Passionate You!! [Part 48]
posted on 17 Jun 2008 01:14 by zinister in PassionateYou
ตอนที่ 48
ด้วยความตั้งใจที่จะหายจากไข้หวัดที่รุมเร้า ยุนโฮจึงทานยาและอาหารครบทุกมื้อ ทำให้ร่างกายของเขาฟื้นกำลังอย่างรวดเร็ว กระนั้นมันก็ยังไม่ทันใจชายหนุ่มเอาเสียเลย เพราะหนึ่งสัปดาห์มาแล้วที่ไร้ข่าวคราวของแจจุง
“ยังไม่เจออีกเหรอ! พวกนายได้ทำงานกันบ้างรึเปล่า ป่านนี้แล้วทำไมยังหาไม่เจออีก!” กี่วันแล้วที่ยุนโฮเฝ้ารอคอยรายงานจากบรรดาลูกน้อง ทว่าก็ไม่มีสักคนที่จะบอกข่าวดีที่ต้องการได้ยินกับเขา การหายตัวไปของแจจุงยังคงเป็นปริศนา เช่นเดียวกับจุนซูที่จนป่านนี้ยูชอนก็ยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน
หลังจากตวาดดังก้องจนหลายคนผวา ยุนโฮก็อาละวาดฟาดหัวฟาดหางไปทั่ว เริ่มต้นจากข้าวของบนโต๊ะทำงานที่ถูกกวาดลงมากองที่พื้นจนหมด ไหนจะยังแจกันที่ถูกปาใส่ผนังห้องจนแตกละเอียดส่งผลให้กุหลาบสีแดงสดหล่นกระจัดกระจาย บรรดาสาวใช้และลูกน้องทั้งหลายรีบหลบฉากออกมาก่อนจะโดนหางเลขไปด้วย
จีฮเยปล่อยให้พี่ชายอาละวาดจนพอใจ ก่อนจะเยี่ยมหน้าเข้าไปมองสภาพห้องที่รกสิ้นดี หญิงสาวยืนกอดอกพิงกรอบประตูมองดูพี่ชายกำลังยัดเสื้อผ้าเข้ากระเป๋าเดินทาง
“จะไปไหน” น้องสาวถามเสียงเรียบพร้อมก้าวเท้าเข้ามายืนขวางหน้า รู้อยู่แล้วว่าพี่ชายคงจะไปตามหาตุ๊กตาแสนสวยเป็นแน่
“ไม่เกี่ยวกับเธอ หลีก!” ตอบเสียงเข้มแล้วใช้ไหล่ดันตัวน้องสาวให้หยุดเกะกะขวางทาง ยังเคืองไม่หายที่ก่อนหน้านั้นจีฮเยพูดว่าแจจุงก็เป็นเพียงตุ๊กตาตัวหนึ่งที่คิดจะทิ้งเมื่อไรก็ได้ แม้รู้ว่าน้องสาวต้องการพูดยั่วให้เขายอมทานอาหารก็เถอะ
“ถ้าพี่ไปแล้วทางนี้ใครจะดูแล ทั้งบริษัทแล้วไหนยังจะเรื่องเรียนของพี่อีก” แม้จีฮเยจะยอมเบี่ยงตัวให้พี่ชายเดินออกมาจากห้อง ทว่าก็ยังพยายามรั้งยุนโฮเอาไว้ด้วยคำพูด
“ลองคิดดูนะ ถ้าแจจุงรู้ว่าพี่ทิ้งการทิ้งงานเพื่อตามหาเขาแบบนี้ คิดเหรอว่าเขาจะดีใจ?”
“แล้วเธอจะให้พี่ทำยังไง พี่รอไม่ไหวแล้วนะ” ยุนโฮโพล่งสวนกลับไป เขาในตอนนี้ไม่อยากรอฟังข่าวอยู่เฉยๆที่บ้านอีกแล้ว เขาต้องทำอะไรได้มากกว่านี้สิ
“แต่ที่พี่ต้องทำก็คือรอ สะสางเรื่องเรียนให้มันเรียบร้อยก่อนเถอะ ตอนนั้นพี่จะไปตามหาที่ไหน ฉันก็ไม่ห้าม” น้องสาวกล่าวเสียงหนักแน่น ซึ่งเมื่อชายหนุ่มคิดตามก็เห็นว่าถูกของจีฮเย อีกไม่ถึงเดือนก็จะสอบปลายภาค และอีกไม่นานเขาก็จะเรียนจบ ถ้ามาดรอปตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้กลับมาเรียนอีกในเมื่อเบาะแสของแจจุงยังไม่มีเลยสักอย่าง สู้เรียนให้จบแล้วค่อยเดินหน้าตามหาด้วยตัวเองคงดีกว่า เพราะการตามหาอาจใช้เวลาเป็นเดือน...หรือเป็นปี
ยุนโฮได้แต่ภาวนาขอให้คนที่เขารักมากที่สุดกลับมาหาอีกครั้ง อย่าได้ใจร้ายกับเขานักเลย
อย่าใจร้ายไปกว่านี้เลย...แจจุง
ผ่านมาหกเดือนแล้ว...หกเดือนที่ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองของมัน หนึ่งวันยังคงมียี่สิบสี่ชั่วโมง พระอาทิตย์ยังคงแผดแสงทุกเช้าก่อนลาลับขอบฟ้าเพื่อให้จันทรามาแทนที่ยามราตรี ดวงดาวยังกระพริบแสงริบหรี่ที่ปลายฟ้าเช่นเดียวกับสายลมที่ยังคงโบกพัดเหมือนอย่างเคย
และเป็นเวลาหกเดือนแล้วเช่นกัน ที่ชีวิตของใครหลายคนได้เปลี่ยนไป
ขณะที่ยูชอนและยุนโฮยังคงทุกข์ทรมานกับการหายหน้าหายตาไปไม่บอกกล่าวของจุนซูและแจจุง ขณะที่จุนกียังพยายามแสร้งเหมือนตัวเองไม่เป็นอะไรเมื่อไม่มีชางมิน ก็เป็นขณะเดียวกับที่วงดนตรีมากความสามารถอย่าง Faith ได้เดบิวต์และกลายเป็นวงดนตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดวงหนึ่งของเกาหลี มีสมาชิกทั้งหมดห้าคน อันประกอบไปด้วยฮีชอลนักร้องนำผู้มีเอกลักษณ์ที่สีผมโดดเด่นไม่เหมือนใครซึ่งมักเปลี่ยนแทบทุกครั้งที่เจอ ต่อมาคือฮีบอน แฟนสาวของเขาผู้รับหน้าที่คีย์บอร์ด หญิงสาวหนึ่งเดียวที่เข้ากับคนอื่นๆในวงได้อย่างลื่นไหล ขนาดที่เรียกได้ว่าความแตกต่างเดียวระหว่างเธอกับคนในวงคือเรื่องเพศเท่านั้น
คนที่สามคือนิคิชิโด เรียว ชาวแดนอาทิตย์อุทัยที่ถูกเพิ่มเข้ามาทีหลังในตำแหน่งมือกลอง เจ้าของใบหน้านิ่งขรึมและฝีปากจัดจ้านไม่แพ้ฮีชอล ส่งผลให้เกิดเพื่อนรักคู่กัดขึ้นอีกหนึ่งคู่ในวง ต่อมาคือมือเบสเยซองผู้นิ่งเฉย เขาแทบไม่ปริปากพูดอะไรออกมาเลยระหว่างการให้สัมภาษณ์ เช่นเดียวกับกีตาร์ไฟฟ้ายองอุน ที่มักทำหน้าเหมือนไม่สบอารมณ์อยู่ตลอดเวลา ทว่าเรากลับสามารถเห็นรอยยิ้มของเขาได้ทุกครั้งหลังการแสดง
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะกำลังใจสำคัญจากผู้จัดการวงที่ได้รับความนิยมไม่แพ้ตัวศิลปิน ด้วยเป็นอันรู้กันดีในหมู่แฟนคลับว่าคนคนนี้คือจองซู อดีตมือกีตาร์ไฟฟ้าของวงและคนรักคนปัจจุบันของยองอุน
คยูฮยอนหยุดยืนมองโปสเตอร์โปรโมทซิงเกิ้ลของทั้งห้าคนที่แปะหราอยู่หน้าร้านขายซีดีเพลงด้วยความชื่นชม เขามองมันอยู่ครู่หนึ่งแล้วเกิดนึกถึงน้องชายของเจ้านายที่ไม่ได้ติดต่อกันมากว่าครึ่งปี ทำไมเขาจึงลืมนึกถึงซองมินไปได้นะ
อาจเป็นเพราะเขามัวแต่กังวลเรื่องการลาออกของจากงานจุนซูและการหายตัวเข้ากลีบเมฆหลังจากนั้น ไม่ส่งข่าวติดต่อกลับมา ทำให้เขาลืมนึกไปว่าซองมินก็ไม่ได้ติดต่อมาหาเขาเช่นเดียวกัน
“ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง อยู่แต่ในบ้านทุกวันไม่เบื่อแย่รึไงนะ” เมื่อคิดได้อย่างนั้น คยูฮยอนก็รีบต่อสายไปถึงซองมินทันที
...เลขหมายที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้...
