Segmentation [1/2]
posted on 13 Jun 2008 02:41 by zinister in ShortFanFiction
Title : Segmentation
Author : Zinister
Couple : YooSu, YunJae
Category : (Romantic) Comedy
Picture :
“ดูสิเธอ ยูชอนได้ท็อปสายชั้นอีกแล้วล่ะ”
เสียงซุบซิบของเด็กสาวดังมาจากหน้าบอร์ดประกาศคะแนนสอบกลางภาค
ความเด่นดังของนักเรียนตัวอย่างปาร์ค ยูชอน
ใครๆก็รู้ดี เพราะไม่เพียงแต่ผลการเรียนเป็นเลิศ
ความสามารถด้านกีฬาก็ไม่เป็นรองใคร หน้าตาท่าทางดูดี
ชาติตระกูลพร้อม ซ้ำยังยิ้มเก่ง คุยง่าย เข้ากันได้กับทุกคน
ไม่น่าแปลกใจที่ใครๆก็คิดว่าชายหนุ่มคนนี้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
“
ยูชอน ทำยังไงให้ได้เกือบเต็มวะ หน้าไม่ให้เลยนะมึง!”
คำถามหยอกล้อแนวนี้มักมีให้เจ้าของนามได้ยินอยู่บ่อยๆ
ทว่าเจ้าตัวก็ไม่เก็บมาคิดให้เคืองอารมณ์
ที่เขาทำคือเงยหน้ายิ้มรับคำสรรเสริญเชิงจิกกัดเหล่านั้นด้วยความ
เต็มใจ
“กูไม่เข้าใจ”
ท่ามกลางคำเยินยอเหล่านั้น
ประโยคที่ดึงความสนใจจากยูชอนได้มากที่สุดคงไม่พ้นคำเปรยของ
เพื่อนรักเพียงหนึ่งเดียวตั้งแต่เล็กจนโตนามชอง ยุนโฮ
ที่ดังขึ้นอยู่ข้างกาย
คนที่โปรยยิ้มรับคำชมเมื่อครู่หันขวับกลับมายังเกลอซี้ทันที
“
มึงข้องใจเรื่องอะไร กูสอนให้เอามะ?”
ถามด้วยสงสัยจริงจังมากกว่าประชด
ยูชอนเสนอตัวเป็นติวเตอร์พิเศษด้วยใบหน้ากระเหี้ยนกระหือรือ
“
ไม่ใช่ กูสงสัยว่าทำไมมึงต้องพลาดไปสองคะแนนทุกทีเลยวะ
ตั้งแต่เรียนด้วยกันมา
มึงจะต้องน้อยกว่าคะแนนเต็มไปสองแต้มแบบนี้ทุกที
ดูนี่...ทุกฉบับอีกสองคะแนนจะเต็มทั้งนั้น
ถามจริง...มึงทำข้อสอบเอาเคล็ดเหรอ”
ยุนโฮมองกระดาษคำตอบของเพื่อนในมือตัวเองก่อนหันมาถามไอ้คนที่ยื่นหน้า
เข้าหาด้วยสีหน้ากวนบาทาสุดชีวิต
“คิดได้เนอะ
บ้าแล้วนะมึงเนี่ย กูก็อยากให้มันเต็ม
แต่มันไม่ได้เองนี่หว่า”
เจ้าของผลคะแนนดึงกระดาษกลับมาก่อนสอดมันเข้าในแฟ้มงาน
เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมจึงไม่เคยทำข้อสอบได้
เต็มเลยสักครั้ง มันมักจะเว้นไว้อีกสองคะแนนเช่นนี้ทุกที
เพราะอะไรกันนะ...
