
Title : Tentacles
Author : Zinister
Category : Yaoi/Tentacle/Shotacon/Period/Drama
Couple : KiHae
Rate : NC-17
Picture : http://images-jp.amazon.com/images/P/B000E1KRE4.01.LZZZZZZZ.jpg
Warning :
- ฟิกเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของบุคคลในฟิก และไม่มีเจตนาที่จะทำให้บุคคลเหล่านั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด
- เรื่องแนว Tentacle รับไม่ได้กดปิดไปเลยค่ะ (ขยายความ tentacle = หนวดคล้ายๆหนวดปลาหมึกน่ะค่ะ)
................................................................
....................................
~•T•E•N•T•A•C•L•E•~
....................................
................................................................
ที่นี่คือที่ไหน...
ธรรมชาติสวยงามที่กลืนกินความวิตกกังวลภายในใจตลอดทั้งวันให้เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางป่าเขาอุดมสมบูรณ์และทุ่งดอกไม้นานาพรรณ เลียบไปตามลำธารสายเล็กที่ตัดผ่านหน้ากระท่อมไม้น่ารัก
บรรยากาศน่าหลงใหลเหล่านี้มีจริงหรือ
หากใช่...มันคือที่ไหนกัน
อี ทงเฮ...เด็กหนุ่มร่างเล็กผู้มีใบหน้าหวานน่ารักยิ่งกว่าสตรีบางคน กำลังก้าวเท้าเหยียบย่างไปบนพื้นพรมสีเขียวขจีของใบหญ้า เขาไม่รู้หรอกว่าที่นี่คือที่ใด บางทีมันอาจเป็นความฝัน...ความฝันที่เหมือนจริงเสียจนไม่น่าเชื่อว่ายามนี้เขากำลังนอนหลับบนเตียงนอนอุ่นในห้องส่วนตัว
ด้วยความที่ในเมืองหลวงหาโอกาสสัมผัสชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติรวมทั้งอากาศบริสุทธิ์ได้ยากนัก จึงไม่น่าสงสัยเลยหากเด็กหนุ่มจะเพลิดเพลินไปกับไอดินและกลิ่นสดชื่นเป็นเอกลักษณ์ของต้นไม้ใบหญ้า
“น้ำเย็นสดชื่นชะมัดเลย” เสียงใสของเด็กชายครางออกมาผ่านลำคอเมื่อเขาทรุดตัวลงนั่งตรงชายฝั่งแล้วจุ่มขาทั้งสองข้างลงแช่ในลำธาร ลำคอขาวผ่องเอนไปด้านหลังตามใบหน้าที่แหงนเงย ไหล่เล็กลู่ลงอย่างผ่อนคลาย จากนั้นทงเฮก็เอนหลังนอนราบไปกับผืนหญ้า
เปลือกตาสีมุกปิดสนิทเนิ่นนานก่อนที่แพขนตาจะกระพริบถี่แล้วยกตัวขึ้นเผยนัยน์ตาสีเปลือกไม้ เด็กหนุ่มนอนมองก้อนเมฆรูปทรงต่างๆที่ลอยเอื่อยเฉื่อยไปตามแรงลมแล้วจินตนาการไปเรื่อยเปื่อย เมฆก้อนนั้นเป็นหมู ส่วนเมฆก้อนนี้เป็นเต่า
“......!” ทว่าความสุขที่เกิดขึ้นได้ไม่นานก็มีอันต้องจบลง ดวงตากลมเบิกโพลงเมื่อสังเกตเห็นสิ่งหนึ่งกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ตัว
งูตัวใหญ่สีขาวนวลกำลังเลื้อยตรงมาทางเขา ทงเฮเคยได้ยินว่าหากเจองูอย่าเคลื่อนไหว ให้ทำตัวเงียบเสียงที่สุดแล้วปล่อยมันเลื้อยผ่านไปเอง เด็กหนุ่มพยายามทำตาม แต่ก็ไม่ได้ผลนัก
“อยะ..อย่าเข้ามานะ” เสียงเล็กครางด้วยความหวาดผวา แววตาสั่นระริกไปด้วยความกลัวที่เกาะกุมทั่วทั้งจิตใจ เจ้างูตัวนั้นมันตรงรี่มาทางเขาราวปักใจไว้แล้วว่าต้องเป็นเป้าหมายนี้เท่านั้น
ทงเฮตั้งท่าจะลุกหนี แต่ทันทีที่เขาทำอย่างนั้น ลำตัวลื่นของงูเผือกก็พุ่งเข้ามารัดรอบตัวเขาเอาไว้
“นี่...นี่มันอะ...อะไรกัน” สาบานได้ว่าตอนแรกทงเฮเห็นงูเผือกขนาดใหญ่นี่แค่ตัวเดียวเท่านั้น แต่ในตอนที่เขาโดนรัดเอาไว้อย่างนี้ ปรากฏว่ามีงูอีกโขยงกำลังตรงมาทางเขา พวกมันทั้งหมดช่วยกันรัดรึงตัวเขาไปเสียหมดทุกสัดส่วน
สัมผัสเรียบลื่นจากผิวเป็นเมือกที่กำลังเลื้อยไต่ไปตามร่างกายทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกๆ ยามลำตัวยาวๆของฝูงงูไถลไปโดนส่วนไวความรู้สึก เด็กหนุ่มก็ร้องครางออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่
“อะ..อึก อ๊า! ปล่อย...” ห้ามทั้งที่รู้ว่าพวกมันคงฟังภาษามนุษย์ไม่รู้เรื่อง แต่ทงเฮไม่มีทางเลือกอื่น ในเมื่อตอนนี้เขาขยับตัวไม่ได้แม้แต่ตารางนิ้วเดียว การขอร้องด้วยคำพูดจึงเป็นสิ่งเดียวที่ทงเฮนึกออก
“อ๋า!” ร้องด้วยความตกใจ เมื่อเจ้างูซุกซนตัวหนึ่งลอดผ่านใต้หว่างขาของเขาเข้าไปใกล้กึ่งกลางระหว่างเนินเนื้อทั้งสองข้างทางด้านหลัง ถูไถลำตัวลื่นชื้นของตัวเองกับปากทางเข้าที่ปิดสนิท
ดวงตาที่คลอด้วยน้ำใสเบิกกว้าง น้ำตาไหลพรากเป็นทางบนแก้มจนเปื้อนเปรอะ ทงเฮพยายามดิ้นหนีแต่ไม่มีประโยชน์ ตัวเขา...ทำได้เพียงกรีดร้องเท่านั้น
“ไม่นะ...อ๊ะ...ไม่!”
................................................................
....................................
~•T•E•N•T•A•C•L•E•~
....................................
................................................................
“ไม่!”
แผ่นหลังชื้นเหงื่อดีดลำตัวบอบบางขึ้นมาจากฟูกหนานุ่มที่รองรับร่างกายของเด็กหนุ่มมาตลอดทั้งคืน ทงเฮตะโกนลั่นก่อนหายใจเหนื่อยหอบ นัยน์ตาเจือแววหวาดผวากวาดมองไปรอบๆและพบกับสถานที่คุ้นเคย...ห้องนอนของเขาเอง
แผ่นอกยังคงสะท้านขึ้นลงเป็นจังหวะกระชั้นถี่ทั้งที่ตระหนักได้แล้วว่าเมื่อครู่เป็นเพียงฝันร้าย...ฝันร้ายที่ฉายซ้ำทุกๆคืนมากว่าสัปดาห์ ทว่าความกลัวที่คุกคามในจิตใจไม่สามารถหมดสิ้นได้เพียงแค่ชั่ววินาที ทงเฮยกหลังมือขึ้นปาดคราบเหงื่อที่เปียกปอนบนใบหน้าก่อนพยายามปลอบใจตัวเองว่ามันไม่มีอะไรมากไปกว่าความฝันแม้ในใจยังคงสั่นไหวซ้ำยังวูบโหวงแปลกๆ
หลังจากให้เวลาตัวเองได้ทำใจสักพัก มือเรียวก็ฉวยเอานาฬิกาตรงหัวเตียงขึ้นมาดู และพบว่าเขาตื่นก่อนเวลาที่ตั้งใจไว้ราวหนึ่งชั่วโมง ทั้งที่เมื่อคืนได้นอนยังไม่เต็มอิ่ม แต่ทงเฮก็ไม่ปรารถนาจะหลับอีกครั้ง เขาจึงลุกขึ้นแล้วหยิบผ้าเช็ดตัวเดินหายเข้าไปในห้องน้ำเพื่อล้างคราบไคลจากฝันร้าย
Tru…Tru…Tru…
หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย ยังไม่ทันที่ทงเฮจะละเลียดอาหารเช้าในจานเสร็จดี เสียงโทรศัพท์บ้านที่วางอยู่ข้างเตียงก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
“สวัสดีครับ” กรอกเสียงหวานๆลงไปให้คนโทรมาได้ชื่นใจ
“ชางมิน! นายช่วยมาหยิกแก้มฉันทีสิ นี่ฉันไม่ได้กำลังโดนผีหลอกใช่ไหม ทงเฮตื่นเช้าเป็นกับเขาด้วย อะ...โอ๊ย!” เสียงจากปลายสายเล็ดรอดเข้ามาเรียกรอยยิ้มยามเช้า เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดในท้ายประโยคนั่นคงเป็นเครื่องยืนยันว่าเจ้าเด็กหน้าเกินอายุโดนคนรักตัวสูงจัดการตามที่เจ้าตัวร้องขอเรียบร้อย
“นี่! ให้มันน้อยๆหน่อยยูฮวาน ฉันตื่นเช้าแล้วมันน่าแปลกใจตรงไหนกัน” ทงเฮแสร้งดัดเสียงไม่พอใจ หากคนที่กำลังคุยด้วยมาเห็นหน้าเขาตอนนี้ ก็คงจะรู้ว่าปากที่ยิ้มๆอยู่น่ะ มันแทบจะฉีกไปถึงท้ายทอยแล้วด้วยซ้ำ
“สุดๆเลยล่ะ ว่าแต่...นายเตรียมตัวเรียบร้อยรึยัง อีกสิบนาทีพวกฉันจะถึงบ้านนายแล้วนะ” ยูฮวานบอกเสียงเจื้อยแจ้ว แม้มันจะน่ารำคาญสำหรับบางคนที่มีเพื่อนพูดมากอย่างนี้ แต่ทงเฮนึกหน้าของชางมินออกเลยว่าตอนนี้คงจะกำลังยิ้มกับความน่ารักของแฟนตัวเอง เพราะไม่ว่าอะไรที่ยูฮวานทำ ชางมินก็มองว่ามันดีไปเสียหมด
“เรียบร้อยแล้วล่ะ พวกนายรีบมาเร็วๆเลยนะ ฉันอยากไปเที่ยวจะแย่แล้ว” ทงเฮกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใส การเดินทางครั้งนี้พวกเขาจะไปกันเพียงสามคนโดยมีชางมินเป็นสารถีจำเป็น ก็รายนั้นเป็นคนเดียวที่ขับรถเป็นนี่นา เพราะถ้าไม่ใช่เพราะฐานะร่ำรวย ก็ไม่มีพ่อแม่คนไหนจะซื้อรถยนต์ราคาแพงระยับให้ลูกชายอายุสิบห้าหรอก!