คยูฮยอนขมวดคิ้วนิดหนึ่งก่อนเก็บมือถือเข้ากระเป๋า เขาไม่ได้คิดกังวลอะไรมาก ในเมื่อวันนี้ติดต่อไม่ได้ ก็ค่อยโทรไปใหม่วันหลัง คยูฮยอนยังคงคิดว่าโอกาสของเขามีอยู่เสมอ โดยไม่รู้เลยว่า...คนที่เขานิ่งนอนใจไม่ติดต่อกันเลยตลอดเวลาหกเดือนที่ผ่านมานั้น อาจไม่ต้องการจะพบเจอเขาอีกแล้วก็เป็นได้
หากถามว่าในสามสหาย จุนกี ยุนโฮ และยูชอน ใครดูเป็นปกติที่สุดยามที่ไม่มีคนรักอยู่ข้างกาย คำตอบคงไม่พ้นเพลย์บอยอี จุนกี ที่ยังคงสภาพความดูดีเอาไว้ได้ ผิดจากเพื่อนรักรุ่นน้องทั้งสองที่ซีดเซียวเต็มที่
ใช่...ภายนอกเขาดูเป็นอย่างนั้น แต่ความจริงแล้ว สภาพจิตใจของชายหนุ่มก็ไม่แตกต่างอะไรจากรุ่นน้องทั้งสองเลย ทว่าจุนกียังคงทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปอย่างพยายามไม่ให้บกพร่อง พยายามปกปิดไม่ให้ใครล่วงรู้อาการหน่ายเหนื่อยใจที่ตอนนี้กลายมาเป็นเพื่อนแท้ของตัวเอง
พาหนะสี่ล้อสีดำคันโปรดจอดเทียบหน้าบาร์ บรรดาลูกน้องที่กำลังทำงานอย่างขะมักเขม้นรีบละงานวิ่งมาเรียงแถวต้อนรับนายใหญ่กันอย่างพร้อมเพรียง
“มีปัญหาอะไรไหม” ชายหนุ่มผู้คุมกิจการเอ่ยถามผู้จัดการบาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในลูกน้องคนสนิทที่ได้รับมอบหมายหน้าที่นี้
“ปกติดีครับ ตอนนี้บาร์ของเราก็ไปได้ดีเพราะเร็วๆนี้มีเด็กมาใหม่ ดึงแขกได้เยอะทีเดียวครับ” ตอบนอบน้อมทว่าก็แข็งขึง จุนกีตบบ่ากว้างของชายคนนั้นพร้อมยิ้มมุมปากนิดหนึ่งเป็นเชิงชมเชย
“เรียกเข้ามา” แม้ไม่ได้เอ่ยว่าหมายถึงใคร ทว่าผู้จัดการของบาร์ก็เข้าใจได้โดยง่ายสมเป็นคนสนิท เขาหลบฉากออกไปก่อนที่ร่างสูงโปร่งของอีกคนหนึ่งจะเดินเข้ามา และนั่งตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานของจุนกี
“เธอสินะ...ดาวเด่นของบาร์เรา ชื่ออะไรล่ะ ไม่ใช่คนเกาหลีใช่ไหม” ชายเจ้าของบาร์พินิจสายตามองชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งตรงหน้า ผมของเขามีสีน้ำตาลเข้มเหมือนโกโก้ตัดกับผิวกายสีน้ำนม จมูกโด่งและใบหน้าเปื้อนยิ้มที่แสนคล้ายคลึงทำให้จุนกีไพล่นึกไปถึงใครคนนั้นที่คุ้นเคย จะต่างกันก็ตรงเจ้าหนุ่มนี่ไม่ให้ความรู้สึกเหมือนคนเกาหลีเลยสักนิด
“ผมเป็นคนญี่ปุ่นครับ คุณจะเรียกว่าจุนโนะก็ได้” ภาษาเกาหลีที่ลื่นไหลและน้ำเสียงติดสูงอยู่หน่อยยิ่งทำให้หัวใจของคนที่ฟังอยู่วูบไหวมากขึ้น
“ขอบใจนายมาก จากนี้ก็ต้องพึ่งนายอีกแล้ว ตั้งใจทำงานล่ะ” ไม่ไหว...คนคนนี้มีหลายอย่างคล้ายชางมินจนเกินไป การเผชิญหน้ากันแบบนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเขากำลังคุยกับชางมินอยู่ก็ไม่ปาน
“ขอบคุณครับ” เด็กหนุ่มยิ้มกว้างปลาบปลื้มใจกับคำชม จุนกีโบกมือเป็นเชิงบอกให้จุนโนะไปทำงานต่อ ซึ่งชายหนุ่มก็ยิ้มรับอีกครั้งแล้วเดินออกจากห้องไป
เมื่อหลุดพ้นจากสายตาของคนอื่นๆ จุนกีก็กลับเข้าสู่สภาพเดิมเหมือนที่มักเป็นเสมอยามอยู่คนเดียว
“คิดถึงจังน้า” เสียงทุ้มเพ้อเบาๆกับตัวเอง แขนแกร่งวางเท้าบนโต๊ะทำงาน หลังมือใหญ่รองรับมุมหนึ่งของใบหน้าเอาไว้ในท่าเท้าคาง
“คิดอะไรบ้าๆจนได้นะเรา เฮ้อ...ครึ่งปีแล้วสินะ” ครึ่งปีแล้วที่ตัดความสัมพันธ์กันไป แม้อยากจะไปหาเท่าไร แต่จุนกีก็ไม่กล้าแม้แต่จะไปเห็นหน้า เพราะความถือดีในตัวแท้ๆ ความคิดที่ว่าของเล่นที่ทิ้งไปแล้วก็คือสิ่งที่ไม่ต้องการ ครั้นจะเก็บมันมาเล่นอีกครั้ง ก็ดูจะไม่สมฐานะตัวเองสักเท่าไร
แล้วเป็นอย่างไรละ...เพียงเพราะความเย่อหยิ่งของตัวเองแท้ๆที่ทำให้ต้องมีสภาพเหมือนคนไร้หัวใจเช่นทุกวันนี้
ตอนนี้ยูชอนกับยุนโฮกำลังวุ่นกับการตามหาจุนซูกับแจจุง ตัวเขาคือคนโชคดีที่สุด เพราะอย่างไรเสียเขาก็รู้ว่าชางมินอยู่ที่ไหน ผิดกับอีกสองคนที่ต้องตามหาต่อไปอย่างไร้จุดหมาย
แต่...โชคดีที่สุดจริงหรือ ในเมื่อตอนนี้แม้แต่คนที่หน้าตาคล้ายกัน หรือของที่ทำให้นึกถึงชางมิน จุนกียังไม่กล้ามอง ดาวเด่นของบาร์คนนั้น หากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่คนที่มีอะไรหลายอย่างคล้ายชางมิน ก็คงจะมาเป็นของเล่นชั่วคืนของเขาเหมือนคนอื่นก่อนหน้า
ทั้งที่ความจริงก็แย่ไม่แพ้คนอื่น แต่ก็ยังทำเป็นอวดเก่งไปได้นะเรา...
