคนอื่นๆ ที่เคยผ่านมา...ความจริงข้อนี้ ลืมไปได้อย่างไรกันนะ

“พี่ไม่มีเงินให้แทมินยืมหรอก” ผมเอ่ยเสียงนิ่ง พยายามไม่ปล่อยหัวเราะออกมาเสียก่อน ดูหน้าตาแทมินตอนนี้สิ น่าเอ็นดูเสียไม่มี

“ไม่จริงอ่ะ พี่ชวนผมมาเที่ยวแล้วจะไม่มีเงินได้ไง ผมยืมเงินแล้วคืนจริงๆ นะ พี่ไม่เชื่อใจผมเหรอ” ดูสิ คิดไปไกลใหญ่แล้ว ไม่ไว้ใจอะไรที่ไหนกัน เป็นเด็กเห็ดแล้วต้องคิดมากตลอดเวลาแบบนี้เลยหรือเปล่า?

พอเห็นคนรักเงียบ ไม่ยอมตอบ แทมินเลยปล่อยมือที่เกาะแขนจงฮยอนก่อนจะเดินงอนออกไปนอกร้าน ร้อนให้คนอายุมากกว่าต้องรีบเดินตามแทบไม่ทัน

“งอนพี่เหรอแทมิน” คนชอบแกล้งคว้าแขนคนช่างงอนเอาไว้ก่อนกระซิบถามติดหู แม้แก้มใสจะแดงเรื่อเพราะเขินที่จงฮยอนยื่นหน้าไปใกล้เสียขนาดนั้น แต่แทมินก็ไม่ตอบอะไรกลับมาสักคำ เมื่อเห็นเช่นนั้น เจ้าของใบหน้าคมคายก็ปล่อยแขนเรียวออกพร้อมแสร้งโอดเสียงเศร้า

“อา....งอนพี่แบบนี้ แสดงว่าแทมินคงไม่อยากได้เจ้านี่แล้วใช่ไหมล่ะ พี่อุตส่าห์ไปเลือกมาให้...” ในมือคนพูดมีกล่องกำมะหยี่สี่เหลี่ยมสีน้ำเงิน ซึ่งในนั้นมีวัตถุทรงกลมกลวงสีเงินที่เจ้าตัวเคร่งเครียดเลือกอยู่ทั้งคืน

คนอายุน้อยกว่าที่งุนงงกับคำพูดนั้นรีบหันกลับมา และทันเห็นคนรักกำลังเปิดฝากล่องกำมะหยี่ หยิบเอาแหวนกลมเกลี้ยงออกมาหมุนเล่นสักพักก่อนเก็บเข้ากล่อง แล้วตั้งท่าจะสอดมือเข้าไปเก็บในกระเป๋ากางเกงตามเดิม เมื่อเห็นประกายยามต้องแสงไฟของแหวนสีเงินวงนั้นแม้จะเพียงแค่ชั่วครู่ เด็กน้อยก็ทำตาโตก่อนรีบคว้าแขนรุ่นพี่เอาไว้

“เอา! เอาครับ!” แทมินยืนอยู่ตรงหน้าคนรักและพยายามเอื้อมมือตามมือของจงฮยอนที่เอากล่องขนาดจิ๋วนั่นไปแอบไว้ข้างหลัง ดังนั้นเมื่อคนอ่อนเดียงสายื่นแขนอ้อมมา คนมากเล่ห์จึงจัดการรวบตัวบางเข้ามาในอ้อมกอดแล้วหอมแก้มไปฟอดใหญ่ แม้เมื่อผละออกจากกันแล้ว แขนที่ตวัดรอบเอวเด็กชายก็ยังไม่คลายออก

“พี่จงฮยอน..ปละ..ปล่อยสิครับ ตรงนี้คนเยอะจะตาย ผมอายนะ” แก้มใสแดงเรื่อชวนมองเพราะถูกจู่โจมทั้งที่ยังมีสายตาหลายสิบคู่จ้องมองอยู่ จงฮยอนยิ้มแล้วแนบจมูกกับปรางอ่อนอีกครั้งด้วยความเอ็นดู