“อ้อ! ถ้านายยังพอมีเวลา ช่วยเตรียมของว่างไว้อุดปากชางมินที” ทงเฮเดาได้เลยว่าที่ยูฮวานพูดอย่างนี้คงเป็นเพราะเจ้าเด็กตัวยักษ์ที่นั่งหน้าบูดอยู่ข้างๆเป็นแน่ ก็สำหรับชางมินน่ะ อะไรจะสำคัญไปกว่ายูฮวานและอาหารทุกชนิดอีกล่ะ
“บอกเจ้านั่นด้วยนะว่าฉันจัดไว้ให้เรียบร้อยแล้วล่ะ” อาจเป็นเพราะฝันร้ายที่ทำให้เขานอนไม่หลับส่วนหนึ่ง และเพราะความตื่นเต้นที่จะได้ไปเที่ยวกับเพื่อนสนิทโดยไม่มีผู้ใหญ่อีกส่วนหนึ่ง ทงเฮเลยลุกขึ้นมาจัดการอะไรได้รวดเร็วผิดนิสัยเฉื่อยชาของเขา
“งั้นไว้เจอกันนะ จะถึงแล้วล่ะ” แล้วยูฮวานก็จบบทสนทนาที่ถูกผูกขาดแค่เขากับทงเฮ แต่เด็กน้อยก็รู้ว่าเจ้าตัวยุ่งคงหันไปชวนสารถีจำเป็นคุยต่อแน่ๆ ก็คนอย่างยูฮวานน่ะ...เงียบนานๆเป็นเสียที่ไหนกัน
................................................................
....................................
~•T•E•N•T•A•C•L•E•~
....................................
................................................................
หลังจากเสียเวลาในการเดินทางราวสี่ชั่วโมง ทั้งสามคนก็มาถึงบ้านคุณตาของชางมินที่เจ้าของบ้านสูงวัยใจดีออกปากให้หลานรักชวนเพื่อนมาเที่ยว บ้านชั้นเดียวขนาดกะทัดรัดตั้งอยู่บริเวณชายป่า ถูกรายล้อมด้วยต้นไม้สูงใหญ่ให้บรรยากาศร่มรื่น หลังจากเข้าไปสวัสดีคุณตาและเอาสัมภาระไปเก็บ ทงเฮก็รีบออกมาสำรวจธรรมชาติด้วยความตื่นเต้น
เมื่อก้าวออกมาจากประตูทางด้านข้างของตัวบ้าน เด็กชายก็สังเกตเห็นลำธารสายเล็กความลึกแค่เข่า และฝั่งตรงข้ามกันนั้นก็คือกระท่อมไม้ที่คุ้นเคยนักในความรู้สึก
นั่นมัน...กระท่อมที่เขาฝันถึงนี่นา
ทงเฮกวาดตามองบรรยากาศโดยรอบ ใช่แน่ๆ...สถานที่ที่เขาฝันถึง มันก็คือที่นี่นั่นเอง ไม่น่าเชื่อว่ามันจะมีอยู่จริง
แล้วก็เหมือนมีบางสิ่งดึงดูดให้เข้าไปหา เด็กชายค่อยๆก้าวขาลงน้ำด้วยอาหารเหมือนคนไม่รู้ตัว สองเท้ากำลังจะก้าวขึ้นฝั่งอยู่แล้วถ้า...
“ทงเฮ! คุณตาให้มาตามไปทานข้าว แล้วนั่นนายกำลังจะไปไหนน่ะ” ถ้าหากไม่มีเสียงเรียกของชางมิน คนตัวเล็กที่สุดในทริปก็คงก้าวข้ามไปฝั่งตรงข้ามนั่นแล้ว
เสียงตะโกนของชางมินดึงทงเฮให้หลุดออกจากภวังค์เมื่อครู่ เด็กหนุ่มเดินกลับเข้าฝั่งด้วยอาการมึนงง ไม่เข้าใจว่าเมื่อกี้ตัวเองกำลังจะทำอะไร
“คุณตาเคยห้ามไม่ให้ฉันเข้าไปในกระท่อมนั้น นายเองก็อย่าเข้าไปเลยนะ มันอาจจะมีอะไรไม่ดีก็ได้” เพื่อนตัวสูงกล่าวเตือนด้วยความหวังดี เขายังจำได้เมื่อตอนที่ยังเล็กและถูกดุมากมายแค่ไหนเมื่อพยายามแอบเข้าไปเล่นในนั้น
ทงเฮไม่ได้ตอบรับ ร่างบางเพียงแค่เอียงคอด้วยความสงสัย กระท่อมหลังเล็กน่ารักนั่นจะมีพิษมีภัยอะไร จะว่าไม้ผุก็ไม่ใช่ในเมื่อยังดูสภาพดีอย่างนั้น แต่ทั้งที่สงสัย ทงเฮก็ไม่ถามอะไรออกไป เพราะรู้ว่าอย่างไรเสีย ชางมินก็คงตอบไม่ได้เหมือนกัน
เมื่อเข้ามาในบ้านที่โทนสีเบจของผนังโดยรอบทำให้รู้สึกอบอุ่น ทงเฮก็เห็นสารพัดจานอาหารที่ถูดจัดวางอย่างดีบนโต๊ะยาว ซึ่งตรงหัวโต๊ะมีคุณตากับคุณยายของชางมินนั่งอยู่ก่อนแล้ว ถัดมาคือยูฮวาน ทงเฮจึงเลือกนั่งฝั่งตรงข้ามคู่รักสูงปรี๊ดนี่แทน
“ทานเยอะๆเลยนะหนู อาหารพวกนี้เป็นสูตรเด็ดของยายเขาเลยนะ” คุณตาใจดีเอ่ยปากพลางตักกับข้าวพื้นเมืองประเภทหนึ่งให้กับทงเฮที่เขารู้สึกเอ็นดูเป็นพิเศษ
“ขอบคุณครับ” เด็กหนุ่มตอบกลับอย่างมีมารยาท คุณตาและคุณยายยิ้มรับก่อนหันไปเอาอกเอาใจหลานคนโปรดและคนรักที่ติดสอยห้อยตามมาด้วยกัน
ระหว่างที่ทานอาหาร ทงเฮก็ยังคงครุ่นคิดถึงกระท่อมต้องห้ามหลังนั้น เขาไม่เคยรู้สึกอยากรู้อยากเห็นในเรื่องอะไรขนาดนี้มาก่อน ตั้งใจไว้ว่าอย่างไรเสียก็ต้องลองเข้าไปข้างในนั้นให้ได้ แต่เรื่องนี้เขาจะไม่บอกใครเด็ดขาด!