ด้วยความตั้งใจที่จะหายจากไข้หวัดที่รุมเร้า ยุนโฮจึงทานยาและอาหารครบทุกมื้อ ทำให้ร่างกายของเขาฟื้นกำลังอย่างรวดเร็ว กระนั้นมันก็ยังไม่ทันใจชายหนุ่มเอาเสียเลย เพราะหนึ่งสัปดาห์มาแล้วที่ไร้ข่าวคราวของแจจุง
“ยังไม่เจออีกเหรอ! พวกนายได้ทำงานกันบ้างรึเปล่า ป่านนี้แล้วทำไมยังหาไม่เจออีก!” กี่วันแล้วที่ยุนโฮเฝ้ารอคอยรายงานจากบรรดาลูกน้อง ทว่าก็ไม่มีสักคนที่จะบอกข่าวดีที่ต้องการได้ยินกับเขา การหายตัวไปของแจจุงยังคงเป็นปริศนา เช่นเดียวกับจุนซูที่จนป่านนี้ยูชอนก็ยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน
หลังจากตวาดดังก้องจนหลายคนผวา ยุนโฮก็อาละวาดฟาดหัวฟาดหางไปทั่ว เริ่มต้นจากข้าวของบนโต๊ะทำงานที่ถูกกวาดลงมากองที่พื้นจนหมด ไหนจะยังแจกันที่ถูกปาใส่ผนังห้องจนแตกละเอียดส่งผลให้กุหลาบสีแดงสดหล่นกระจัดกระจาย บรรดาสาวใช้และลูกน้องทั้งหลายรีบหลบฉากออกมาก่อนจะโดนหางเลขไปด้วย
จีฮเยปล่อยให้พี่ชายอาละวาดจนพอใจ ก่อนจะเยี่ยมหน้าเข้าไปมองสภาพห้องที่รกสิ้นดี หญิงสาวยืนกอดอกพิงกรอบประตูมองดูพี่ชายกำลังยัดเสื้อผ้าเข้ากระเป๋าเดินทาง
“จะไปไหน” น้องสาวถามเสียงเรียบพร้อมก้าวเท้าเข้ามายืนขวางหน้า รู้อยู่แล้วว่าพี่ชายคงจะไปตามหาตุ๊กตาแสนสวยเป็นแน่
“ไม่เกี่ยวกับเธอ หลีก!” ตอบเสียงเข้มแล้วใช้ไหล่ดันตัวน้องสาวให้หยุดเกะกะขวางทาง ยังเคืองไม่หายที่ก่อนหน้านั้นจีฮเยพูดว่าแจจุงก็เป็นเพียงตุ๊กตาตัวหนึ่งที่คิดจะทิ้งเมื่อไรก็ได้ แม้รู้ว่าน้องสาวต้องการพูดยั่วให้เขายอมทานอาหารก็เถอะ
“ถ้าพี่ไปแล้วทางนี้ใครจะดูแล ทั้งบริษัทแล้วไหนยังจะเรื่องเรียนของพี่อีก” แม้จีฮเยจะยอมเบี่ยงตัวให้พี่ชายเดินออกมาจากห้อง ทว่าก็ยังพยายามรั้งยุนโฮเอาไว้ด้วยคำพูด
“ลองคิดดูนะ ถ้าแจจุงรู้ว่าพี่ทิ้งการทิ้งงานเพื่อตามหาเขาแบบนี้ คิดเหรอว่าเขาจะดีใจ?”
“แล้วเธอจะให้พี่ทำยังไง พี่รอไม่ไหวแล้วนะ” ยุนโฮโพล่งสวนกลับไป เขาในตอนนี้ไม่อยากรอฟังข่าวอยู่เฉยๆที่บ้านอีกแล้ว เขาต้องทำอะไรได้มากกว่านี้สิ
“แต่ที่พี่ต้องทำก็คือรอ สะสางเรื่องเรียนให้มันเรียบร้อยก่อนเถอะ ตอนนั้นพี่จะไปตามหาที่ไหน ฉันก็ไม่ห้าม” น้องสาวกล่าวเสียงหนักแน่น ซึ่งเมื่อชายหนุ่มคิดตามก็เห็นว่าถูกของจีฮเย อีกไม่ถึงเดือนก็จะสอบปลายภาค และอีกไม่นานเขาก็จะเรียนจบ ถ้ามาดรอปตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้กลับมาเรียนอีกในเมื่อเบาะแสของแจจุงยังไม่มีเลยสักอย่าง สู้เรียนให้จบแล้วค่อยเดินหน้าตามหาด้วยตัวเองคงดีกว่า เพราะการตามหาอาจใช้เวลาเป็นเดือน...หรือเป็นปี
ยุนโฮได้แต่ภาวนาขอให้คนที่เขารักมากที่สุดกลับมาหาอีกครั้ง อย่าได้ใจร้ายกับเขานักเลย
อย่าใจร้ายไปกว่านี้เลย...แจจุง
‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡
ผ่านมาหกเดือนแล้ว...หกเดือนที่ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองของมัน หนึ่งวันยังคงมียี่สิบสี่ชั่วโมง พระอาทิตย์ยังคงแผดแสงทุกเช้าก่อนลาลับขอบฟ้าเพื่อให้จันทรามาแทนที่ยามราตรี ดวงดาวยังกระพริบแสงริบหรี่ที่ปลายฟ้าเช่นเดียวกับสายลมที่ยังคงโบกพัดเหมือนอย่างเคย
และเป็นเวลาหกเดือนแล้วเช่นกัน ที่ชีวิตของใครหลายคนได้เปลี่ยนไป
ขณะที่ยูชอนและยุนโฮยังคงทุกข์ทรมานกับการหายหน้าหายตาไปไม่บอกกล่าวของจุนซูและแจจุง ขณะที่จุนกียังพยายามแสร้งเหมือนตัวเองไม่เป็นอะไรเมื่อไม่มีชางมิน ก็เป็นขณะเดียวกับที่วงดนตรีมากความสามารถอย่าง Faith ได้เดบิวต์และกลายเป็นวงดนตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดวงหนึ่งของเกาหลี มีสมาชิกทั้งหมดห้าคน อันประกอบไปด้วยฮีชอลนักร้องนำผู้มีเอกลักษณ์ที่สีผมโดดเด่นไม่เหมือนใครซึ่งมักเปลี่ยนแทบทุกครั้งที่เจอ ต่อมาคือฮีบอน แฟนสาวของเขาผู้รับหน้าที่คีย์บอร์ด หญิงสาวหนึ่งเดียวที่เข้ากับคนอื่นๆในวงได้อย่างลื่นไหล ขนาดที่เรียกได้ว่าความแตกต่างเดียวระหว่างเธอกับคนในวงคือเรื่องเพศเท่านั้น