“งั้นพี่ใส่ให้นะ” โดยไม่รอคำยินยอมจากเด็กชาย คนรักนักกีฬาก็คว้ามือซ้ายไปกุมไว้ ก่อนจะค่อยๆ สวมวงเงินเย็นชืดเอาไว้รอบนิ้วก้อยเรียวของเจ้าคนอายุน้อย

“ขอบคุณครับ” แทมินยิ้มร่าตาหยีอย่างถูกใจ เขาชูมือขึ้นมาให้แหวนส่องประกายกับแสงไฟ ดวงตากลมโตจ้องมองของขวัญที่ได้ด้วยความตื่นเต้น

“ไป...ไปหาอะไรลงท้องกัน” มือใหญ่ยื่นออกไปให้เด็กน้อยจับ แทมินวางมือตัวเองลงบนฝ่ามืออบอุ่นนั้น แล้วสอดนิ้วประสานกันอย่างเป็นสุข

มีพี่ชายคอยเป็นห่วง มีเพื่อนที่ดี ซ้ำยังมีคนรักคอยเอาใจใส่...ยังจะมีอะไรที่มีความสุขมากกว่านี้อีกนะ








 

หลังจากพาแทมินเดินเล่นและทานอาหารเย็นเรียบร้อย มินิคูเปอร์สีน้ำเงินตัดขาวก็ออกเดินทางอีกครั้ง

“พี่จะพาผมไปไหนครับ” วงหน้าใสเบือนหนีจากกระจกรถก่อนหันมาถามคนขับ เมื่อสังเกตได้ว่าเส้นทางที่คนอายุมากกว่านำมา ไม่ใช่ทางกลับบ้านเสียหน่อย แถมฟ้าก็ค่ำลงเรื่อยๆ พี่จงฮยอนจะพาเขาไปไหนกัน

ทว่าไร้ซึ่งคำตอบจากสารถีประจำกาย คนอายุน้อยกว่าจึงปิดปากเงียบ นั่งนิ่งตลอดทาง และสงสัยจะเพราะนั่งนิ่งเกินไปหน่อย เด็กชายหัวเห็ดเลยเผลอหลับไปทั้งอย่างนั้น จงฮยอนที่เหลือบหางตามาดูเลยได้แต่ยกยิ้มด้วยความเอ็นดู...อะไรจะเลี้ยงง่ายแบบนี้ กินอิ่มปุ๊บก็นอนหลับปั๊บ แถมยังไม่ร้องง้องแง้งให้รำคาญหูรำคาญตัว

“แทมิน...ตื่นสิ” มือหนาตามประสานักกีฬาบาสเกตบอลเขย่าไหล่ผอมบางเบาๆ ก่อนจะเลื่อนมือขึ้นไปลูบแก้มใสของคนหลับ หวังปลุกเด็กน้อยให้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเมื่อถึงที่หมาย

“หะ...หืม?” คนเพิ่งตื่นกระพริบตางัวเงีย บิดขี้เกียจสองสามทีก่อนอ้าปากหาว พอเริ่มสร่างดีแล้วจึงหันมองไปรอบๆ พร้อมเด้งตัวขึ้นมาทันที และพบว่าตอนนี้มินิคูเปอร์คันงามจอดอยู่กลางสนามบาสเกตบอลกลางแจ้งของโรงเรียนพี่จงฮยอน

“พี่พาผมมาที่นี่ทำไมครับ ดึกแบบนี้น่ากลัวออก” แทมินถามเสียงตื่น มองซ้ายเหลียวขวาแล้วยกแขนสองข้างโอบกอดตัวเองด้วยความตระหนก เรื่องผีๆ ที่ถูกกรอกหูมาเมื่อตอนกลางวันยังไม่เลือนออกจากสมอง

“ไม่น่ากลัวหรอกน่า ตามพี่มาสิ” ว่าแล้วจงฮยอนก็เดินนำมาก่อน ทว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวตามมาสักที ใบหน้าคมคายจึงหันหลับไปยังรถราคาแพงแสนแพง และพบว่าคนรักหัวเห็ดยังคงยืนอยู่ที่เดิม

“พี่จงฮยอน ผมอยากกลับบ้าน” เสียงใสออดอ้อนเสียจนน่าตามใจ แต่ถ้ายอมให้กลับง่ายๆ ก็เสียแผนน่ะสิ จงฮยอนอุตส่าห์ติดสินบนภารโรงที่โรงเรียนว่าไม่ต้องปิดอาคารคืนนี้ เพียงเพราะมีบางอย่างที่อยากทำให้แทมินเชียวนะ