หลังจากอาหารเย็นผ่านไป คุณตา คุณยาย หลานรักและผองเพื่อนก็มานั่งคุยกันในห้องนั่งเล่น ชางมินเล่าให้ฟังว่าคุณยายของเขาดูดวงแม่นมาก ซ้ำยังมีคุณตาที่รับรองความน่าเชื่อถือให้อีกแรง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่การพูดคุยครั้งนี้จะเกี่ยวกับเรื่องดวงของแต่ละคน
“ทงเฮ เตรียมใจเอาไว้เลยนะว่าหนูจะได้เจอเนื้อคู่เร็วๆนี้ แต่คู่ของหนูน่ะ...ไม่เหมือนคนทั่วไปหรอกนะ ตอนนี้เขาก็กำลังจับตามองหนูอยู่” หลังจากดูวันเดือนปีเกิด เวลาตกฟาก เส้นลายมือ และลักษณะโดยรวมของทงเฮ คุณยนายก็สรุปออกมาด้วยท่าทางมั่นใจ
“ว้าว! นายจะได้เป็นแฟนกับสุดยอดเพอร์เฟ็คแมนแน่เลยทงเฮ” ยูฮวานที่นั่งเท้าคางฟังอย่างเพลิดเพลินก็แทรกเสียงแซวเพื่อนรักเป็นระยะ ทำเอาใบหน้าหวานขึ้นสีเรื่อด้วยความเขินอาย
“ส่วนเนื้อคู่เจ้าชางมินน่ะ จะเป็นคนนิสัยต่างกันสุดขั้ว ก็ดีนะ...ชีวิตมันจะได้มีชีวิตชีวาบ้าง ตากับยายก็ต้องฝากยูฮวานช่วยดูแลมันหน่อยก็แล้วกัน” เมื่อเห็นเจ้าเด็กตัวสูงล้อเพื่อนตัวเอง คุณยายก็อดหันมาหยอกไม่ได้
“คุณยายครับ พูดอะไรก็ไม่รู้ ดูสิ...แฟนผมเขาอายม้วนต้วนแล้วเนี่ย” ทั้งที่พูดเสียงเข้มแบบนั้น แต่บนใบหน้าของชางมินกลับปรากฏรอยยิ้มซุกซน บ่งบอกว่าพอใจคำพูดนั้นอยู่ไม่น้อย
แล้วเสียงหัวเราะเฮฮาก็ดังขึ้นเป็นระยะในห้องนั่งเล่นของบ้านหลังเล็กท่ามกลางต้นไม้ใบหญ้าและบรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติเช่นนี้...
................................................................
....................................
~•T•E•N•T•A•C•L•E•~
....................................
................................................................
เมื่อนาฬิกาตีบอกเวลาสี่ทุ่ม ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน ตอนแรกเด็กชายทั้งสามคนต้องนอนห้องเดียวกันถ้าไม่ติดว่าชางมินหลานรักงอแงขอนอนกับยูฮวาน ดังนั้นทงเฮจึงได้ห้องใต้หลังคามาพักคนเดียวแบบสบายๆ
เด็กชายรอ...รอเวลาให้ทุกคนหลับใหลเสียก่อน ตัวเองจึงค่อยแอบย่องลงมาตามบันได เปิดและปิดประตูบ้านเบาๆแล้วสาวเท้าเดินไปทางกระท่อมหลังนั้น ทั้งที่ทงเฮพยายามบอกตัวเองว่าการกระทำนี้มันไม่สมควร แต่ร่างกายกลับเลือกที่จะเชื่อฟังพลังแปลกๆที่ดึงดูดเขาให้สนใจเจ้ากระท่อมไม้นั่นมากกว่า
มือเล็กผลักบานไม้ให้เปิดออก ทั้งที่หากห้ามไม่ให้คนเข้า มันก็สมควรจะถูกลงกลอนอย่างแน่นหนาไม่ใช่หรือ ทว่าเมื่อสัมผัสเพียงแค่บางเบา ประตูที่ท่าทางจะหนักไม่น้อยนั่นก็เปิดออกราวกับจะเชื้อเชิญให้เข้าไปภายใน
ดวงตากลมกวาดมองไปรอบๆห้อง สภาพอาจดูซอมซอและเก่าบ้างไปตามเวลา แต่โดยรวมแล้วก็ยังไม่ถึงขั้นทรุดโทรม เมื่อพยายามเพ่งสยายตาผ่านหยากไย่หนาเตอะ ทงเฮก็รับรู้ได้ว่ากระท่อมนี้มีเครื่องเรือนเพียงแคร่ไม้ไผ่ที่วางชิดติดหน้าต่างบานเล็ก และโต๊ะกลมตัวหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ข้างประตู
ทงเฮปัดไยแมงมุมที่ขวางหน้าให้พ้นทาง เขาเดินตรงไปยังโต๊ะไม้ตัวนั้นซึ่งเมื่อครู่เขาเห็นว่ามันมีบางสิ่งถูกวางอยู่ และเมื่อเข้าไปใกล้ๆ สิ่งที่เด็กหนุ่มเห็นก็คือลูกแก้วกลมขนาดเหมาะมือ นัยน์ตาสีเปลือกไม้จ้องมองด้วยความสงสัย มันเอาไว้ทำอะไรกัน
“อย่างกับแม่หมอเลย” เสียงหวานเปรยกับตัวเอง เขาลองเอามือทั้งสองข้างเข้าไปใกล้ลูกแก้วนั้น แล้วทำมือราวกับกำลังลูบไล้มันไปมา จะต่างกันเพียงแค่ว่ามือของเขายังไม่สัมผัสเนื้อแก้วแตกได้นั่นแม้แต่นิด
น่าแปลกที่เมื่อไออุ่นจากร่างของเขาพัดผ่านผิวแก้วนั่น ก็ปรากฏหมอกควันสีม่วงขุ่นเข้มขึ้นภายในลูกแก้ว ทงเฮขมวดคิ้วด้วยความเคลือบแคลง เจ้านี่มันเป็นของเล่นประเภทไหนเนี่ย
มือนุ่มตัดสินใจสัมผัสลูกแก้วนั่น หวังจะหยิบมันขึ้นมาดูให้เห็นชัดๆกับตา ทว่าเมื่อมือแตะโดนผิวที่หุ้มอยู่ ทงเฮก็ถึงกับผละออกด้วยความตกใจ เมื่อสิ่งที่เขาสัมผัสได้ไม่ใช่ผิวแก้ว ทว่าเป็นเมือกลื่นที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
ทำไมมันถึงมองไม่เห็นทั้งที่สัมผัสชื้นแฉะนั่นยังคั่งค้างที่มืออยู่เลย ทงเฮไม่คิดว่าตัวเองตาฝาดแน่ๆ แต่เขาคิดว่าตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับบางอย่างที่เหนือธรรมชาติ มือเรียวเช็ดคราบเมือกนั่นเข้ากับชายเสื้อและขากางเกง อา...เขาไม่ควรเข้ามาที่นี่เลยจริงๆ
เมื่อคิดได้อย่างนั้น ทงเฮก็หมุนตัวจะกลับออกไป ทว่าอยู่ๆคราบลื่นชื้นที่เพิ่งเช็ดกับชายเสื้อนั่นก็กลับกลายเป็นบางอย่างที่ทั้งยาวและเรียบลื่น สัมผัสที่เขาคุ้นเคยเหลือเกินในความฝัน อย่าบอกนะว่ามีงูอยู่ในกระท่อมนี่ด้วย
ดวงตากลมโตเหลือบมองรอบเอวของตัวเองด้วยความหวาดหวั่นเพราะนึกว่ามันคงเป็นงูสักตัวที่เลื้อยมาโอบรอบตัวเขาเอาไว้ ทว่าสิ่งที่เห็นกลับทำให้ทงเฮตกใจมากขึ้นไปอีก เพราะมัน...คืออะไรสักอย่างที่ดูคล้ายหนวดปลาหมึกยักษ์ จะผิดกันตรงที่มันเรียบลื่น ไม่มีเนื้อขรุขระตะปุ่มตะป่ำ แต่มันก็ทั้งชื้นและแฉะ!