ผมชื่อปาร์ค ยูชอน
ทายาทคนโตเจ้าของกิจการโรงแรมหรูหลายแห่งในเกาหลีใต้
ใครๆก็มองว่าพวกคนรวยมีชีวิตสุขสบาย สำหรับตัวผม...มันสุขสบายจนน่าเบื่อเลยล่ะ
เพราะ
เป็นลูกชายคนโต
แน่นอนว่าความคาดหวังต่างๆก็รวมกันพุ่งตรงมายังผม
แม้ภายนอกผมจะแสดงออกด้วยท่าทางสบายๆ
แต่ความจริงแล้วมันก็กดดันไม่หยอก
พ่อแม่ต้องการให้ผม
เป็นนักธุรกิจมือฉมัง
จึงจัดเตรียมบุคลากรผู้มีความรู้เพียบพร้อมมาถ่ายทอดวิชาการต่างๆ
ให้กับผม ผมต้องเรียนพิเศษตั้งแต่ยังเล็ก
แค่ผมพูดพยางค์แรกในชีวิตออกมา
พ่อแม่ก็แทบจะลากครูเก่งๆมาสอนภาษาต่างชาติให้ผมแล้ว
แต่ขณะเดียวกันผมก็อยากใช้ชีวิตไปตามวัย อยากวิ่งตามประสาเด็ก
อยากพบปะเพื่อนๆ
ความคาดหวังของพ่อแม่และความต้องการของตัวเองบีบบังคับให้ผมต้อง
พยายามเป็นคนสมบูรณ์แบบ
ทั้งที่ได้เรียนเต็มที่และได้เล่น
กีฬากับเพื่อนตามประสาเด็กผู้ชายมากเท่าที่ตัวเองต้องการ
แต่ชีวิตของผมมันก็ยังน่าเบื่ออยู่ดี...
ตื่นเช้า
ไปโรงเรียน เล่นกับเพื่อน กลับบ้าน ทำการบ้าน
เรียนพิเศษกับอาจารย์ที่มารอสอน ทบทวนบทเรียน นอนพักผ่อน
ชีวิตที่ดำเนินไปตามตารางเวลาเดิมๆแบบนี้มันไม่เห็นจะสนุกตรงไหน
คุณคิดอย่างนั้นไหม?
เฮ้อ...ผมก็แค่อยากเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง
แต่
พ่อแม่ของผมท่านไม่ได้ต้องการให้เป็นอย่างนั้นน่ะสิ
เพราะยิ่งผมสมบูรณ์แบบเท่าไร
มันก็เหมือนท่านจะมีเรื่องให้เป็นความภาคภูมิใจได้อีกอย่าง
หนึ่ง แถมระยะหลังมานี้ยังเปรยให้ผมคิดเรื่องคู่ครอง
แน่นอนว่าฝ่ายนั้นก็ต้องเพียบพร้อมไม่แพ้กัน
ผมก็ไม่มี
ประสบการณ์เรื่องความรักนักหรอก
จริงอยู่ที่ผมเป็นเสือผู้หญิงตัวยง แต่ไอ้ความรู้สึกรักเนี่ย
มันไม่เคยเกิดขึ้นสักที
หรือเพราะผมจะตั้งมาตรฐานแม่ของลูกสูงเกินไป
อืม...มันก็คงจะเป็นอย่างนั้นสินะ
ผมคิดเอาว่าการตั้ง
ครอบครัว มันก็เหมือนกับการลงทุนอย่างหนึ่ง
ก่อนที่จะเอาทั้งชีวิตที่เหลือไปร่วมหัวจมท้ายกับใคร
ผมก็ต้องมั่นใจก่อนว่าคนคนนั้นคือคนที่ใช่
มันก็เหมือนกับ
ธุรกิจ ที่ต้องแบ่งกลุ่มผู้บริโภค
หากลุ่มลูกค้าที่เหมาะกับผลิตภัณฑ์ของเราแล้วเจาะตลาดคนกลุ่มนั้น
ให้ได้
อา...ถ้าอย่างนั้นผมก็เอาหลักการตลาดมาประยุกต์ใช้ได้นี่นา
Demographic segmentation
แน่นอนว่าอย่างแรกคือต้องเป็นผู้หญิง
อายุห่างจากผมไม่เกินสองปี จะแก่กว่าหรืออ่อนกว่าก็ได้
ผมไม่สนใจเท่าไร เรื่องการศึกษาก็ต้องไม่น้อยหน้าผม
สมัยนี้อย่างน้อยก็ต้องตั้งเป้าไว้ที่ปริญญาโท
ไม่จำเป็นว่าต้องเรียนสาขาเดียวกับผม
ขอแค่เป็นวิชาที่เชิดหน้าชูตาในสังคมได้ก็น่าจะทำให้ครอบครัว
เดิมของผมพอใจได้แล้ว
Geographic segmentation อันที่จริงผมไม่ได้รังเกียจชาวต่างชาติหรอกนะ แต่พ่อแม่ของผมคงไม่ปลื้ม ก็เลยคิดว่าน่าจะดีกว่าถ้าเป็นคนเกาหลี
Psychographic segmentation
ผมอยากได้คนที่มีทัศนคติ ค่านิยม ความคิดเห็น
นิสัยใจคอและรูปแบบการใช้ชีวิตคล้ายกัน
ผมไม่อยากให้เราต้องเสียเวลาปรับตัว
มันคงจะง่ายกว่าหากเรามีพื้นฐานความคิดคล้ายคลึงกันอยู่แล้ว
Product-related segmentation ทฤษฎีนี้ไม่ค่อยเกี่ยว เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องไปสนใจ
พอ
เอาทั้งหมดมารวมกัน เสริมแต่งด้วยความอยากของตัวเองอีกนิดหน่อย
ผมก็จะได้ข้อจำกัดของภรรยาในอนาคตออกมาทั้งหมดสี่ข้อหลักด้วยกัน
ซึ่งมันก็มีอยู่ว่า...