คนที่สามคือนิคิชิโด เรียว ชาวแดนอาทิตย์อุทัยที่ถูกเพิ่มเข้ามาทีหลังในตำแหน่งมือกลอง เจ้าของใบหน้านิ่งขรึมและฝีปากจัดจ้านไม่แพ้ฮีชอล ส่งผลให้เกิดเพื่อนรักคู่กัดขึ้นอีกหนึ่งคู่ในวง ต่อมาคือมือเบสเยซองผู้นิ่งเฉย เขาแทบไม่ปริปากพูดอะไรออกมาเลยระหว่างการให้สัมภาษณ์ เช่นเดียวกับกีตาร์ไฟฟ้ายองอุน ที่มักทำหน้าเหมือนไม่สบอารมณ์อยู่ตลอดเวลา ทว่าเรากลับสามารถเห็นรอยยิ้มของเขาได้ทุกครั้งหลังการแสดง
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะกำลังใจสำคัญจากผู้จัดการวงที่ได้รับความนิยมไม่แพ้ตัวศิลปิน ด้วยเป็นอันรู้กันดีในหมู่แฟนคลับว่าคนคนนี้คือจองซู อดีตมือกีตาร์ไฟฟ้าของวงและคนรักคนปัจจุบันของยองอุน
คยูฮยอนหยุดยืนมองโปสเตอร์โปรโมทซิงเกิ้ลของทั้งห้าคนที่แปะหราอยู่หน้าร้านขายซีดีเพลงด้วยความชื่นชม เขามองมันอยู่ครู่หนึ่งแล้วเกิดนึกถึงน้องชายของเจ้านายที่ไม่ได้ติดต่อกันมากว่าครึ่งปี ทำไมเขาจึงลืมนึกถึงซองมินไปได้นะ
อาจเป็นเพราะเขามัวแต่กังวลเรื่องการลาออกของจากงานจุนซูและการหายตัวเข้ากลีบเมฆหลังจากนั้น ไม่ส่งข่าวติดต่อกลับมา ทำให้เขาลืมนึกไปว่าซองมินก็ไม่ได้ติดต่อมาหาเขาเช่นเดียวกัน
“ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง อยู่แต่ในบ้านทุกวันไม่เบื่อแย่รึไงนะ” เมื่อคิดได้อย่างนั้น คยูฮยอนก็รีบต่อสายไปถึงซองมินทันที
...เลขหมายที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้...
คยูฮยอนขมวดคิ้วนิดหนึ่งก่อนเก็บมือถือเข้ากระเป๋า เขาไม่ได้คิดกังวลอะไรมาก ในเมื่อวันนี้ติดต่อไม่ได้ ก็ค่อยโทรไปใหม่วันหลัง คยูฮยอนยังคงคิดว่าโอกาสของเขามีอยู่เสมอ โดยไม่รู้เลยว่า...คนที่เขานิ่งนอนใจไม่ติดต่อกันเลยตลอดเวลาหกเดือนที่ผ่านมานั้น อาจไม่ต้องการจะพบเจอเขาอีกแล้วก็เป็นได้
‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡
หากถามว่าในสามสหาย จุนกี ยุนโฮ และยูชอน ใครดูเป็นปกติที่สุดยามที่ไม่มีคนรักอยู่ข้างกาย คำตอบคงไม่พ้นเพลย์บอยอี จุนกี ที่ยังคงสภาพความดูดีเอาไว้ได้ ผิดจากเพื่อนรักรุ่นน้องทั้งสองที่ซีดเซียวเต็มที่
ใช่...ภายนอกเขาดูเป็นอย่างนั้น แต่ความจริงแล้ว สภาพจิตใจของชายหนุ่มก็ไม่แตกต่างอะไรจากรุ่นน้องทั้งสองเลย ทว่าจุนกียังคงทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปอย่างพยายามไม่ให้บกพร่อง พยายามปกปิดไม่ให้ใครล่วงรู้อาการหน่ายเหนื่อยใจที่ตอนนี้กลายมาเป็นเพื่อนแท้ของตัวเอง
พาหนะสี่ล้อสีดำคันโปรดจอดเทียบหน้าบาร์ บรรดาลูกน้องที่กำลังทำงานอย่างขะมักเขม้นรีบละงานวิ่งมาเรียงแถวต้อนรับนายใหญ่กันอย่างพร้อมเพรียง
“มีปัญหาอะไรไหม” ชายหนุ่มผู้คุมกิจการเอ่ยถามผู้จัดการบาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในลูกน้องคนสนิทที่ได้รับมอบหมายหน้าที่นี้
“ปกติดีครับ ตอนนี้บาร์ของเราก็ไปได้ดีเพราะเร็วๆนี้มีเด็กมาใหม่ ดึงแขกได้เยอะทีเดียวครับ” ตอบนอบน้อมทว่าก็แข็งขึง จุนกีตบบ่ากว้างของชายคนนั้นพร้อมยิ้มมุมปากนิดหนึ่งเป็นเชิงชมเชย
“เรียกเข้ามา” แม้ไม่ได้เอ่ยว่าหมายถึงใคร ทว่าผู้จัดการของบาร์ก็เข้าใจได้โดยง่ายสมเป็นคนสนิท เขาหลบฉากออกไปก่อนที่ร่างสูงโปร่งของอีกคนหนึ่งจะเดินเข้ามา และนั่งตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานของจุนกี
“เธอสินะ...ดาวเด่นของบาร์เรา ชื่ออะไรล่ะ ไม่ใช่คนเกาหลีใช่ไหม” ชายเจ้าของบาร์พินิจสายตามองชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งตรงหน้า ผมของเขามีสีน้ำตาลเข้มเหมือนโกโก้ตัดกับผิวกายสีน้ำนม จมูกโด่งและใบหน้าเปื้อนยิ้มที่แสนคล้ายคลึงทำให้จุนกีไพล่นึกไปถึงใครคนนั้นที่คุ้นเคย จะต่างกันก็ตรงเจ้าหนุ่มนี่ไม่ให้ความรู้สึกเหมือนคนเกาหลีเลยสักนิด
“ผมเป็นคนญี่ปุ่นครับ คุณจะเรียกว่าจุนโนะก็ได้” ภาษาเกาหลีที่ลื่นไหลและน้ำเสียงติดสูงอยู่หน่อยยิ่งทำให้หัวใจของคนที่ฟังอยู่วูบไหวมากขึ้น
“ขอบใจนายมาก จากนี้ก็ต้องพึ่งนายอีกแล้ว ตั้งใจทำงานล่ะ” ไม่ไหว...คนคนนี้มีหลายอย่างคล้ายชางมินจนเกินไป การเผชิญหน้ากันแบบนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเขากำลังคุยกับชางมินอยู่ก็ไม่ปาน
“ขอบคุณครับ” เด็กหนุ่มยิ้มกว้างปลาบปลื้มใจกับคำชม จุนกีโบกมือเป็นเชิงบอกให้จุนโนะไปทำงานต่อ ซึ่งชายหนุ่มก็ยิ้มรับอีกครั้งแล้วเดินออกจากห้องไป