“อยะ..อย่า ออกไปนะ!” ทงเฮพยายามปัดป้อง ทว่าเจ้าหนวดเหนียวหนึบนี่อยู่ๆก็โผล่มาจากทางไหนอีกไม่รู้ตั้งมากมาย สองในนั้นมันตรงเข้ามารวบข้อมือของเขา ซ้ำยังจับตรึงไว้เหนือหัว เช่นเดียวกับข้อเท้าทั้งสองข้างที่ถูกเจ้าหนวดปริศนานี้พันเอาไว้โดยรอบ แผ่นหลังของเขาถูกดันไปจนชิดกับผนังไม้
“ไม่...ไม่” ท่อนเนื้อมีชีวิตนั้นพยายามจะดึงข้อเท้าของเขาให้แยกห่างออกจากกัน ทงเฮพยายามแล้วที่จะหุบขาเอาไว้ ทว่าเส้นเนื้อลื่นสายใหม่ก็รัดรอบต้นขาทั้งสองข้างของเขา แล้วจับแยกออกจากกัน
ขณะที่ทงเฮมัวแต่พุ่งความสนใจไปที่ท่อนล่างของตัวเอง หนึ่งในเจ้าหนวดซุกซนก็ป่ายปะมาตามแผ่นอก ไล้ผ่านยอดอกสีหวานราวลูกกวาดเปี่ยมน้ำตาล แต่ดูเหมือนว่าแค่คืบคลานผ่านจะไม่ทำให้มันพอใจเท่าไรนัก ดังนั้นลูกกวาดสีสวยจึงถูกดึงและขยี้ไปมา
“อะ...อา” เสียงครางผ่านลอดลำคอออกมาโดยไม่รู้ตัว เด็กชายแอ่นอกขึ้นรับสัมผัสนั้นอย่างไร้เดียงสา และช่วงที่เขามัวแต่ตอบสนองสัมผัสส่วนบน ท่อนล่างก็ถูกรุกรานอีกครั้ง
แก่นกายอ่อนนุ่มของทงเฮถูกรัดรึงด้วยหนวดเส้นหนึ่ง เจ้านั่นมันจงใจบีบท่อนเนื้อของเขาซ้ำยังบดขยี้แถวส่วนปลาย จนสัดส่วนไวความรู้สึกเริ่มตื่นตัวขึ้นมา เด็กชายไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองจะมีอารมณ์ร่วมไปกับสิ่งมีชีวิตพันธุ์ประหลาดนี้ ทว่า...มันก็เป็นไปแล้ว
“ปล่อย...” เสียงห้ามขาดห้วงเมื่อสารพัดหนวดเลื้อยไต่ไปทั่ว ทุกตารางร่างกายที่มันผ่านไปก็จะทิ้งรอยเมือกลื่นชื้นแฉะเอาไว้ ทงเฮรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นอะไรสักอย่างที่ถูกเคลือบไปด้วยของหยุ่นๆที่มีกลิ่นอับชื้น
“...!” ทั้งเนื้อตัวผวาเกร็งขึ้นมาเมื่อรับรู้ถึงบางสิ่งที่กำลังคืบคลานผ่านช่องทางด้านหลังของเขา เด็กชายกลั้นหายใจตลอดเวลาที่เจ้าหนวดบ้าบอนั่นถูไถไปมาตรงช่องแคบที่ปิดสนิทของเขา
“อือ...” ความเย็นจากผิวชื้นแฉะทำให้ประสาทสัมผัสของทงเฮตื่นตัว กล้ามเนื้อโดยรอบเริ่มคลายตัวลงเหมือนเต็มใจน้อมรับสัมผัส วูบนั้นเองที่เด็กชายรู้สึกรังเกียจตัวเองเหลือเกิน
“อ๊า!” เด็กชายครางดังลั่นจนสุดเสียงเมื่อรอยจีบที่ปิดสนิทโดนรุกรานด้วยลำตัวอวบหนาของปีศาจหนวด ทงเฮเจ็บ...เจ็บเหมือนร่างกายโดนฉีกแยกชิ้นส่วนออกจากกัน ดวงตากลมเบิกกว้างและคลอไปด้วยน้ำไม่มีสี ทั้งร่างกายยิ่งเกร็งหนักขึ้นไปอีก
“เจ็บ อะ!” ริมฝีปากบางที่เผยอครางออกมาผะแผ่วถูกสอดแทรกด้วยหนวดอีกอันหนึ่ง ความคับแน่นที่เต็มช่องปากทำให้คำพูดต่างๆไม่สามารถเปล่งออกมา นาทีนี้ทงเฮรู้สึกอดสูสภาพตัวเองอย่างที่สุด
ท่อนเนื้อที่คั่งค้างอยู่ภายในร่างกายเริ่มขยับแทรกลึกเข้าไป มันถอดถอนตัวเองออกมาก่อนจะกระแทกตัวสอดกลับเข้าไปอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วทั้งสะโพก เจ้าปีศาจที่ว่าไม่มีความปรานีต่อเขาเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งทงเฮเกร็ง ช่องทางนั้นจะยิ่งบีบรัด แล้วเจ้าหนวดชั่วร้ายนั่นจะยิ่งฝืนตัวแทรกเข้ามา เด็กชายน้ำตาไหลพราก ทั้งหวาดกลัว ทั้งเจ็บปวด ทั้งสมเพชตัวเอง
สัดส่วนบ่งบอกเพศของเด็กน้อยสั่นระริกเมื่อหนวดเส้นหนึ่งที่ยึดครองทั่วแก่นกายขยับรูดตัวขึ้นลงไปมา พร้อมกับหนวดทางด้านหลังที่เร่งจังหวะเข้าออก ไหนจะยังหนวดที่บดขยี้ยอดอกของเขาอีก ทงเฮกลัว...กลัวความรู้สึกแปลกๆที่กำลังเกาะกุมจิตใจเขาในตอนนี้
ทั้งที่นี่คือการขืนใจ แต่ทำไม...เขาจึงรู้สึกร่วมไปกับมันด้วย
“อา..อา...” เด็กน้อยครางในลำคอเมื่ออารมณ์ปรารถนาทั้งหมดกำลังจะดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด แม้อ่อนประสบการณ์แต่ทงเฮก็รับรู้ได้จากจังหวะทุกอย่างที่ถูกเร่งเร้าเสียจนถี่กระชั้น เขารู้สึกว่าตัวเองตาลายไปหมด รอบตัวมีแต่แต่เสียงลมพัดอื้ออึง บางทีอาจเป็นเพราะเขากำลังจะสำลักความสุขนี่จนหัวหมุนเสียก็เป็นได้ และไม่นานต่อจากนั้น ทงเฮก็รู้สึกได้ถึงธารอุ่นร้อนที่ฉีดพ่นเข้ามาร่างกายของเขา มันเยอะเสียจนไหลเปรอะลงมาตามเรียวขาเมื่อเจ้าหนวดนั่นถอนตัวออกไป
ร่างของเด็กชายทรุดลงกับพื้นเปื้อนฝุ่นเมื่อสารพัดเส้นสายที่ตรึงตัวเขาเอาไว้เมื่อครู่หดหายไปเสียหมด
“ฮึก...ฮือ...” มือเรียวถูกยกขึ้นมาปิดหน้าของตัวเอง เด็กน้อยร่ำไห้อย่างเสียขวัญ เขาเจ็บเขาปวดไปหมดทั้งตัว และเมื่อร้องไห้นานๆเข้า ทงเฮก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
................................................................
....................................
~•T•E•N•T•A•C•L•E•~
....................................
................................................................
หลังจากหลับไปได้ระยะหนึ่ง แพขนตายาวเริ่มกระพริบปริบ เปลือกตาสีน้ำนมเช่นเดียวกับสีผิวค่อยๆยกตัวขึ้นด้วยความสะลึมสะลือ ทงเฮตาหรี่ปรือด้วยความง่วงงุน สิ่งแรกที่เขาเห็นคือบรรยากาศที่ปกคุลมไปด้วยม่านหมอกสีม่วงขุ่นแบบเดียวกับที่เห็นในลูกแก้วไม่มีผิด สักพักหมอกควันเล่านั้นก็จางหายไป แล้วสิ่งที่ปรากฏแทนที่ก็คือ...
ร่างของชายคนหนึ่ง
“นาย...นายเป็นใคร” เด็กน้อยถามออกไปเสียงสั่น รีบยันตัวขึ้นนั่งแล้วกระถดหนีด้วยความหวาดระแวงเสียจนหลังติดผนังกระท่อม
“ข้าชื่อคิบอม ข้ารอคอยเจ้ามาแสนนาน...ทงเฮที่รัก” ชายคนนั้นค่อยๆย่างเท้ามาทางเขา คิบอมยื่นมือออกมาตรงหน้าตัวเอง ทว่าทงเฮก็ขลาดกลัวเกินกว่าจะจับมือนั้นเอาไว้ สัญชาติญาณในกายกำลังบอกเขาว่าคนตรงหน้าไม่น่าไว้ใจ
“เราไม่เคยรู้จักกัน นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย!” ดวงตาคลอด้วยน้ำใสตวัดมองหน้าอีกฝ่าย พยายามถอยหนีมือที่ถูกยื่นค้างออกมาข้างหน้า
“ความรักของข้าไม่ใช่เรื่องบ้า ข้ารอเจ้าที่นี่...มาตลอดนับพันปี” คำพูดแปลกประหลาดที่คิบอมพูดออกมาทำให้เรียวตาของคนสวยเบิกกว้าง บ้าหรือเปล่า! มนุษย์ที่ไหนจะอายุยืนเป็นพันๆปี แถมหน้าตาที่เห็นอยู่นี้ก็ไม่ได้บ่งบอกเลยว่าอายุมากขนาดนั้น
คนที่ทงเฮเห็นคือชายหนุ่มรูปร่างสมส่วนผู้มีเรือนผมสีดำสนิทราวปีกกา ดูโดยรวมแล้วอาจจะอายุมากกว่าเขาแค่สามหรือสี่ปีเท่านั้น ใบหน้าคมสันดูเฉยชาทว่าในเรียวตาสีเข้มกลับฉายแววโหยหาอย่างน่าประหลาด และดวงตาคู่นั้นก็กำลังจ้องมาที่เขา
ทงเฮหรี่ตามองด้วยความไม่เข้าใจและฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายดึงมือกลับไป รีบยันตัวลุกขึ้นและตั้งท่าจะหนี ทว่าต้นแขนของเขาก็ถูกสัมผัสชื้นแฉะรัดเอาไว้
“นาย...นายไม่ใช่มนุษย์ นายมันเป็นไอ้ปีศาจเมื่อกี้ใช่ไหม ทำไม...ทำไมถึงทำกับฉันแบบนี้!” สิ่งที่เด็กชายเห็นคือหนวดลื่นที่ทำมิดีมิร้ายกับเขาเมื่อครู่ ภายในสมองเล็กๆประมวลผลอย่างว่องไว ไม่ผิดแน่...หมอนี่ต้องมีบางอย่างเกี่ยวข้องกับไอ้ตัวประหลาดเมื่อกี้
“เพื่อปลดพันธนาการข้าอย่างไรล่ะ” อีกฝ่ายตอบกลับมาเสียงทุ้ม คิบอมบังคับจิตให้หนวดที่ยึดแขนทงเฮเมื่อครู่หดตัวหายไป เขาใช้มือของตัวเองลูบบนเรือมผมนุ่มด้วยความรักใคร่เอ็นดู
“ปลดพันธนาการ? นายทำแบบนั้นกับฉันเพราะ...เพียงแค่จะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระงั้นเหรอ นายมัน...นายมันชั่วร้ายที่สุด! ฉันเกลียดนาย” ทงเฮตวาดลั่น เสียงของเด็กน้อยสั่นเครือก่อนน้ำตาระลอกใหญ่จะเทไหลลงมาจากดวงตากลมโตอีกครา
คิบอมนิ่งไปเมื่อโดนอีกฝ่ายตะโกนใส่หน้าว่าเกลียดทั้งที่เขามีใจรักใคร่เจ้าตัวเล็กมานับพันปี และทงเฮก็อาศัยจังหวะที่อีกคนชะงักอยู่วิ่งออกจากกระท่อมไป
................................................................