หนึ่ง
ภรรยาของผมต้องเป็นชาวเกาหลีที่มีชาติตระกูลดี
ถูกเลี้ยงดูมาอย่างกุลสตรี และมีความเพียบพร้อมในทุกด้าน
โดยเฉพาะการศึกษา ถ้าเรียนเก่งจะดีมาก
เผื่อจะช่วยเพิ่มความเป็นไปได้ที่ลูกของเราจะเกิดมาฉลาดได้
สอง
ต้องเป็นคนนิสัยเหมือนกัน หรือไม่ก็ว่านอนสอนง่าย
ผมไม่ชอบให้ใครมาเถียง ยิ่งพวกปากจัด
อย่าหวังจะได้มาเกี่ยวข้องกันเลย
สาม
เธอต้องอายุไม่ห่างจากผมมากนักและไว้ผมยาว
ผมว่านั่นทำจะให้เธอดูเป็นผู้หญิงเต็มตัว
อืม...ถ้ารู้จักเอาอกเอาใจด้วยก็จะดี
และข้อสุดท้ายสำคัญมาก
เธอคนนั้นจะต้องทำให้ผมหน้าแดงด้วยความประหม่า
ควบคุมตัวเองได้ไม่ดีอย่างที่เคย ตื่นเต้นทุกครั้งที่จะได้เจอ
และทำให้ผมใจเต้นเป็นจังหวะแปลกๆได้
ไม่ใช่อะไรหรอก...ผมได้ยินเพื่อนผู้หญิงพูดกันว่าถ้ามีอาการ
เหล่านี้แสดงว่ากำลังมีความรัก
ถ้าจะให้พูดง่ายๆก็คือ เธอคนนั้นต้องสอนให้ผมรู้จักความรักให้ได้!
แต่
ละวันมีหญิงสาวมากหน้าหลายตาเดินเรียงแถวเข้ามาให้ผมเลือกสรร
ผมก็ใช้กฎเหล็กทั้งสี่กรองคนเหล่านั้น
แต่กลายเป็นว่าไม่เห็นมีใครจะมีคุณสมบัติครบทั้งสามอย่างสักที
ไม่ว่าจะเป็นสเตฟานี่ที่ชาติตระกูลใช้ได้แต่ดันแสดงออกเกินพอดีว่า
อยากจับผมจนตัวสั่น
หรือเจสสิก้าที่หน้าตาน่ารักเข้าทีแต่ชอบตามติดแจเหมือนเหาฉลาม
กระทั่งโบอาที่มีคุณสมบัติพร้อมทุกอย่าง
เว้นเสียแต่เธอไม่สามารถทำให้ผมเสียการควบคุมตัวเองได้
นี่ยังไม่นับบรรดาพวกที่ถูกมองข้ามอีกหลายสิบ
แต่ผมก็ไม่นึกท้อใจหรอกนะ ทั้งเกาหลีต้องมีสักคนหนึ่งสิที่เหมาะจะเป็นภรรยาให้ลูกๆที่น่ารักของผม ต้องมี...