เมื่อหลุดพ้นจากสายตาของคนอื่นๆ จุนกีก็กลับเข้าสู่สภาพเดิมเหมือนที่มักเป็นเสมอยามอยู่คนเดียว
“คิดถึงจังน้า” เสียงทุ้มเพ้อเบาๆกับตัวเอง แขนแกร่งวางเท้าบนโต๊ะทำงาน หลังมือใหญ่รองรับมุมหนึ่งของใบหน้าเอาไว้ในท่าเท้าคาง
“คิดอะไรบ้าๆจนได้นะเรา เฮ้อ...ครึ่งปีแล้วสินะ” ครึ่งปีแล้วที่ตัดความสัมพันธ์กันไป แม้อยากจะไปหาเท่าไร แต่จุนกีก็ไม่กล้าแม้แต่จะไปเห็นหน้า เพราะความถือดีในตัวแท้ๆ ความคิดที่ว่าของเล่นที่ทิ้งไปแล้วก็คือสิ่งที่ไม่ต้องการ ครั้นจะเก็บมันมาเล่นอีกครั้ง ก็ดูจะไม่สมฐานะตัวเองสักเท่าไร
แล้วเป็นอย่างไรละ...เพียงเพราะความเย่อหยิ่งของตัวเองแท้ๆที่ทำให้ต้องมีสภาพเหมือนคนไร้หัวใจเช่นทุกวันนี้
ตอนนี้ยูชอนกับยุนโฮกำลังวุ่นกับการตามหาจุนซูกับแจจุง ตัวเขาคือคนโชคดีที่สุด เพราะอย่างไรเสียเขาก็รู้ว่าชางมินอยู่ที่ไหน ผิดกับอีกสองคนที่ต้องตามหาต่อไปอย่างไร้จุดหมาย
แต่...โชคดีที่สุดจริงหรือ ในเมื่อตอนนี้แม้แต่คนที่หน้าตาคล้ายกัน หรือของที่ทำให้นึกถึงชางมิน จุนกียังไม่กล้ามอง ดาวเด่นของบาร์คนนั้น หากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่คนที่มีอะไรหลายอย่างคล้ายชางมิน ก็คงจะมาเป็นของเล่นชั่วคืนของเขาเหมือนคนอื่นก่อนหน้า
ทั้งที่ความจริงก็แย่ไม่แพ้คนอื่น แต่ก็ยังทำเป็นอวดเก่งไปได้นะเรา...
‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡
ว่างเปล่า...วันที่ไม่มีเขาอยู่เคียงข้างทำให้ตัวเราแทบไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างดูว่างเปล่าไปหมด ทั้งความคิดและความรู้สึก สิ่งเดียวที่ทำให้รู้ว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ก็คือก้อนเนื้อข้างในอกซ้ายที่กรีดร้องอยู่ทุกวินาทีว่าเจ็บปวดเพียงไร วันเวลาที่ผ่านพ้นไม่เคยช่วยให้ทำใจได้ รังแต่จะทำให้เจ็บช้ำเมื่อกว่าจะสำนึกว่าการกระทำที่ผ่านมาไม่ช่วยให้รักษาความรักของตัวเองได้...ก็สายเกินไป
เขาไม่อยู่แล้ว...คนคนนั้นที่คิดว่าจะอยู่เคียงข้างกันในวันนี้กลับไม่ปรากฏแม้เงา ยูชอนยังทำใจไม่ได้สักทียามที่คิดว่าจุนซูทิ้งเขาไปแล้ว
“ทั้งที่คิดว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไปแท้ๆ” ทั้งที่คิดว่ามีจุนซูเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะยืนหยัดด้วยกันจนวันสุดท้าย ทว่าความจริงกลับไม่เป็นไปตามหวัง
ยูชอนในตอนนี้เหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก ไม่ต่างจากเพื่อนทั้งสอง จุนกีและยุนโฮ อาจจะผิดแผกกันตรงที่การกระทำเย็นชาในอดีตจนปัจจุบันของเขามีต้นเหตุมาจากความตั้งใจที่จะรักษาจุนซูเอาไว้ข้างกาย
เขาเคยเสียพ่อแม่และเกือบจะเสียจุนซูไปในเหตุการณ์เครื่องบินตก ในวันนั้น...ถ้าเขาทำตัวเป็นเด็กดี ว่าง่ายตามคำพ่อแม่ จุนซูก็คงจะไม่มีชีวิตรอดจนตอนนี้ แทนที่เขาจะทำดีกับจุนซูให้มากๆ เขากลับยิ่งทำตัวแย่ให้จุนซูต้องเป็นห่วงจนไม่สามารถออกไปจากชีวิตเขาได้
แล้วการที่เขาต้องมานั่งเสียใจอยู่นี่มันคืออะไรกัน ทำไม...ทำไมจุนซูถึงยอมตัดใจจากเขา
...นายไม่ห่วงเด็กมีปัญหา ขาดความอบอุ่นคนนี้แล้วหรือ...
“พี่มิคกี้” เสียงน้องชายดึงภวังค์ของคนเป็นพี่ที่มัวแต่นั่งมองรูปถ่ายในมือให้กลับคืนมา พี่ชายของเขาเป็นอย่างนี้มาหลายเดือนนับตั้งแต่พี่จุนซูจากไป วันๆไม่ทำอะไร เอาแต่มองรูปถ่ายสมัยก่อนแล้วพูดพึมพำกับตัวเอง
“ว่ายังไง พวกนั้นหาจุนซูเจอแล้วใช่ไหม!” ยูชอนหันมาถามน้องชายอย่างมีความหวัง หลายเดือนที่ผ่านมาเขาส่งคนออกติดตามหาจุนซู ทว่ากลับไร้วี่แววอย่างไม่น่าเป็นไปได้ ในเมื่อจุนกีกับยุนโฮเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเรื่องนี้
“เปล่า..ฉันเอาข้าวมาให้พี่ต่างหาก ทานอะไรหน่อยเถอะ” ยูฮวานพูดด้วยความเป็นห่วง แม้ว่าพี่ยูชอนจะมีเรื่องไม่สบายใจ แต่การงานก็มีที่ต้องให้รับผิดชอบอยู่ นี่ก็เพิ่งเรียนจบมาไม่กี่เดือน พี่ชายของเขาถึงได้ทั้งซูบทั้งโทรมอย่างน่าเป็นห่วง
“ถ้าพี่จุนซูรู้ว่าพี่เป็นแบบนี้ พี่จุนซูคงไม่สบายใจ” เด็กชายวางถาดอาหารลงบนโต๊ะก่อนเอื้อมมือไปแตะไหล่พี่ชายเป็นเชิงปลอบใจ
“เขาไม่รู้หรอก...ก็เขาไม่มีวันกลับมานี่นา” ยูชอนพูดเสียงแผ่ว แล้วตอนนั้นเองที่....
เพียะ!