....................................
~•T•E•N•T•A•C•L•E•~
....................................
................................................................
ทงเฮรีบวิ่งออกมาอย่างไม่คิดชีวิตโดยไม่หันกลับไปดูกระท่อมนั้นอีกเลย เขาเร่งฝีเท้าวิ่งขึ้นห้องตัวเองโดยลืมระวังว่าจะก่อเสียงตึงตังสักเพียงไร ตอนนี้เด็กน้อยเสียใจจนไม่คิดอะไรอื่นอีกแล้ว
เมื่อมาถึงห้องพักของตัวเอง ทงเฮก็รีบกดล็อกประตูราวกลัวว่าจะโดนคนอื่นบุกรุก ก่อนจะทิ้งตัวนอนคว่ำหน้ากับเตียงนอน ร่ำไห้สะอึกสะอื้นกับปลอกหมอนสีครีม
“ทงเฮ...” เสียงของแขกไม่ได้รับเชิญดังขึ้นจากทางปลายเตียง เด็กน้อยชะงักน้ำตาที่กำลังไหลรินแล้วหันไปทางต้นเสียงทันที
เมื่อเห็นว่าคนที่เรียกชื่อตัวเองคือเจ้าปีศาจหน้าตาดีที่กำลังยืนอยู่ตรงปลายเตียง ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ ริมฝีปากบางทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยอะไรออกไป กลีบปากสีสดก็ถูกครอบครองพร้อมกับที่คิบอมผลักร่างเล็กของเด็กวัยสิบห้าให้เอนราบไปกับที่นอน
“อื้อ!” เด็กชายกำหมัดแน่น ทั้งทุบทั้งตีคนที่กำลังรุกรานโพรงปากของตัวเอง ทว่ามือทั้งสองข้างก็ถูกรวบไปไว้เหนือศีรษะทั้งที่คิบอมยังไม่ทันขยับตัว อา...ไอ้หนวดลูกสมุนพวกนั้นอีกแล้ว
เมื่อมือใช้สู้ไม่ได้ ขาเรียวก็ช่วยกันถีบช่วยกันเตะร่างหนาๆนั่น แต่มันก็ไม่สะเทือน ซ้ำไอ้หนวดบ้ามันยังตรึงขาเขาแยกออกจากกันอีก สภาพของทงเฮตอนนี้ที่ถูกจับขึงพืดสี่ด้านเอาไว้ ไร้ความสามารถจะต่อต้านโดยสมบูรณ์
ริมฝีปากร้อนที่ขโมยจุมพิตยังคงยึดครองกลีบปากนุ่มนิ่มอยู่ คิบอมบดขยี้ริมฝีปากตัวเองลงไปอีก ลิ้นร้อนที่ซุกซนภายในยังคงเกี่ยวกระหวัดเอาลิ้นของเด็กชายต่อไปอย่างไม่รู้จักเบื่อ
หนวดเหนียวเกี่ยวเอาเสื้อผ้าออกจากร่างกายของเด็กน้อย เผยร่างกายนวลผ่องเย้ายวนตรงหน้าคิบอม
หน้าสวยเบือนหนีทุกครั้งที่จุมพิตร้อนผ่าวนั้นแนบลงมา ไม่ว่าจะเป็นริมฝีปาก ซอกคอ หรือแม้แต่ส่วนต่างๆของร่างกาย ทงเฮพยายามขัดขืน แต่สัมผัสเร่าร้อนนั้นก็หลอมให้ตัวเขาแทบละลาย ไม่เข้าใจว่าทำไมร่างกายของตัวเองจึงมีปฏิกิริยาตอบรับได้ขนาดนี้
ลิ้นชื้นของคิบอมลากไล้ไปทั่วร่างกายของผ่องของเด็กน้อย ผ่านยอดอกสีสวย หน้าท้องแบนราบ ไปจนถึงแก่นกายที่เริ่มตั้งชัน คิบอมยิ้มมุมปากเมื่อเห็นว่าร่างกายของทงเฮตอบรับเขาดีเพียงไร แม้ปากเจ้าเด็กน้อยจะร้องห้าม ทว่าร่างกายก็ซื่อสัตย์กว่ากันเยอะ
“ไม่เอา...อย่าทำแบบนี้” เสียงหวานสั่นเครือ น้ำตาไหลพรากอย่างห้ามไม่อยู่ ถ้ารัก...ทำไมจึงทำเรื่องน่าอายแบบนี้กับเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วย
แต่คำห้ามใดๆไม่เป็นผล คิบอมใช้ลิ้นร้อนของตัวเองแตะลงบนปลายยอดของอวัยวะไวสัมผัส หยอกเอินมันด้วยลิ้นและมือจนร่างบอบบิดเร่า แผ่นหลังแอ่นขึ้นจนไม่ติดที่นอน เรียกเสียงครวญครางให้ดังซ้ำแล้วซ้ำอีก ทงเฮหลับตาแน่น ไม่สามารถทนมองสภาพของตัวเองได้มากกว่านี้ ฟันขาวขบเม้มริมฝีปากจนแดงช้ำ
“อึก...” ทงเฮพยายามปิดกลั้นเสียงเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายได้ใจ ทว่าเรียวลิ้นที่ปรนเปรอเขามันก็เยี่ยมยอดจริงๆ
“อ๊ะ!” ขณะที่อารมณ์กำลังไต่ขึ้นสู่จุดสุดยอด เด็กน้อยก็รู้สึกได้ถึงเมือกลื่นที่สัมผัสแถวๆบั้นท้ายของตัวเอง ด้วยประสบการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นทำให้เด็กชายรู้ว่าตัวเองต้องพบเจออะไรต่อไป
“ได้โปรด อย่า...” เสียงหวานครางเครือเมื่อเจ้าหนวดลื่นนั่นกดย้ำแรง คิบอมผละริมฝีปากออกจากท่อนเนื้อเล็กของเด็กวัยสิบห้า แล้วเลื่อนลงมาเตรียมพร้อมช่องทางคับแคบด้วยตัวเอง จีบกล้ามเนื้อรอบทางเข้ายังคงแดงช้ำจากการรุกรานเมื่อไม่นานนี้ คิบอมค่อยๆใช้นิ้วแหวกช่องทางยับเยินนั้นออกจากนั้นอย่างเบามือ ใช้เรียวลิ้นของตัวเองตวัดไปรอบปากทางเข้าก่อนจะค่อยๆสอดเข้าไปภายใน
“อย่า...อา” ทั้งที่ตั้งใจจะห้าม ทว่าทงเฮก็สกัดกลั้นเสียงครางเอาไว้ไม่ไหว ทำไมร่างกายของเขาจึงน่ารังเกียจเช่นนี้ บังอาจเต็มใจให้คนอื่นข่มเหงอย่างง่ายดาย เพียงแค่ลิ้นร้อนนั้นกวาดไปทั่วภายในร่าง เด็กน้อยก็แทบจะดิ้นพราดเสียให้ได้
ทางเข้าถูกชโลมด้วยน้ำลายของคิบอมผสมกับเมือกลื่นจากปีศาจหนวดที่หลอมรวมตัวเกิดจากจิตที่ปนเปื้อนด้วยกามารมณ์ ช่องทางคับแคบนั้นชุ่มฉ่ำจนคิบอมเห็นควรว่าเจ้าตัวเล็กพร้อมจะรับเขาเข้าไปแล้ว ร่างกายกำยำถอดเสื้อผ้าออกจากร่างกายตัวเอง ปลดปล่อยความเกร็งแน่นของส่วนกลางร่างกายให้เป็นอิสระ สัดส่วนใหญ่โตที่แข็งขึงผงาดขึ้นอย่างน่าตกใจ ทงเฮที่เห็นอย่างนั้นต่อให้อยากจะกรีดร้องก็ไม่มีเรี่ยวแรงแล้ว
เจ้าหนวดรู้งานตรงรี่เข้ามาช่วยแหวกช่องทางรอเจ้านาย คิบอมขยับตัวเข้าหา จรดจ่อแก่นกายตรงปากทางที่ถูกขยายเอาไว้ แล้วดันตัวเข้าไปอย่างแรง