นั่งเหม่อตอกย้ำกฎ
สี่ข้อกับตัวเองได้ไม่นานเท่าไร
ยุนโฮก็สะกิดผมให้ออกไปเปลี่ยนเสื้อ
เตรียมตัวเรียนพลานามัยในช่วงบ่ายซึ่งต้องเรียนฟุตบอล
จึงเป็นการดีที่บรรดาสมาชิกชมรมฟุตบอลจะได้ซ้อมไปในตัว
แต่ไม่รู้ใครจัดตารางสอนให้
มันถึงกลายเป็นว่าพวกเราต้องเตะบอลกลางแดดเปรี้ยงแบบนี้
“มองอะไรวะยุน เหลียวทุกเสี้ยวนาทีเลยนะมึง”
ผมเห็นว่าระหว่างอยู่ในสนาม
ยุนโฮมักจะหยุดวิ่งแล้วมองไปทางโรงเรียนข้างๆอยู่บ่อยๆ
ผมที่ดำรงตำแหน่งประธานชมรมเลยหันไปถาม
“ว่าที่แฟนกู” น้ำเสียงที่ตอบกลับมาฟังดูเพ้อและเลื่อนลอย ไอ้หมีพูดโดยที่สายตาจับจ้องไปยังสระว่ายน้ำของอีกโรงเรียน
“หา! คนไหนวะ ระบุด่วน” ผมรีบวิ่งเข้าไปใกล้
เขาเกาะไหล่ยุนโฮพลางชะเง้อมองด้วยความสนใจ
อยากรู้จริงๆว่าคนไหนทำให้มันเพ้อได้แบบนี้
“นั่นไง ที่นั่งข้างสระอ่ะ” คนที่แอบดูอยู่ก่อนชี้มือไปทางร่างบอบบางของเด็กหนุ่มสองคนที่ตนมองอยู่
“สวยดี เฮ้ย! น่ารักชิบ” ผมมองตามนิ้วมันก่อนหลุดครางคำชมออกมา
ตรง
ข้างสระว่ายน้ำปรากฏสองร่างบอบบางนั่งพิงรั้ว
ทั้งสองคนใส่ชุดคลุมอยู่
ทำให้ผมมองไม่เห็นทรวดทรงองค์เอวชัดเจนนัก
ในบรรดาสองคนที่นั่งอยู่
ผมรู้เลยว่าคนที่ยุนโฮหมายตาไว้จะต้องเป็นคนทางซ้ายที่ใบหน้าสวย
หวานราวสาวงาม ผมถึงได้บอกมันไปว่าสวยดี
ส่วนที่ผมบอกว่าน่า
รักนี่หมายถึงคนที่นั่งด้านขวา
เธอมีเรือนผมดำขลับยาวเคลียไหล่ที่ส่องประกายสีแดงโดดเด่นยามต้องแสง
แดด แม้มันจะสั้นกว่าที่ผมอยากให้เป็น
แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์รับได้
แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจและตรึงสายตาของผมไม่ให้หันไปมองที่ไหน
...ก็คงจะเป็นรอยยิ้มร่าเริงเปิดเผยที่มองเห็นได้แต่ไกล
ในนาทีนั้น ผมรู้สึกว่า...นี่แหละ คนที่รอคอย ผมจะต้องเอาเธอมาเป็นภรรยาให้ได้!
“หยุดเลยมึง ห้ามมอง”
ยุนโฮดันไหล่ผมออกห่างก่อนเอื้อมมือตะปบปิดตาของผมอย่างรวดเร็ว
ทำอย่างกับว่าถ้ามองนานกว่านี้
นางฟ้าของมันจะสึกหรอเอาได้ทั้งที่เป้าสายตาของผมเป็นอีกคนหนึ่ง
ที่นั่งข้างๆกันต่างหาก
“อะไร? อย่าบอกนะว่ามึงควบสอง” ผมเบี่ยงหน้าหลบมือชื้นเหงื่อของยุนโฮแล้วมองหน้ามันราวกับจะหาเรื่อง
“หืม?” ไอ้คนหล่อหน้าหมีขมวดคิ้ว ทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจคำถามของผม
“โน่น! กูมองคนหน้ากลมโน่น อย่าบอกนะว่ามึงหวงเพื่อนของว่าที่แฟนด้วย” ผมพยักพเยิดหน้าไปทางว่าที่คู่ชีวิต
“ไม่ได้มองแจจุงกูก็แล้วไป” เจ้าหมีถอนหายใจ
ทำท่าโล่งอกเสียเต็มประดา
ที่จริงแต่ไหนแต่ไรผมก็ไม่เคยคิดจะจีบสาวแข่งกับมันอยู่แล้ว
“ไอ้ยุน! ก็รู้อยู่ว่ากูกับมึงถูกใจคนละไทป์
ยังจะมาทำหวงไม่เข้าเรื่อง”
ไม่พูดเปล่าแต่ยังมือไวตบไหล่เสียงดัง จนยุนโฮหันกลับ
เงื้อมือเตรียมตอบโต้เต็มที่ ทว่า...