ใบหน้าผอมตอบของยูชอนหันไปตามแรงมือของน้องชาย เจ้าตัวเล็กจ้องมองเขาด้วยสายตาดุดันแบบที่ไม่เคยเป็น
“ทำไมพี่ถึงพูดแบบนั้น! ถ้าพี่หมดกำลังใจแบบนี้ แล้วเมื่อไรเราจะหาพี่จุนซูเจอ รู้ไหมว่าก่อนจะทำอะไร เราต้องรู้จักให้กำลังใจตัวเองก่อน!” ในตอนแรกสภาพจิตใจของยูฮวานไม่ต่างจากยูชอนเลย สองคนทั้งซึมและเศร้า ทว่าต่อมาเด็กชายก็คิดได้ว่านั่งเศร้าไปก็ไร้ประโยชน์ มีแต่จะบั่นทอนกำลังใจตัวเองเปล่าๆ เขาจะต้องคอยให้กำลังใจพี่ชายที่อาการหนักกว่าตัวเองมากนัก
“......”
“ถ้าเราเชื่อว่าเราจะหาเขาเจอ เราก็จะเจอ” โตขึ้นแล้วสินะ...น้องชายที่เขาเคยคิดว่าเด็กแสนเด็ก ในตอนนี้กลับรู้จักคิดแบบผู้ใหญ่ ความดีความชอบนี้ต้องยกให้ใคร พี่เลี้ยงซีวอนใช่ไหม? ที่เปลี่ยนเจ้าลิงจอมซนมาเป็นเด็กชายที่มีความคิดความอ่านมากขึ้นแบบนี้
“อืม...เราจะต้องหาจุนซูเจอแน่นอน” ไม่ว่าจะอีกนานเท่าไร แต่เราจะต้องกลับมาพบกันอีกแน่ๆ ฉันขอสาบานกับตัวเอง...
จะต้องพานายกลับมาให้ได้!
‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡
ท่ามกลางกลิ่นเค็มจากลมทะเลที่พัดโชย เสียงคลื่นสาดซัดเข้ามาในโสตเช่นเดียวกับที่มันกระทบเข้ากับชายฝั่ง ชางมินนั่งเหม่อมองฟองคลื่นสีขาวกับทะเลสีครามตรงหน้าพลางหวนนึกถึงวันเวลาเก่าๆ
หกเดือนแล้วที่กลับมาอยู่บ้าน เป็นเวลาครึ่งปีที่ชีวิตของเขาก้าวต่อไปข้างหน้า กิจการร้านอาหารที่ฟื้นฟูใหม่กำลังเริ่มเข้าที่เข้าทางและดูท่าจะไปได้ดีกว่าเดิม ชางมินเองก็เรียนต่อที่มหา’ลัยเอสเอ็มเช่นเดิมทางอินเตอร์เน็ตตามที่รุ่นพี่แนะนำ ตอนนี้ชีวิตของเขาคงเรียกได้ว่ามีความสุขดี...ล่ะมั้ง
มือใหญ่ลูบหัวกลมๆของสัตว์หน้าขนที่นอนหลับสนิทบนหน้าตักของตัวเอง ดวงตากลมโตฉายแววซุกซนของมันหลับพริ้มเมื่อนิ้วอุ่นไล้ไปตามหลังหู ตอนนี้ชางมินมีสัตว์เลี้ยงเป็นลูกแมวสีน้ำตาลที่มีขนด่างสีขาวตรงเท้าทั้งสี่ ทำให้ดูเผินๆเหมือนแมวใส่รองเท้าบูทอย่างไรอย่างนั้น
“แม่ค้าบ คุณแมว! คุณแมว!” เสียงเด็กชายตัวน้อยตะโกนลั่นพร้อมชี้ไม้ชี้มือมาทางลูกแมวตัวน้อย เสียงเอะอะทำให้มันลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วชะเง้อมองหาต้นตอของเสียงแหลมเล็กนั่น
เจ้าสี่ขาตัวจ้อยกระโดดเผ่นแผล็วลงจากตักเจ้านาย วิ่งจู๊ดหนีเข้าบ้านอาหารไปอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยเสียงดังกำลังวิ่งตรงมายังตัวเอง ทิ้งให้เด็กหนุ่มผู้เลี้ยงดูต้องยิ้มปลอบโยนเด็กนั่นที่เบะปากเหมือนจะร้องไห้
ไม่นาน...ความสงบเงียบก็กลับคืนมาแก่ชางมินอีกครั้ง คราวนี้เขาล้มตัวลงนอนไปกับพื้นดิน หลับตาแล้วนึกถึงใบหน้าที่ทั้งหล่อทั้งสวยของใครอีกคนที่อยู่ไกลออกไป
แม้จะนึกถึงอยู่เสมอ แต่ชางมินก็ไม่คิดอยากจะเข้าโซล...ที่ที่คนนั้นพำนักอยู่อีกแล้ว เด็กหนุ่มคิดว่าชีวิตตัวเองในตอนนี้มีความสุขดี ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า ฐานะไม่ขัดสน ได้เรียนอย่างที่รักที่ชอบ ซ้ำยังมีพี่ชายเพิ่มขึ้นมาอีกสองคน
“พี่ชางมิน พี่แจจุงกับพี่จุนซูให้มาตามไปกินข้าว”
เสียงน้องสาวคนรองป้องปากตะโกนเรียกที่เนินดินหน้าบ้าน เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ปลายเนินดันตัวเองขึ้นนั่ง เงยหน้ามองน้องก่อนลุกขึ้นยืน ปัดเศษดินตามเนื้อตัวแล้วเดินเข้าบ้านไป
บ้านที่ว่าก็คือร้านอาหารของครอบครัว เป็นคูหาความสูงราวสามชั้นครึ่ง ชั้นล่างสุดเป็นร้านอาหารที่เน้นบรรยากาศสีส้มอบอุ่นปนสีขาว สูงจากนั้นเป็นชั้นลอยที่เอาไว้สำหรับเก็บของต่างๆ ทั้งของใช้ส่วนตัวในครอบครัว และของใช้ภายในร้าน
ชั้นที่สองเป็นห้องนอนของพ่อแม่ น้องสาวอีกสองคน และห้องส่วนตัวของเขาเอง ส่วนชั้นบนสุดนั้นเป็นห้องนอนของสมาชิกใหม่ทั้งสองของบ้าน กับห้องว่างอีกสอง
เหตุที่แจจุงกับจุนซูตามชางมินมาเชจูมันเริ่มจากที่เด็กหนุ่มไปล่ำลาพวกพี่ๆก่อนกลับบ้าน และพบว่าพี่ทั้งสองกำลังไม่มีที่ไป จึงเชื้อเชิญให้มาอยู่ด้วยกันเสียที่นี่ และทุกอย่างก็ดำเนินไปได้ด้วยดีเมื่อไม่มีใครตามหาเบาะแสของชายทั้งสองเจอ ในเมื่อวันๆแจจุงกับจุนซูเอาแต่หมกตัวอยู่ในบ้านและลงมาช่วยอยู่หลังครัว
อีกแง่หนึ่ง...ต่อให้ถ้ามีคนรู้จักมาพบเห็นทั้งสองในตอนนี้ อาจจะจำไม่ได้เสียด้วยซ้ำ!
แจจุงในปัจจุบันเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งผู้ซึ่งมีผมยาวกลางหลังสีดำขลับดุจปีกอีกา เขาตัดหน้าม้าอันเป็นทรงยอดนิยมของบรรดาเด็กสาว และมักแต่งกายซ่อนกล้ามแขนและเรือนร่างแบบผู้ชายไว้ภายใต้ชุดรุ่มร่ามที่ปิดทั้งแขนและคอ สีเข้มของมันยิ่งข่มให้ความใหญ่โตของร่างกายไร้ประโยชน์ และทำให้ชายหนุ่มหน้าหวานแลดูเหมือนผู้หญิงมากเข้าไปใหญ่เมื่อนำมารวมกับความหลงใหลในการเข้าครัว
เช่นเดียวกับจุนซู ในตอนนี้ผมนุ่มของเขายาวพ้นไหล่ไปไม่กี่นิ้ว จุนซูไม่เคยปล่อยให้เส้นผมตัวเองมีสีตามธรรมชาติของมันเลยสักครั้ง เขามักจะกลบมันด้วยสีบลอนด์ทองสว่างตาอยู่เสมอ และแต่งกายด้วยชุดรุ่มร่ามสีอ่อนสบายตา ไม่ก็โชว์เนื้อหนังสีสดใส เรียกได้ว่าแต่งตัวตามอารมณ์เต็มที่ ซึ่งตรงข้ามกับแจจุงอย่างสิ้นเชิง ชายหนุ่มทำทุกอย่างที่ตัวเองไม่สามารถทำได้เมื่ออยู่กับยูชอน จุนซูในตอนนี้จึงจำกัดความได้ว่าแก่น เซี้ยว เปรี้ยวไม่แพ้ใคร
ชาวบ้านละแวกนี้รู้จักคนแปลกหน้าทั้งสองในฐานะหลานสาวของครอบครัวชิม ไม่มีใครฉุกใจสงสัยเลยสักนิดว่าแท้จริงแล้วหลานสาวของบ้านนี้มีเพศเป็นบุรุษ!
ชางมินยิ้มให้พี่ชายทั้งสองที่ยืนรออยู่หน้าบ้าน อันที่จริงเขาควรจะเรียกว่าพี่สาวมากกว่า ในเมื่อตอนนี้ทุกคนรู้จักพวกเขาแบบนั้น
“วันนี้พี่ทำกับข้าวเยอะเลย รีบๆไปอาบน้ำอาบท่าแล้วลงมาทานซะนะ” แจจุงมองดูน้องชายด้วยความเอ็นดู แม้เวลาที่ผ่านไปจะทำให้ชางมินกลายเป็นชายหนุ่มรูปร่างบึกบึนล่ำสันสูงชะลูด ลมและแดดที่มีตลอดทั้งวันกัดผิวให้คร้ามเข้มกว่าเดิม ซ้ำยัง
ใบหน้าที่ทวีความหล่อเหลาขึ้นทุกวัน ทว่าในใจของคนเป็นพี่ยังรู้สึกเสมอว่าคนตรงหน้ายังเป็นน้องชายที่น่ารักของเขา
“จิกิเข้าบ้านมาตั้งนานแต่พี่เห็นนายไม่ตามมาสักที เลยให้น้องไปตาม” จุนซูพาดพิงไปถึงสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของชางมิน ซึ่งเป็นผลมาจากมิกิกับจีจุง...เจ้าแมวสองตัวของพวกเขาที่แอบตามมาด้วยเมื่อไรก็ไม่รู้ ซ้ำยังเปลี่ยนสถานะจากคู่กัดมาเป็นคู่ชีวิต
ให้กำเนิดแมวเหมียวหน้าตาน่ารักอีกห้าตัว
“ผมก็ไปนั่งนึกอะไรเล่นๆน่ะครับ แล้วนี่...พวกพี่จะออกไปข้างนอกกันเหรอ” เดฌกหนุ่มร่างสูงถามออกมาเมื่อมองเห็นการแต่งตัวของพี่สาวทั้งสอง
“อืม พอดีมีของที่อยากได้น่ะ” จุนซูตอบออกมาก่อนที่จะเสหน้ามองนกมองไม้ เช่นเดียวกับแจจุงที่ก้มหน้าซ่อนแก้มแดงๆของตัวเองเอาไว้
“งั้นพวกพี่ก็รีบไปเถอะ เดี๋ยวมันจะหมดเสียก่อน” คนอายุน้อยกว่ายิ้มให้อย่างรู้ทันว่าของที่พี่สองคนอยากได้คืออะไร
To Be Continued
อา...ตอนที่แล้วมีคนบอกว่าคังทึกลงเอยง่ายไป ซินเองก็คิดว่าง่ายไป เพราะฉะนั้นซินเลยอิดิธเพิ่มและเอามาลงอีกรอบ(แต่ซินก็ยังคิดว่ามันง่ายไป - -" ทึกเธอใจอ่อนกันเห็นๆ) มันก็ไม่ได้เพิ่มอะไรมากมาย ราวๆหน้าเดียวเองอ่ะค่ะ(แต่รวมแล้วมันเกินปกติที่ซินแต่งมาสามหน้าเชียวน้า) ซินก็เลยเอาตอนที่ 47 มารีโพสต์ก่อน แล้วอีกคอมเมนท์จะเป็นตอนที่ 48 นะคะ ^ ^ พวกดอกไม้ในตอนที่ 47 ซินไม่ได้คิดเกี่ยวกับความหมายมันหรกนะคะ ซินแค่เอาดอกไม้ที่ซินชอบมารวมๆกันเท่านั้นเอง ^ ^ จริงๆแล้วนอกจากไวท์ลิลลี่ ลีลาวดี ดอกไม้ที่ซินชอบอีกชนิดก็คือกล้วยไม้ ชอบมากกกกก ได้อิทธิพลมาจากท่านแม่เต็มๆ ฮ่าฮ่า
ส่วนเรื่องโพลล์สำรวจตอนที่แล้ว ผลปรากฏออกมาว่า N0.1 most favourite Couple of Passionate You!! Fan-fiction คือ...(ชื่อตำแหน่งยาวได้อีก - -")...Yunho-Jaejoongนั่นเอง!! และที่สองตามมาด้วยคะแนนไล่เลี่ยกัน นั่นคือ Yoochun-Junsu ตามมาด้วยจุนกี-ชางมิน, ยองอุน-จองซู, ซีวอน-ยูฮวาน และคยูฮยอน-ซองมิน ตามลำดับ (แล้วที่เหลือล่ะ?) สิ่งที่ทำให้ซินประหลาดใจนิดหน่อยคือจำนวนคนโหวต กำลังคิดว่าบางคนคงเข้ามากดแล้วชิ่งไป ฮ่าฮ่า เพราะTotal Votesมันเกินร้อยเลยแน่ะ แล้วก็มีคนเลือกคู่ยูริอย่างสเตฟานี่กับรีอินด้วย อิอิ อันนี้ผลรวมทั้งหมดค่ะ...