“อึ๊!” ไหล่บางห่อเข้าหากันโดยอัตโนมัติเมื่อสิ่งที่ทั้งใหญ่และแข็งขึงดุนดันเข้ามาภายในเขามากกว่าครึ่งในคราวเดียว ทงเฮตาเหลือกลาน ปากอ้าค้างด้วยความเจ็บปวด อีกแล้ว...ตรงนั้นของเขาฉีกขาดอีกแล้ว
“อย่าพูดอีก...ว่าเกลียดข้า” คิบอมกระซิบติดใบหู ก่อนจะขยับกระแทกกายเข้าไปอีกครั้งจนสุดความยาว
“อ๊า!” กรีดร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ทว่าทั้งที่ร้องเต็มแรง สุ้มเสียงที่ผ่านออกมากลับดังกว่าเสียงกระซิบไม่เท่าไร
“อย่าเกร็ง” คิบอมพยายามปลอบโยน ภายในร่างกายของเด็กน้อยทั้งอ่อนนุ่มและอบอุ่นจนเร่าร้อน ผนังบางบีบกระชับแก่นกายของเขาเป็นจังหวะกระชั้นทำให้เจ็บตัวด้วยกันทั้งสองฝ่าย ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความอุ่นแน่นที่โอบล้อมเขาเอาไว้ มันทั้งร้อนและตอดรัดรุนแรงเสียจนส่วนนั้นของเขาแทบละลาย
หน้าคมโน้มลงจุมพิตหน้าผากเนียน แล้ววนจูบซับน้ำตาและคราบเหงื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความเอ็นดูไปพร้อมๆกับเริ่มขยับร่างกายส่วนล่าง คิบอมโถมกระแทกแกนกลางเข้าหาร่างบางครั้งแล้วครั้งเล่า เรียวขาขาวทั้งสองข้างถูกยกขึ้นพาดไหล่หนา มืออุ่นจับตรงสะโพกเมื่อเริ่มเร่งจังหวะเข้าออก
“เจ็บ...อือ...” ทงเฮร่ำไห้พลางเพ้อออกมาเป็นระยะ เปลือกตาปิดสนิทไม่อยากมองภาพที่ตัวเองกำลังถูกกระทำชำเรา
“อดทนอีกนิดทงเฮที่รัก อา...เจ้าจะมีความสุขในไม่ช้า” คิบอมมองท่อนเนื้อตัวเองขยับเข้าออกช่องทางที่ฉีกขาด เขาค่อยๆผ่อนแรงลงแล้วหมุนวนหาจุดที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดี
“อ๊ะ! อะ...อ๊า!” เนื้อแข็งที่แทรกเข้ามากระทบจุดบางอย่างทำให้สะโพกกลมกลึงแอ่นไหวไปมา ทงเฮรู้สึกถึงบางสิ่งที่แล่นปราดไปทั่วทั้งสะโพกตัวเอง...ตัวการที่ทำให้เขามีความรู้สึกบางอย่างที่ตัวเองไม่เข้าใจ ผิดกับคิบอมที่หัวเราะในลำคอเมื่อตระหนักว่าตัวเองเจอจุดตายของเด็กชายร่างเล็กเข้าให้แล้ว จังหวะเนิบนาบเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นรุนแรง ย้ำกระแทกที่จุดเดิมซ้ำไปซ้ำมา สะโพกบางถูกยกสูงเพื่อรองรับแรงที่ถาโถมเข้าใส่
ทงเฮเหนื่อยจนแทบขาดใจที่ต้องรองรับอารมณ์ความต้องการของคิบอม เขายังเป็นเพียงเด็กน้อยที่อ่อนเดียงสา ซ้ำยังเพิ่งผ่านครั้งแรกเมื่อไม่ถึงชั่วโมงแต่ต้องมาโดนกระทำซ้ำสองอีก เด็กชายจึงหมดสติไปเมื่อแรงกระแทกครั้งสุดท้ายถูกส่งเข้ามาในตัว
คิบอมฝังตัวลึกเข้าไปในร่างกายเล็กๆของทงเฮ ปล่อยให้น้ำรักทุกหยาดหยดรินรดภายในช่องทาง เขารอสักครู่ก่อนค่อยๆถอนตัวออกมาแผ่วเบา พยายามไม่ให้สะเทือนถึงคนที่กำลังหลับอยู่
มือใหญ่เอื้อมไปลูบผมคนที่หลับอยู่อย่างทะนุถนอม ในดวงตาฉายแววเศร้าสลดและเสียใจอย่างสุดซึ้ง คิบอมก้มลงจุมพิตแผ่วเบาบนริมฝีปากที่ปริแตก กระซิบคำที่ตนอยากบอกมาแสนนานก่อนที่ร่างล่ำสันจะพัดไปกับลมพายุ
“อย่าเกลียดข้าเลยนะคนดี...”
................................................................
....................................
~•T•E•N•T•A•C•L•E•~
....................................
................................................................
สายน้ำจากฟากฟ้าสาดซัดลงมาอย่างบ้าคลั่งราวเบื้องบนกำลังพิโรธ น้ำเย็นจัดแทรกซึมเข้าทุกอณูเนื้อผ้าที่คิบอมสวมใส่อยู่ หลังผละออกจากทงเฮได้ เขาก็ยืนอยู่ตรงนี้มาโดยตลอด ส่งสายตาจับจ้องไปยังหน้าต่างห้องที่เด็กนั่นนอน ร่างกายบึกบึนสั่นอย่างไม่สามารถควบคุมได้ ส่วนหนึ่งเพราะความเย็นจากของเหลวไร้สี อีกส่วนหนึ่ง...ถูกกลั่นกรองออกมาจากจิตใจอาลัยรักเป็นธารน้ำตาที่ถูกกลบเกลื่อนด้วยสายฝนจนหมดสิ้น
กี่สหัสวรรษที่เขาเฝ้าคอย...รอให้ได้พบกับทงเฮอีกครั้ง ดวงจิตของมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ยึดติดกับความรักจนไม่ยอมไปผุดไปเกิดแม้สังขารจะผุพังไปตามกาลเวลา และผลของการฝืนธรรมชาติก็ทำให้ดวงจิตของเขาต้องถูกคุมขังด้วยโมหะ ลูกแก้วที่กักขังคิบอมเอาไว้คือความลุ่มหลงที่ฉุดรั้ง เฝ้าหลงใหลพร่ำเพ้อถึงความรักครั้งนั้นและเฝ้ารอว่ามันจะหวนกลับมา จิตที่แข็งแกร่งทว่าปนเปื้อนด้วยกามาก่อให้เกิดสัตว์ประหลาดอัปลักษณ์ที่มีกายเคลือบไปด้วยเมือกลื่น
จนกว่าความปรารถนาจะบรรลุ หรือจนกว่าเขาจะยอมปล่อยวาง...ปราการไร้สีนี่จึงจะแตกสลาย ดวงจิตและวิญญาณของเขาจะถูกนำไปยังภพที่ถูกที่ควร...แต่ภพที่ว่านั้นก็ปราศจากอี ทงเฮ
คิบอมไม่เคยกล่าวโทษทงเฮที่เป็นต้นเหตุให้เขาต้องยึดติดกับภพภูมิเดิม เพราะรู้ว่าคนที่ผิดไม่ใช่ใครอื่น..แต่เป็นตัวเขาเอง
................................................................
....................................
~•T•E•N•T•A•C•L•E•~
....................................
................................................................