“มึงสองคนจะคุยกันอีกนานไหมวะ กูจะได้ให้คนอื่นมาลงแทน”
เสียงผู้รักษาประตูตะโกนถามเมื่อพบว่าหัวหอกของทีมทั้งสองอย่างผมกับ
ยุนโฮมัวแต่ยืนจ้อจนฝ่ายตรงข้ามเลี้ยงลูกเข้ามาใกล้
ทำให้พวกผมได้สติ กลับมาสนใจเกมต่อ
ช่วงเลิกเรียนเป็น
เวลาที่ผมรอคอย
แม้มันออกจะแปลกตาและน่าแปลกใจอยู่สักหน่อยที่คนดังทั้งสองของ
โรงเรียนมายืนทำท่าลังเลใจอยู่หน้าประตูโรงเรียนแบบนี้
“รออะไรอยู่มึง ที่รักมึงจะกลับบ้านแล้วไง รีบไปดิวะ”
เมื่อกี้ผมเห็นว่าคนชื่อแจจุงที่ไอ้ยุนโฮชอบเพิ่งเดินออกไปจากโรงเรียน
ของเขา แต่เพื่อนรักของผมนี่สิ
ดันยืนนิ่งเป็นหินอยู่หน้ารั้วโรงเรียนตัวเองเสียได้
“เฮ้ย! แต่กูทำหน้าไม่ถูกนี่หว่าถ้าเขาหันมาเจออ่ะ
แจจุงจะเข้าใจว่ากูสะกดรอยตามเขาเปล่าวะ”
เป็นเพื่อนกันมานานขนาดขาดแค่ไม่กี่ปีจะครบทั้งชีวิต
ผมสาบานได้ว่าเพิ่งเคยเห็นยุนโฮลุกลี้ลุกลนขนาดนี้
ท่าทางคนนี้จะจริงจังมาก
“โหย...หน้ามึงโคตรพระเอกอ่ะ
เขาไม่มองเป็นผู้ร้ายหรอก ตามๆไปเหอะ
พอเขาหันมาก็บอกว่ามึงกำลังจะกลับบ้านดิ
ปกติก็กลับเวลานี้อยู่แล้วนี่หว่า” ผมตอบส่งๆไป
เพราะก็อยากกลับบ้านจะแย่ทั้งที่ปกติต้องถ่วงเวลาอยู่โรงเรียนจน
เย็นย่ำ
นั่นก็เพราะผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าคนที่เดินออกมาก่อนแจจุงเป็นคนหน้า
กลมแสนน่ารักของผมนั่นเอง ถ้าไอ้หมีมันโอ้เอ้แบบนี้
ผมกลัวว่าเธอจะเดินนำหน้าไปไกลเสียก่อน
“เออว่ะ คิดมากไปได้เนาะกู งั้นไปนะเว้ย!” เจ้าเพื่อนรักคลี่ยิ้มออกมาด้วยความมั่นใจแล้วตบไหล่ผมเป็นเชิงขอบคุณ
“เออ โชคดี! อย่าไปเผลอลูบๆคลำๆเขาล่ะ”
อดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซวพร้อมยิ้มเก๋ส่งท้าย
เมื่อเห็นว่ายุนโฮเดินตามแจจุงออกไปแล้ว
คราวนี้ผมก็ขอสะกดรอยตามคนน่ารักของผมบ้างล่ะ
บอก
ว่าสะกดรอยตาม มันคงดูเลวร้ายไปหน่อย
แต่ถ้าบอกว่าผมมาตามเก็บข้อมูลของอีกฝ่าย
ดูจะเข้าท่ากว่ากันใช่ไหม แหม พวกคุณอย่ามองผมแบบนั้นสิ
ผมก็แค่อยากจะแน่ใจว่าเธอคนนี้มีคุณสมบัติครบตามที่ผมต้องการ
ตอน
นี้ผมกำลังเดินตามเธอเข้าไปในตรอกเล็ก
ที่เพราะความแคบของมันนี่แหละที่ทำให้รถยนต์ของที่บ้านไม่สามารถ
ขับตามเข้ามาได้
ผมเลยต้องลงมาย่ำดินแฉะๆด้วยน้ำอะไรก็ไม่รู้
ซ้ำยังมีกลิ่นเหม็นสาบคละคลุ้งไปทั่ว
คนน่ารักของผมดูท่าจะ
คุ้นเคยกับทางเดินแคบๆแบบนี้เป็นอย่างดี
เธอเดินเลี้ยวไปมาหลบถังขยะที่วางกีดขวางระหว่างทางได้อย่างคล่องแคล่ว
ยิ่งกว่าผมที่เป็นนักกีฬาเสียอีก
ผมหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าเสื้อขึ้นมาปิดจมูก
ยิ่งเดินลึกเข้ามา กลิ่นเหม็นสาบก็ยิ่งรุนแรง
แต่เธอก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเดิน ผมเกือบจะถอดใจเลิกตามไปแล้ว
และในจังหวะที่ผมก้มหน้าลง ร่างของผมก็ถูกผลักชิดกำแพงชื้น
“ตามฉันมาทำไม!”