นักกีฬาคนสำคัญส่ายหน้าให้กับความขี้กลัวของคนน่ารัก ก่อนจะเดินเข้าไปจับจูงเรียวแขนให้เดินเคียงคู่กันเข้าไปในอาคารเรียน แทมินที่ทำอย่างไรก็ขืนตัวออกมาไม่ได้ ซ้ำยังเอาชนะความกลัวตัวเองไม่สำเร็จ เลยได้แต่เดินกอดเอว ซุกหน้ากับไหล่พี่ชาย เท้าก็เดินไปตามแต่ทางที่จงฮยอนจะนำพา ยิ่งตอนที่ต้องเดินผ่านโถงทางเดินที่ด้านข้างเป็นกระจกเรียงรายกันด้วยแล้ว เปลือกตาสีมุกยิ่งปิดสนิทแบบไม่ยอมรับรู้อะไรเลยแม้แต่นิดเดียว

“เดินดีๆ สิ เดี๋ยวก็ได้สะดุดบันไดหรอก” คนนำทางเอ็ดเข้าให้เมื่อเจ้าคนเด็กกว่าชักจะหวาดกลัวจนเกินไปขนาดที่ไม่ยอมดูทางเลยสักนิด หากพลาดท่าเจ็บตัวขึ้นมา ไม่เพียงแต่แทมินจะเจ็บตัว เขาเองคงเจ็บใจที่ดูแลน้องได้ไม่ดีพอ










ทว่าในที่สุด จงฮยอนก็สามารถพาแทมินมายังที่หมายได้โดยที่ยังไม่มีใครสะดุดขั้นบันไดตกลงไปเสียก่อน มือหนาผลักบานประตูตรงหน้าให้เปิดออก พร้อมดึงร่างบางให้ก้าวข้ามธรณีประตูมาด้วยกัน

“อ๊ะ...” แทมินละมือจากแขนคนรักเพื่อตะครุบผมตัวเองทันควัน เมื่ออยู่ๆ สายลมแรงก็พัดผ่านจนผมเห็ดเสียทรง แทมินค่อยๆ หรี่ตาขึ้นมองก่อนจะพบว่าคนอายุมากกว่าพาเขามาบนดาดฟ้า

“พี่พาผมมาที่นี่ทำไมเนี่ย” แทมินก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี

“พามาเที่ยวไง ขึ้นมาบนนี้สิ” จงฮยอนปีนบันไดขึ้นไปยังชั้นลอยที่ต่อขึ้นไปจากชั้นดาดฟ้า ก่อนจะเอื้อมมือมารอรับคนข้างล่างให้รีบขึ้นมานั่งเคียงกัน

เมื่อแทมินขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว จงฮยอนก็จัดการให้คนอายุน้อยกว่านั่งข้างตน โอบไหล่บางให้แนบชิดเข้ามาอีกจนคนอายุน้อยกว่าต้องพิงศีรษะตัวเองไว้กับไหล่หนา กลิ่นน้ำหอมแบบสปอร์ตของพี่จงฮยอนทำให้เขารู้สึกดีเสมอ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกรัก กำลังถูกปกป้อง

ทั้งสองคนนั่งพิงกันอย่างนั้นโดยที่ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาก่อน แม้แต่แทมินที่สงสัยว่าจงฮยอนจะพาตนมาทำไมในตอนแรก ขณะนี้ก็ยังคงนั่งนิ่ง ทอดสายตาขึ้นไปยังฟากฟ้ายามค่ำคืน ทั้งจงฮยอนและแทมินต่างก็กำลังนั่งเหม่อ ปลดปล่อยความคิดตัวเองให้ล่องลอยไปไกล ทว่าอยู่ๆ คนอายุมากกว่าก็เอ่ยปากขึ้นมาก่อน...