ท่ามกลางบรรยากาศครึกครื้นของหอนางโลมชื่อดังประจำเมือง ทงเฮ...สาวน้อยที่ขึ้นชื่อว่างามที่สุดในเมืองกำลังต้อนรับแขกคนสำคัญ...ชายผู้ที่ยึดหัวใจทั้งดวงของเธอเอาไว้ในกำมือ
“ท่านคิบอม...เมื่อไรท่านจะรับข้าไปอยู่ด้วย” เสียงหวานออดอ้อนขณะที่ร่างกลมกลึงเฝ้าคลอเคลียไม่ห่าง เรียวหน้างดงามเอนซบต้นแขนแล้วเบียดเนินอกเข้าหาอย่างยั่วยวน
“เลิกพูดคำนั้นเสียที ก็รู้ไม่ใช่หรือว่านางโลมอย่างเจ้าไม่มีคุณสมบัติอันใดคู่ควรกับข้า” คิบอม...ทหารองครักษ์ยอดอาชาไนยในบุตรีท่านเจ้าเมืองปรายตามองนางโลมหน้าเก่าที่เขามักจะเรียกมาปรนนิบัติอยู่เสมอด้วยแววตาไม่พอใจ
“ท่านเคยสัญญาเอาไว้ แต่ช่างมันเถอะ...แค่ข้าได้รักท่านก็พอ” เด็กสาวก้มหน้า ทำทีเป็นว่าไม่สนใจสายตานั้น พวงปรางแดงปลั่งยามเอื้อนเอ่ยคำรักจากใจ
“ข้าไม่เชื่อในความรัก” เสียงห้าวตวัดห้วน แขนแกร่งสะบัดร่างบอบบางที่กำลังคลอเคลียด้วยความไม่พอใจ
“ท่านไม่ต้องสนใจข้าหรอก แค่ขอให้ข้าได้อยู่รับใช้ท่านตลอดไปแบบนี้ ข้าก็พอใจแล้ว” ทงเฮพยายามยื้อแขนนั้นเอาไว้พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน
“ช่างน่าขัน! นางโลมอย่างเจ้าน่ะหรือจะมีแค่ข้าคนเดียว เจ้ากล้าสาบานงั้นรึว่าเจ้าเคยบำเรอข้าเพียงคนเดียว” ไม่เพียงแต่ถ้อยคำที่ดูถูกเสียจนหญิงสาวเจ็บปวด แต่ยังรวมถึงแววตาท่าทางที่ยังเดินหน้ากรีดใจจนแทบทะลุแผ่นหลัง
“ข้า...” ทงเฮเอ่ยเสียงเบาหวิว ยอมรับว่าตัวเองไม่ได้มีคิบอมเพียงแค่คนเดียว แต่นั่นมันก็เป็นเรื่องก่อนหน้าที่ชายผู้เป็นที่รักจะได้รับตำแหน่งองครักษ์คนสำคัญ และการบำเรอชายมากหน้าหลายตาอื่นนั้นก็เพื่อหาเงินทองมาช่วยเหลือคิบอมยามยากเข็ญเพราะเป็นเพียงทหารชั้นปลายแถวจนสามารถกระเสือกกระสนตนขึ้นเป็นองครักษ์ชั้นนำได้อย่างทุกวันนี้
“เห็นไหม แม้แต่ตัวเจ้ายังพูดได้ไม่เต็มปาก ฉะนั้นก็จงอย่าพล่ามคำรักไร้สาระนี่ให้ข้าฟังอีก!” คิบอมตวาดลั่นก่อนจะกระชากร่างแบบบางของอิสตรีเหวี่ยงลงบนเตียงแล้วโถมตัวเข้าหาไม่ปรานี
มันเป็นจริงดังคำคนกล่าวไว้สินะ ว่ากาลเวลาสามารถเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง...ไม่เว้นแม้แต่ใจคน
ทั้งที่แต่ก่อนท่านเคยเอ็นดูข้าเพียงไร เคยอ่อนโยนกับข้าประดุจแขนขาของข้ามันเปราะแตกได้ ท่านยังจำได้ไหมว่าเคยสัญญาจะไถ่ตัวข้าออกไปจากหอนางโลม
เรื่องพวกนั้นคงไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว ในเมื่อตัวข้าตอนนี้เป็นได้เพียงพรมเช็ดเท้าให้ท่านเหยียบย่ำทำความสะอาดเท้าแล้วจากไป ทว่าข้าก็พอใจที่จะเป็นเพียงแค่พรมเช็ดเท้า เพราะอย่างน้อย...ข้าก็ได้ทำประโยชน์ให้คนที่ข้ารัก
ท่านได้ยินเสียงที่มันกำลังร่ำร้องอยู่ในใจของข้าไหม ในอกนี่มันกำลังกรีดร้องว่าข้ารักท่าน...คิม คิบอม
มันช่างมีสุขราวความฝัน ทั้งที่ท่านไม่แม้แต่จะชายตาแลตัวข้า แต่ท่านก็ยังแวะมาหาเป็นครั้งคราว ข้าอยากอยู่กับท่าน คอยปรนนิบัติพัดวี คลอเคลียเอาอกเอาใจแบบนี้ตลอดไป แม้ตัวข้าจะไม่มีวันได้ครอบครองทั้งกายและใจของท่านก็ตาม เป็นเพราะข้ารักท่าน...รักท่านคนเดียว
เมื่อเสพสมร่างกายงดงามจนพอใจ คิบอมก็จากไป และไม่เคยกลับมาเยือนให้ทงเฮได้เห็นหน้าอีกเลย ซ้ำยังมีข่าวใหญ่ตามมาในสองเดือนให้หลัง หัวข้อสำคัญที่ใครๆต่างพูดถึง...งานอภิเษกของบุตรสาวท่านเจ้าเมืองและองครักษ์หนุ่ม แม้จะมีบางคนคัดค้าน แต่หากท่านเจ้าเมืองตกลงใจ ไม่ว่าใครก็ห้ามไม่ได้
ในวันงาน คู่บ่าวสาวแต่งกายงดงามด้วยชุดฮันบกเนื้อผ้าดี ราคาแพงระยับจนคนอย่างทงเฮไม่เคยคิดจะจับจ่ายมาครอบครอง หญิงสาวเจ้าของหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราคือเจ้าสาวของคิบอม เจ้าสาว...สถานะที่เขาไม่อาจเป็นได้
ทงเฮแค่นยิ้มให้กับความอาภัพในโชคชะตาของตัวเอง ตั้งแต่เกิดมาก็ถูกคนเป็นแม่ทิ้งให้อยู่กับพ่อนักพนัน ชอบขูดรีดไถเงินและทำร้ายทุบตีไม่เว้นแต่ละวัน และสุดท้ายก็ขายเขาให้กับหอนางโลมประจำเมือง ทงเฮยังจำได้ดีว่าคิบอมคือชายหนุ่มคนแรกที่อ่อนโยนต่อเขา จนเขาหลงคิดไปว่านั่นคือความรักจากใจจริง
นางโลมแสนสวยห่มกายด้วยชุดงามที่สุดของตนเอง ในมือมีกล่องสวยงามที่ภายในบรรจุชุดเด็กอ่อนที่ทงเฮตัดเย็บเองโดยใช้ผ้าแพรชั้นดีที่ทุ่มกำลังทรัพย์ทั้งหมดเพื่อซื้อมาเป็นของขวัญให้คู่บ่าวสาว กระนั้นมันก็คงสวยไม่ได้ครึ่งของฮันบกที่คนทั้งคู่ใส่อยู่
ทุกสายตาจับจ้องมายังร่างบอบบางของอิสตรีที่คนทั้งเมืองรู้จักว่าเป็นนางบำเรอ เกิดเสียงกระซิบกระซาบทุกย่างก้าวที่นางเดิน ทงเฮทำเมินเฉยต่อสายตาเหล่านั้นทั้งที่ในใจสั่นไหวไปกับเสียงนกเสียงกาไม่น้อย หญิงสาวกลั้นใจส่งยิ้มหวานให้ว่าที่เจ้าสาวของคิบอมเมื่อหยุดยืนอยู่หน้าคนทั้งคู่
“เจ้ามาที่นี่ทำไม” เสียงห้วนของเจ้าบ่าวถามไม่สบอารมณ์
“ข้าเอาของขวัญมาให้ท่าน ของขวัญของข้าไม่มีราคาค่างวดอะไรมากนัก แต่ข้าก็อยากให้พวกท่านรับเอาไว้” ทงเฮหลบสายตาที่คาดคั้นเขาเสีย ก่อนจะยื่นกล่องให้กับเจ้าสาวผู้มีความสุขยิ่ง
“ขอบใจเจ้ามากนะ มานั่งทางนี้ก่อนสิ งานเลี้ยงกำลังจะเริ่มพอดี” บุตรีท่านเจ้าเมืองตอบกลับด้วยน้ำเสียงไพเราะที่ทงเฮคิดว่ามันช่างบาดหูนัก เพราะน้ำเสียงของท่านใสกังวานเช่นนี้เอง ตัวข้าถึงเทียบไม่ได้เลยสักนิด
“ทงเฮคงอยู่ฉลองกับเราไม่ได้หรอก จะเสียเวลางานของนางเปล่าๆ ก็เป็นถึงหญิงงามเมืองนี่นะ” วาจาเผ็ดร้อนที่ถูกเอ่ยออกมาราวเป็นเรื่องธรรมดากำลังแผดเผาใจของนางโลมให้มอดไหม้ทีละนิด คิบอมกำลังไล่ให้เขากลับไปในที่ทางที่ตัวเองควรอยู่
“จริงดังที่ท่านคิบอมว่า ข้าต้องไปแล้ว ขอบคุณท่านหญิงที่มีเมตตาต่อข้านัก” ทงเฮเปิดปากยิ้มงดงาม พยายามเชิดหน้าจากไปอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่อยากให้ใครๆต้องรู้ว่าตัวนางอ่อนแอเพียงไร ต่อจากนี้ไปตัวข้าต้องเข้มแข็ง เพราะ...
เวลาของความฝันหมดลงแล้ว
“อุ๊บ!” ระหว่างทางกลับหอนางโลม หญิงงามเมืองเกิดอาการคลื่นเหียนจนทนไม่ไหว ต้องแวะเข้าข้างทางเพื่อระบายสิ่งที่สวนขึ้นมาทางลำคอออกจากร่างกายตนเอง รสชาติขมฝาดเฝื่อนยังคั่งค้างอยู่ในปากเมื่อระลอกที่สองตีสวนกลับออกมา ทงเฮอาเจียนเสียจนหายใจหายคอแทบไม่ทัน เมื่อนั่งพักได้ไม่ทันไร ก็รู้สึกอยากจะอาเจียนขึ้นมาอีกแล้ว
แดดแรงที่แผดเผาทำให้หญิงสาวเกิดอาการเวียนศีรษะ สายตาพร่ามัวจนมองเห็นทุกอย่างเป็นสีขาว ลมหายใจของนางเริ่มติดขัด ไม่ว่าจะพยายามสูดลมหายใจลึกๆอย่างไรก็ไม่หายสักที ซ้ำยังประดุจมีแรงที่กดดันเข้าหาร่างของตน เมื่อทนแรงกดดันนั้นไม่ไหว ทงเฮก็ทรุดล้มลงกับพื้นแล้วสลบไป
ซ่า!