แรง
ไม่น้อยเลยที่พุ่งมายังผม เป็นเธอนั่นเองที่ดันตัวผมเข้ามา
พอได้มองหน้าระยะประชิดแบบนี้
ยิ่งทำเอาผมอยากรู้จักเธอมากขึ้นไปอีก เป็นใครมาจากไหนกัน
ทำไมถึงกล้ามาทำให้ใจของผมเต้นรัวบ้าคลั่งแทบจะกระเด็นมาดิ้นเร่า
นอกอกแบบนี้
เสียงของเธอไม่หวานมาก
มันติดสูงและแหบอยู่หน่อยๆ
ฟังแล้วไม่เหมือนเสียงผู้หญิงเท่าไร
แต่มันก็เพลินหูดีเหมือนกัน
“ก็...”
ผมไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร
มันพูดไม่ออกขึ้นมาเสียเฉยๆเมื่อถูกเรียวตาคู่นั้นจ้องมองมา
อา...ได้โปรดอย่ามองผมอย่างนั้นเลยครับ
คุณจะรู้ตัวไหมว่ากำลังทำให้ปาร์ค
ยูชอนคนนี้แทบจะควบคุมตัวเองไม่ไหวแล้ว
ถ้าเราอยู่ใกล้กันมากกว่านี้นานอีกนิด
ผมอาจจะหายใจไม่ออกไปเลยก็ได้
หายใจไม่ออก...เพราะอยากจูบปิดปากคุณจนหมดลมหายใจตายกันไปข้าง!
“
ตอบสิ! ตามฉันมาทำไม นายเป็นพวกโรคจิตใช่ไหม!”
เธอไม่พูดเปล่าแต่ยังกำคอเสื้อผมเสียจนยับยู่
โอ้คนสวย...เดี๋ยวปั๊ดเรียกค่าเสียหายเป็นให้มารีดเสื้อให้ตลอด
ชีวิตเสียหรอก
“เปล่า...”
“แล้วนายตามฉันมาทำไม”
ยังไม่ทันที่ผมจะอธิบาย เธอก็ถามสวนมาเสียแล้ว
คิดแล้วอยากจะจับคนน่ารักนี่มาอบรมมารยาทกับคุณแม่นมที่บ้านเสียปี
สองปี ไม่สิ...ตลอดไปเลยดีกว่า
“ผมรู้สึกสนใจคุณ ก็เลย...”
พลั่ก!
พูด
ยังไม่ทันจะจบ ผมก็โดนหมัดของเธอเสยเข้าเต็มคาง
ทำไมว่าที่ภรรยาถึงได้หมัดหนักชะมัด
เล่นทำร้ายร่างกายกันก่อนแต่งอย่างนี้
อย่าหวังเลยว่าหลังเข้าหอจะลุกไหว!
“ไอ้โรคจิต!” เธอทิ้งท้ายไว้อย่างนั้นแล้ววิ่งหนีผมไปอีกทาง
นี่
ตกลงว่าผมโดนเธอหลอกเข้ามาในตรอกเหม็นเน่านี่สินะ
ชื่อก็ยังไม่ได้ถามแถมความสัมพันธ์ยังมาติดลบอีก
รู้ถึงไหนอายถึงนั่น เสือผู้หญิงเลื่องชื่ออย่างปาร์ค ยูชอนโดนลูบคมเข้าเสียแล้ว
“เป็นอะไรไปครับคุณชายปาร์ค ทำหน้าเหมือนจีบสาวไม่ติด”
เพื่อน
รักของผมเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงชวนประทับฝ่าเท้าใส่หลังเป็นที่สุด
ดูมันจะดีใจมากที่เห็นผมมีรอยช้ำม่วงช้ำเขียวตรงปลายคาง
“แม่ง ไม่ต้องมาเยาะเย้ย เอาเรื่องมึงให้รอดก่อนเถอะ” ผมหันไปมองมันตาขวาง เหอะ! ทำมาเป็นล้อ
“หึหึ บังเอิญว่าเรื่องกูมันรอดแล้วว่ะ” ไอ้หล่อหน้าหมียิ้มกริ่มด้วยความภูมิใจ มันยืดอกขึ้นในท่ากะข่มผมเต็มที
“
หา!” ถ้าจำไม่ผิด
ยุนโฮเพิ่งบอกผมว่ามันตกหลุมรักแจจุงเมื่อวานเป็นวันแรก
แล้วผ่านไปยังไม่ครบยี่สิบสี่ชั่วโมง
มันบอกผมว่าเรื่องของมันสำเร็จแล้ว
“อาฮะ
มึงไม่ได้ฟังผิด กูกับแจจุงคบกันแล้วเว้ย
ต้องขอบใจมึงด้วยนะเนี่ย” เฮ้ย! อะไรจะรวดเร็วปานนั้น
คู่ของยุนโฮทำให้ผมเชื่อแล้วว่าคนหนุ่มคนสาวสปาร์คกันได้ง่ายๆ
แต่จะให้ไอ้หมีมันเกินหน้าเกินตาแบบนี้น่ะเหรอ ผมยอมไม่ได้!