“แทมินชอบพี่เพราะอะไร”



เป็นสิ่งที่จงฮยอนอยากรู้มาโดยตลอด ไม่เพียงแค่คำตอบของแทมินเท่านั้น แต่ยังหมายรวมคำตอบของทุกคน พวกผู้หญิงที่เขาเคยเจอ ถ้าไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงหน้าตาก็เป็นเพราะฐานะการเงิน ทุกครั้งที่เขาถาม มักได้รับคำสรรเสริญเยินยอ
เพราะจงฮยอนดูดี เป็นที่นิยมชมชอบของทุกคนรวมทั้งตัวเธอ

เพราะเราเหมาะสมกัน หนุ่มหล่อ สาวสวย ใครเห็นก็ต้องอิจฉากันทั้งนั้น

คำตอบเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่จงฮยอนอยากได้ยิน แค่รูปร่างหน้าตาและฐานะ มันช่วยทำให้คนรักกันได้อย่างนั้นหรือ? พวกเธอล้วนตัดสินตัวเขาจากภายนอกกันทั้งนั้น ยังไม่ทันได้สัมผัสตัวตนที่แท้จริงของเขา และไม่คิดจะเข้าใจกันเลยสักนิด หวังแต่จะปอกลอกกันไปวันๆ

ดังนั้นจงฮยอนจึงปฏิเสธไม่ได้เลยสักนิดว่าคาดหวังกับคำตอบของแทมิน...โดยที่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม

“ก็...ตอนผมเพิ่งขึ้นม.ต้น พี่เคยช่วยผมจากพวกโรคจิต ตอนนั้นพี่เท่มากๆ พี่นะ ทั้งต่อยทั้งเตะจนเจ้านั่นถึงกับหมอบไปเลย พี่เก่งมากๆ เลยครับ” แทมินตอบพร้อมยิ้มกว้าง นัยน์ตาโตฉายแววตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์วันแรกพบ

“พี่ทำขนาดนั้นเลยเหรอ?” จงฮยอนไม่เห็นจะจำได้สักนิดว่าตัวเองเคยไปช่วยใครไว้เมื่อตอนไหน

“นั่นไง พี่จำไม่ได้จริงๆ ด้วย ก็เพราะตอนนั้นพี่เลยมีแผลเป็นตรงเหนือหางตาขวานี่ไง” หน้าหวานเง้างอลง ผิดกับจงฮยอนที่เบิ่งตากว้าง เจ้าแผลเป็นตรงนั้นมันเล็กมากจนบางทีเขาเองก็ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าตัวเองมีแผลเป็นอยู่ตรงนั้นด้วย

“เอ่อ...” เซ็นเตอร์คนเก่งอยากจะบอกเหลือเกินว่าความจริงเขาอาจจะไม่ได้ตั้งใจช่วยแทมิน แต่มันบังเอิญตรงที่เจ้าหมอนั่นเป็นอริเก่าของเขาต่างหาก นั่นจึงเป็นเหตุว่าทำไมจงฮยอนจึงจำไม่ได้ว่าเคยช่วยใครเอาไว้

“ช่างเถอะครับ มันก็ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว” แทมินทำเสียงเหมือนงอน แต่ก็เปล่า

“ว่าแต่พี่เถอะ...ยอมคบกับผมเพราะอะไร”

แทมินยังจำได้ดี วันที่เขาสารภาพรักกับจงฮยอน ในตอนนั้นคนอายุมากกว่าไม่ยอมพูดอะไรสักคำจนเขาคิดว่าตัวเองโดนปฏิเสธไปแล้ว แต่วันต่อมากลับตกปากยอมคบกับเขาหน้าตาเฉย

“แทมิน ท้องฟ้าคืนนี้สวยดีเนอะ” แทนที่จะตอบในสิ่งที่ถูกถาม จงฮยอนกลับเฉไฉเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น และเพียงแค่เห็นอย่างนั้น สีหน้าคาดหวังของแทมินก็เจื่อนลง แต่คนอายุน้อยกว่าก็คิดปลอบใจตัวเอง...บางทีพี่จงฮยอนคงเขินที่จะพูด เพราะแต่ไหนแต่ไร รุ่นพี่คนนี้ก็ไม่ค่อยจะพูดจะบอกสิ่งที่ตัวเองรู้สึกอยู่แล้ว กลับต้องเป็นตัวเขาเองที่ต้องคอยเฝ้าสังเกต