ยุนโฮ-แจจุง [100]
ยูชอน-จุนซู [97]
จุนกี-ชางมิน [20]
ซีวอน-ยูฮวาน [6]
ยองอุน-จองซู [13]
คยูฮยอน-ซองมิน [6]
ฮันกยอง-จีฮเย [0]
สเตฟานี่-รีอิน [1]
จีจุง-มิกิ [1]
อื่นๆ [0]
Total 244
ตอนนี้มาช้าหน่อยเพราะว่าซินเปิดเทอมแล้ว แต่มันก็ยังไม่นานเกินไปใช่ไหมคะ? อย่างน้อยมันก็ยังไม่ถึงหนึ่งเดือนเลยนะ อิอิ (คนอ่านบอก...นั่นไง สปีดนังคนแต่งเริ่มลดลงละ) นี่ก็เพิ่งไปเข้าค่ายรับน้องของชมรมมา เหนื่อยอ่ะแต่ซินสนุก เจอแคสซี่กับเอลฟ์ด้วย ^ ^
ตอนนี้ก็รู้กันแล้วนะคะว่าทูคิมเธอไปพำนักพักอยู่ที่ไหน หลายคนดันรู้ทางว่าซินจะให้สามคนนี้ไปอยู่ด้วยกัน แหม...อย่ารู้ทันกันนักซี่ เดี๋ยวซินก็โยกพล็อตหนีซะหรอก (บ้าบอจริงค่ะซินนิสเตอร์ -*-) และซินแนบรูปจุนโนะ ณ คัตตุนมาให้ดูด้วยเน้อ เผื่อบางคนไม่รู้จัก รูปนี้ไม่ค่อยคล้ายเท่าไร ดูแมนเกินบทอีกตะหาก แต่เอาให้ดูพอให้รู้หน้าละกันเนาะ
ส่วนเรื่องโพลล์สำรวจตอนที่แล้ว ผลปรากฏออกมาว่า N0.1 most favourite Couple of Passionate You!! Fan-fiction คือ...(ชื่อตำแหน่งยาวได้อีก - -")...Yunho-Jaejoongนั่นเอง!! และที่สองตามมาด้วยคะแนนไล่เลี่ยกัน นั่นคือ Yoochun-Junsu ตามมาด้วยจุนกี-ชางมิน, ยองอุน-จองซู, ซีวอน-ยูฮวาน และคยูฮยอน-ซองมิน ตามลำดับ (แล้วที่เหลือล่ะ?) สิ่งที่ทำให้ซินประหลาดใจนิดหน่อยคือจำนวนคนโหวต กำลังคิดว่าบางคนคงเข้ามากดแล้วชิ่งไป ฮ่าฮ่า เพราะTotal Votesมันเกินร้อยเลยแน่ะ แล้วก็มีคนเลือกคู่ยูริอย่างสเตฟานี่กับรีอินด้วย อิอิ อันนี้ผลรวมทั้งหมดค่ะ...
ยุนโฮ-แจจุง [100]
ยูชอน-จุนซู [97]
จุนกี-ชางมิน [20]
ซีวอน-ยูฮวาน [6]
ยองอุน-จองซู [13]
คยูฮยอน-ซองมิน [6]
ฮันกยอง-จีฮเย [0]
สเตฟานี่-รีอิน [1]
จีจุง-มิกิ [1]
อื่นๆ [0]
Total 244
ตอนนี้มาช้าหน่อยเพราะว่าซินเปิดเทอมแล้ว แต่มันก็ยังไม่นานเกินไปใช่ไหมคะ? อย่างน้อยมันก็ยังไม่ถึงหนึ่งเดือนเลยนะ อิอิ (คนอ่านบอก...นั่นไง สปีดนังคนแต่งเริ่มลดลงละ) นี่ก็เพิ่งไปเข้าค่ายรับน้องของชมรมมา เหนื่อยอ่ะแต่ซินสนุก เจอแคสซี่กับเอลฟ์ด้วย ^ ^
ตอนนี้ก็รู้กันแล้วนะคะว่าทูคิมเธอไปพำนักพักอยู่ที่ไหน หลายคนดันรู้ทางว่าซินจะให้สามคนนี้ไปอยู่ด้วยกัน แหม...อย่ารู้ทันกันนักซี่ เดี๋ยวซินก็โยกพล็อตหนีซะหรอก (บ้าบอจริงค่ะซินนิสเตอร์ -*-) และซินแนบรูปจุนโนะ ณ คัตตุนมาให้ดูด้วยเน้อ เผื่อบางคนไม่รู้จัก รูปนี้ไม่ค่อยคล้ายเท่าไร ดูแมนเกินบทอีกตะหาก แต่เอาให้ดูพอให้รู้หน้าละกันเนาะ
และสุดท้าย...ขอบคุณทุกคนมากๆที่เข้ามาอ่าน และขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนท์นะค้า จ๊วบ!!
ปล.เพื่อนๆได้ดูรายการเป็นปลื้มใช่ไหมคะ ทงบังน่ารักอีกแล้ว >.< พี่เมทซินที่ไม่ได้ชอบทงบังยังบอกว่าน่ารักเลยอ่ะ พูดไทยแต่ละคำน่ารักดีอ่ะ >.< ยูซูออกนอกหน้า คราวที่แล้วปาร์คพูดมะพร้าวเผา คราวนี้พูดเผาผม เผาตัวเองชดเชยที่คราวที่แล้วเผาภรรยาเราะปาร์ค? ที่เผาผมนี่คืออยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเซีย? อืม เข้ากับเนื้อเรื่องเลยนะ (มันยังดึงมาเกี่ยวกันได้ - -*) ฉันเข้าใจความรู้สึกพี่นะปาร์ค ก็จุนซูเธอเล่นน่ารักซะขนาดนั้น >.< มะพร้าว...ผมรักคุณ *อิอั๊ง* ปาร์คบอกรักมะพร้าวด้วย"ผมรักมะพร้าว" ฮ่าฮ่า บอกรักภรรยาต่อหน้ากล้องเลยนะ แล้วพี่เมทก้แซวตอนปาร์คพูดคำว่า"กอดกันหน่อย" เธอทำปากตลกอ่ะ พี่เมทแซวว่ากว่าจะพูดได้ ฟันกระต่ายเต็มจอละ เอาเหอะ เฮียมั่น ทำยังไงก็ดูดี (ไม่ลำเอียงเลยค่ะ) กร๊ากกก!! ส่วนชางมิน...พูดน้อยแต่หล่อวววววววววว วันหลังอย่านั่งก้มหน้าแบบนั้นสิเคอะ ซินนิสเตอร์แทบพลิกทีวีดูหน้าพี่อยู่แล้ว และชายปาร์คยังคงแกล้งน้อง ไปเผาน้องทำไม T.T ส่วนเจ๊แจ ประโยคที่บอก"ผมคืออัจฉริยะ" ตอนแรกได้ยิน"ผมชื่ออาจารียา" แอบตกใจ...นั่นคือชื่อไทยของเธอหรือจ๊ะแจจุง กับอีกใจนึกไปถึงนักร้องลูกทุ่ง นึกว่าคำถามคือใครคือนักร้องไทยที่คุณชอบ แหม่...จินตนาการไปซะไกลเลยนะคะ - -" แถมซับไทยด้านล่างบอกยองอุงแจจุงเป็นยองอาแจจุง ทีมงานเข้าใจอะไรผิดรึเปล่า คนตรงกลางเธอเป็นผู้ชายนะ ฮ่าฮ่า และยุนโฮ...ให้คำจำกัดความฮีว่าส.ส.ได้เลยนะเนี่ย ดูดีตลอด การพูดการจาดีนะพ่อหัวหน้าวงคนนี้ อิอิ
อา...แล้วนี้ซินพล่ามอะไรตั้งเยอะ? เอาเถอะ...ก็คนมันตื่นเต้นดีใจออกนอกหน้านี่นา >.< อ๊าาา คืนนี้ปลื้มใจจนไม่อยากทำการบ้านละอ่า (ไม่เกี่ยวค่ะซินนิสเตอร์ -*-!!) ราตรีสวัสดิ์ค่ะพี่น้อง!
edit @ 17 Jun 2008 01:32:10 by Zinister