“ขอโทษนะที่พาเพื่อนมาด้วย พอดีหมอนี่อยากเห็นหน้าแจจุงน่ะ เอ่อ...นี่เพื่อนรักผมเอง ชื่อยูชอน...”
หึหึ
เรื่องอะไรผมจะยอมให้ยุนโฮลัคกี้อินเลิฟนำหน้า
ผมเลยขอร้องแกมข่มขู่ให้มันลากผมมาเอี่ยวในเดทแรกของมันด้วย
โดยยกเหตุผลขึ้นมาอ้างว่ามันเป็นคนลากผมตกหลุมรักไปกับมัน
แต่พอมันปีนขึ้นได้ก็คิดจะทิ้งให้ผมอยู่ในหลุมคนเดียวได้ลงคอ
งั้นเหรอ และเพราะสำนวนเสี่ยวของผมนั่นแหละ
ที่ทำให้หมีมันแทบจะเกี่ยวคอผมออกมาจากโรงเรียนก่อนที่ผมจะพ่นอะ
ไรชวนเลี่ยนให้มันได้อ้วกออกมาจริงๆ
“ไม่เป็นไรหรอก
เพราะผมก็พาเพื่อนมาด้วยเหมือนกัน อีกสักพักเขาคงจะมาถึง”
คนรักของยุนโฮสวยมาก การพูดการจาก็อ่อนโยนนุ่มนวลสมหน้าตา
ผิดกับคนน่ารักที่ผมติดใจเมื่อวาน
รายนั้นพูดจาห้วนห้าวมะนาวไม่มีน้ำ
ซ้ำยังเอาเปลือกกระแทกปากให้แสบเล่นอีกต่างหาก
แต่เอ๊ะ!...เมื่อกี้แจจุงแทนตัวเองว่ายังไงนะ ผม...งั้นเหรอ?
“ทางนี้ จุนซู!” อยู่ๆแขนของแจจุงก็ยกแขนขึ้นโบกไปมา เมื่อมองตามทางที่ดวงตากลมนั่นมอง ผมก็พบกับคนน่ารักของผม
วัน
นี้เธอตรึงสายตาผมมากกว่าเมื่อวานเสียอีก
ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะผมสีดำที่มันยาวเคลียไหล่เมื่อวานในตอน
นี้กลับสั้นกุดติดศีรษะ เหลือไว้ด้านหน้าที่ถูกเซ็ตทรงให้ชี้ขึ้น
ซ้ำเส้นผมพวกนั้นมันยังถูกย้อมให้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง
คิดว่าเธอคงกลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังโรงเรียนเลิก
เพราะตอนนี้เธออยู่ในชุดเสื้อกล้ามสีเทามันเลื่อมพอดีตัวที่คว้านคอ
ลึกจนถึงเนินอกราบเรียบ ใช่ครับ...ราบเรียบ ไม่สามารถวัดได้เลยว่าคัพอะไร ที่บอกว่าตรึงสายตาเนี่ย ความหมายก็คือช็อคนั่นเอง!
แต่
มาคิดดูอีกทีอาจจะไม่ใช่คนเดียวกันก็ได้
อาจจะเป็นพี่น้องฝาแฝดก็ได้นี่นา จริงไหม?