จงฮยอนกับแทมินกลับมานั่งซบกันโดยที่ไม่มีใครพูดอะไรอีกครั้ง นัยน์ตากลมของเด็กชายเสมองดวงดาวบนฟ้าก่อนจะเกิดประกายความสดใสขึ้นมาในแววตา เมื่อท้องฟ้าเบื้องบนในค่ำคืนนี้ช่างสวยงามเหลือเกิน

หมู่ดาวนับร้อยกระจายตัวส่องแสงอย่างร่าเริงบนท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มที่ยังคงไม่มืดสนิทในคืนฟ้าเปิด ดวงจันทร์นวลที่แม้มาเพียงเสี้ยว แต่กลับเจิดจ้าและเป็นจุดเด่นบนฟากฟ้าได้อย่างไม่น่าตะขิดตะขวงเมื่อนับรวมกับกลุ่มดาวทั้งหลาย ซ้ำยังมีลมเย็นสบายที่ช่วยให้ความผิดหวังทั้งหลายเมื่อครู่ถูกพัดพาหายไปได้โดยง่าย

“สวยใช่ไหม” คนพามาเอ่ยถามพร้อมอมยิ้มบางบนใบหน้า

“ใช่ครับ” เด็กชายตอบกลับทั้งที่ยังไม่ได้ละสายตาจากทิวทัศน์เบื้องบน

“อากาศดีด้วยใช่ไหม”

“มากๆ เลยล่ะครับ” คราวนี้คนอายุน้อยกว่าหันมาตอบเต็มปากเต็มคำพร้อมส่งรอยยิ้มสดใสจนดวงตาเป็นเส้นโค้งมาให้เหมือนที่ทำเป็นประจำ ทำเอาคนที่มองอยู่พลอยยิ้มตามไปด้วย

“ท้องฟ้าคืนนี้ก็เหมือนกับนายนั่นแหละ” จงฮยอนฉวยเอามือนิ่มข้างหนึ่งของแทมินมากุมเอาไว้ราวกับขอเป็นกำลังใจให้เขาสามารถละความกระดากอายเพื่อพูดสิ่งต่อจากนี้ได้

“ลมที่พัดให้เราเย็นสบาย ก็เหมือนกับแทมินที่ทำให้พี่รู้สึกผ่อนคลายทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน เห็นดาวพวกนั้นไหม...มันเปล่งประกายสดใสเหมือนนาย...เหมือนดวงตาของนาย และเหมือนจิตใจของนาย” มืออุ่นข้างที่ยังว่างไล้ใบหน้าหวานไปตามคำพูด ก่อนปิดท้ายด้วยจูบอุ่นๆ บนเนินหน้าผากเด็กชายอย่างอ่อนโยน

“พี่...ทำผมเขินเอามากๆ เลย” คนพูดเอามือปิดหน้าแดงก่ำของตัวเองเป็นพัลวัน แทมินอยากจะถามจริงเชียวว่าพี่จงฮยอนเห็นควันลอยขึ้นมาจากตัวเขาบ้างไหม เพราะตอนนี้รู้สึกว่าอุณหภูมิร่างกายของเขามันร้อนเอามากๆ เลย

รู้หรือเปล่า...

ผมเป็นอย่างนี้...

กับพี่คนเดียวเท่านั้นนะครับ


 

 

 

 

 

 

 

 

 

To Be Continued

 

Zinister: คงไม่มีคนมาอ่าน แต่บอกไว้ก่อน ซินไปเรียนคาบบ่ายก่อนนะคะ แล้วเดี๋ยวกลับมาลง 6 ตอนที่เหลือ ^^

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่า เข้ามาอ่านแบบรวดเดียวเลยไรเตอร์
คิมจงจริงใจกะน้องใช่มั้ย
อย่าทำน้องเสียใจนะ
ขอบคุณนะคะ

#1 By oat on 2009-06-25 15:17

โรแมนติคสุดๆอ่า
ตอนแรกนึกว่าเฮียจงจะแกล้ง ผี มาหลอกแทมแระ
ผิดคาด แทมจ๋า อย่ากลัวผีไปเลย
เฮียจงน่ากลัวกว่าเยอะเลย ใช่มั้ยพี่ซิน
ฮ่าๆๆๆ
ทำไมไม่มีคนมาทำแบบเฮียจงบ้างนะ ?
อิจฉาแทม อ๊าก ก

#2 By KANGZOM (125.27.44.140) on 2009-11-06 19:55