หรือไม่อาจจะเป็นคนรู้จักที่บังเอิญหน้าตาคล้ายกันก็ได้
กรณีแบบนั้นมันก็มีให้เห็นอยู่
“นี่จุนซู เพื่อนสนิทของผมเองครับ” แจจุงแนะนำตัวคนมาใหม่พร้อมยิ้มหวาน
“
เอ่อ...ไม่ทราบว่าจุนซูมีพี่น้องฝาแฝดหรือเปล่าครับ” ผมถามออกไป
พยายามบนบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในใจว่าอย่าให้เป็นคนเดียวกับคนน่า
รักเมื่อวานของผมเลย รายนั้นต้องเป็นผู้หญิงสิ
ไม่ใช่ผู้ชายแบบนี้
“นายเป็นใคร”
จุนซูไม่สนใจตอบที่ผมถาม
เขามองผมเหมือนประเมินค่าตั้งแต่ปลายผมจรดร่างส่วนที่โผล่พ้นโต๊ะ
นี่ถ้าไม่เกรงใจเพื่อน
คาดว่าเขาคงมุดโต๊ะตามลงไปมองให้ถึงปลายเท้าของผมเป็นแน่
“คนนี้ชื่อยูชอน เป็นเพื่อนยุน...” เสียงหวานๆของแจจุงแนะนำตัวแทนผม ทว่า...
“ไอ้-โรค-จิต”
เปรี้ยง!
รู้
สึกเหมือนโดนฟ้าผ่าตอนกลางวันแสกๆ
แฟนยุนโฮแนะนำตัวผมยังไม่ทันเสร็จ คุณเธอ...เอ่อ
ผมคงใช้สรรพนามนี้ไม่ได้แล้ว เอาเป็นจุนซูก็แล้วกัน
อ่า...จุนซูก็โพล่งขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจ
เป็นสามพยางค์ที่มี
อานุภาพล้นเหลือ
ทำให้ผมมั่นใจได้ทันทีอย่างไม่ต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าคนตรง
หน้านี้เป็นคนเดียวกับเมื่อวานอย่างแน่นอน
โอ้พระเจ้า! ผมต้องการแม่ของลูก ทำไมพระองค์ถึงเล่นตลก ส่งผู้ชายมาเขย่าใจผมแบบนี้ละคร้าบ~!?
To Be Continued
Talk : รูปที่เห็นเป็นสไลด์หนึ่งในพาวเวอร์พอยท์ของอ.Wanny วิชาIntroduction
to Business
มันเป็นผลพวงมาจากการที่ซินต้องพูดเกี่ยวกับหัวข้อนี้ในการนำ
เสนองาน
พอมันผ่านพ้นไปด้วยดีเลยเกิดความคิดเอามาแต่งเรื่องนี้นี่แหละค่ะ
และเรื่องนี้เป็นซีรี่ย์ชุดเดียวกันกับ D-Line :: รถไฟสายโชคชะตานะ
คะ บอกไปนานแล้วว่าจะเขียนให้มันเกี่ยวกันนิดนึง
แต่กว่าจะลงมือจริงๆก็ผ่านมาหลายเดือนจนเลยวันเกิดปาร์คมาแล้ว
ตอนแรกกะเลื่อนไปลงวันเกิดเซียเลยนะนี่ เหอเหอ
แต่เพราะอยากเขียนคลายเครียดไวๆ
เลยปั่นออกมาเป็นเรื่องสั้นนี้ล่ะค่ะ ปาร์ครั่วได้อีก
ทำไมซินชอบแต่งให้คุณชายมาแนวแบบนี้นักนะ - -“
ตอนนี้สั้นเนอะ
ซินหวังว่าตอนต่อไปคงไม่ยาวเวอร์ซึ่งเป็นผลมาจากการแบ่งตอนพลาดของ
ซินหรอกนะคะ - -" แต่ดูท่าทางเรื่องมันก้ไม่น่าจะยาวนา แหะแหะ
ขอบคุณ
ทุกคนที่เข้ามาอ่านและขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนท์นะคะ
ถึงซินจะไม่ได้ตอบ แต่ก็อ่านทุกคอมเมนท์นะคะ ^ ^ รักน้า~~~
จ๊วบๆ
ปล. ของแถมค่ะ ซินวาดเอง
ตั้งใจจะวาดแจจุง
แต่พอดีว่ารูปเดียวที่ซินวาดเหมือนคือรูปล้อเลียนตัวเอง
ดังนั้นแจจุงของซินเลยออกมาไม่เหมือนอย่างมากมาย เหอเหอ
มันไม่ใช่แจเลยเหอะซินนิสเตอร์ ฮ่าฮ่า ยัง...ยังไม่พอ
ไอ่สมุดที่วาดลงไปก็สมุดเล็คเชอร์
แกตั้งใจเรียนจริงๆเลยนะคะซินนิสเตอร์ นี่กะเรียนกี่ปีจบ?
(ไอ้นี่ไม่คิดจะย่อขนาดรูปเลยใช่ไหม?)

#1 By lin_lin_wu (125.25.99.123) on 2008-06-13 18:39