น้ำกะละมังใหญ่ถูกสาดโครมลงบนร่างของสตรีที่นอนไม่ได้สติอยู่บนพื้น ร่างของเธอถูกรายล้อมไปด้วยชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ผิดกันนัก เมื่อทงเฮลืมตาตื่นขึ้นมาเพราะความเย็นจัดของสายน้ำ นางก็พบว่าคนตรงหน้าคือนายหญิงแห่งหอนางโลม
“ฟื้นแล้วเหรอนังตัวดี บอกมานะว่าแกท้องกับใคร!” เรือนผมสวยงามถูกกระชากขึ้นมาทั้งยวงจนหน้าแหงน ทงเฮเบ้หน้าด้วยความเจ็บปวด
“เปล่านะเจ้าคะ ข้าไม่ได้ท้อง” ทงเฮปฏิเสธเสียงสั่น นางไม่รู้จริงๆว่าตัวเองเป็นอะไรจึงได้อาเจียนติดต่อกันจนเป็นลมไปแบบนั้น นางยังไม่ทันไปหาหมอเสียด้วยซ้ำ แล้วนายแม่รู้ได้อย่างไร
“ยังจะมาโกหกอีก เมื่อครู่ข้าให้หมอมาตรวจอาการแก ท่านยังบอกอยู่หยกๆว่าแกท้องได้สองเดือน แกรู้ใช่ไหมว่าไม่มีสิทธิ์เก็บเด็กคนนี้” คำตวาดของนายแม่ทำให้ดวงตากลมเบิกกว้าง ทงเฮปากสั่นด้วยความคาดไม่ถึง นี่นางกำลังท้อง...พ่อของเด็กจะเป็นใครได้นอกเสียจากคิบอม
“ไม่นะเจ้าคะนายแม่ ให้ข้าได้คลอดเขาเถิด เขาเป็นสิ่งเดียวที่ข้าเหลืออยู่” เสียงสั่นเครือพยายามอ้อนวอน ทงเฮคุกเข่าคำนับขอร้องจนหน้าผากชิดพื้น เพียงเพื่อขอโอกาสให้นางได้ให้กำเนิดบุตรของนางกับชายผู้เป็นที่รัก
“คิดว่าข้าเป็นแม่พระงั้นหรือ การที่เจ้าท้องไส้แบบนี้จะรับแขกได้อย่างไร ข้าบอกให้เอาออกก็คือเอาออก พวกเจ้า...เอายานั่นกรอกปากนังนี่ซะ!” ทว่าหญิงวัยกลางคนไม่ปรานีเลย พอสิ้นเสียงคำสั่ง ชายร่างสูงใหญ่ก็ปราดเข้ามาจับยึดตัวนางเอาไว้ จมูกและกรามของทงเฮถูกบีบเพื่อที่ปากของนางจะเผยออ้าและให้ง่ายต่อการกรอกยาขม
“ไม่นะเจ้าคะ มะ...อึก แค่ก!” ร่างบอบบางพยายามดิ้นรนให้พ้นจากการเกาะกุม กระเสือกกระสนตนเองให้ปกป้องลูกจากฤทธิ์ยาขับเลือดเสียจนสำลักหน้าดำหน้าแดง น้ำหูน้ำตาของนางโลมไหลพรากด้วยความเจ็บช้ำ
ยารุนแรงขนานพิเศษทำงานของมันได้ดี เพียงไม่นานหลังจากที่ยาขมผ่านลำคอลงไป ทงเฮก็รู้สึกปวดท้องเจียนตาย ราวมีมือของใครที่ไหนมาบดขยี้เครื่องในเสียจนแหลกเหลว กลิ่นคาวเลือดที่ไหลรินมาทางระหว่างขาโชยคละคลุ้ง ทงเฮร่ำไห้หนักขึ้น...รู้ตัวว่านางไม่สามารถรักษาแก้วตาดวงใจเอาไว้ได้
เท่านั้นยังไม่พอ นายหญิงยังสั่งให้ลูกน้องทั้งหลายรุมโทรมร่างบอบบางที่กำลังทรมานเสียจนย่ำแย่ไม่มีชิ้นดี เลือดจากแผลฉีกขาดหลั่งไหลรวมกับกองเลือดที่ถูกขับออกมาก่อนหน้านี้
เหนื่อยเหลือเกิน เจ็บร้าวไปหมดทั้งตัวจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว ทงเฮปิดเปลือกตาอันหนักอึ้งของตัวเอง นางหลับไป...และไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย
................................................................
....................................
~•T•E•N•T•A•C•L•E•~
....................................
................................................................
“ฮึก...” เสียงสะอึกสะอื้นยามวิกาลเล็ดรอดออกมาจากคอของทงเฮที่รู้สึกตัวตื่นจากความฝันยามดึก ช่างน่าตกใจที่มันเหมือนจริงราวตัวเขาเคยประสบเหตุการณ์นั้นมาก่อน ในความรู้สึก...มันร่ำร้องบอกว่าความฝันนั่นคือเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นกับเขาในสักชาติหนึ่ง เด็กชายจำได้แล้วว่าความรู้สึกทรมานในตอนนั้นเป็นอย่างไร เขาต้องเจ็บช้ำจนนาทีสุดท้ายเพราะชายที่ชื่อคิม คิบอม
ความเกลียดชังทบเท่าทวีคูณเมื่ออดีตผนวกรวมกับการกระทำในปัจจุบัน ทงเฮโกรธแค้นคิบอมเสียจนคิดว่าอย่างไรก็ให้อภัยไม่ได้ เด็กน้อยคิดในใจว่าดีแล้วที่เขาไม่หลงรักเจ้าปีศาจนั่นอีก...ชายใจร้ายเช่นนั้นไม่คู่ควรความรักของนางโลมคนนั้นเลย
แต่สิ่งที่ทงเฮรับรู้ ไม่ใช่สิ่งที่มันเป็นไปทั้งหมด เรื่องที่เขารู้คือสิ่งที่เขาต้องเผชิญเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ส่วนเรื่องหลังจากนั้นเล่า...เขาไม่มีโอกาสรู้เลย
................................................................
....................................
~•T•E•N•T•A•C•L•E•~
....................................
................................................................
หลังงานอภิเษกผ่านไปเพียงสิบเดือน บุตรสาวท่านเจ้าเมืองก็ให้กำเนิดทารกเพศหญิงหน้าตาจิ้มลิ้มน่าเอ็นดู ยังความปลื้มปีติแก่ผู้เป็นตายิ่งนัก เด็กน้อยถูกดูแลประคบประหงมอย่างดี มีแต่คนคอยเอาใจ สมเป็นแก้วตาดวงใจของบ้าน
ความสุขที่ได้จากลูกสาวทำให้คิบอมลืมเรื่องของนางโลมคนหนึ่งไปเสียสิ้น วันเดือนเลื่อนผ่านไปเป็นปี ชายหนุ่มไม่เคยนึกเอะใจสักนิดว่าเหตุใดจึงไม่ได้ยินข่าวคราวของหญิงงามเมืองนาม อี ทงเฮคนนั้นอีกเลย
“ทำอะไรอยู่หรือ” คิบอมเอ่ยถามเมื่อเห็นแผ่นหลังของภรรยาขยับขยุกขยิก เหมือนนางกำลังทำอะไรสักอย่าง
บุตรีท่านเจ้าเมืองไม่ได้ตอบคำถาม แต่นางขยับตัวหลบออกมาให้สามีเห็นสิ่งที่ตัวเองเพิ่งทำเสร็จได้โดยชัดเจน ที่แท้นางก็กำลังแต่งตัวให้ลูกน้อย ผ้าแพรสีแดงสดถูกปักเย็บด้วยดิ้นสีทองเป็นลวดลายสวยงาม ขับผิวของเจ้าทารกให้ดูเปล่งปลั่งยิ่งกว่าเดิม
“อา...ลูกพ่อน่ารักจริงๆ ใส่ชุดนี้แล้วยิ่งน่ารัก...นี่น้องเย็บเองหรือ” คิบอมรับลูกสาวมาอุ้ม แนบแก้มลงถูไถแก้มทารกน้อยด้วยความรักใคร่
“ใช่ที่ไหนกัน ชุดนี้เป็นของขวัญวันแต่งงานที่ทงเฮให้พวกเรามาต่างหาก ฝีมือนางเยี่ยมมากจริงๆ” คนเป็นแม่กล่าวตอบพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วยความพึงพอใจของขวัญชิ้นนี้ ผิดกับสามีที่ชักสีหน้าทันทีที่ภรรยาเอ่ยนามของนางโลมคนนั้น
สักพักหนึ่งก็เหมือนคิดอะไรออก บุตรีท่านเจ้าเมืองเอี้ยวตัวไปหยิบผ้าไหมเนื้อดีขึ้นมาพับหนึ่ง
“ท่านพี่...บ่ายนี้ท่านไม่มีงานอะไรใช่ไหมเจ้าคะ น้องวานท่านเอาของนี้ไปให้นางที ถือว่าตอบแทนสำหรับของขวัญ วันนั้นนางก็ไม่ได้อยู่ฉลองกับเรา” บอกพลางส่งผ้าในมือให้สามีที่รับมันไว้
“อืม เดี๋ยวพี่จะแวะไป” คิบอมรับห่อผ้ามาอย่างไม่สนใจนัก ตัวเขาไม่เคยคิดถึงฝ่ายนั้นมานานหลายเดือน แทบลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยมีคนชื่อทงเฮ
คิบอมเดินออกมาจากห้องภรรยา เขาก้มมองของในมือนิดหนึ่งก่อนจุดยิ้มเยาะที่มุมปากก่อนจะโยนผ้าเนื้อดีนั้นลงคลองหน้าบ้าน แล้วหันหลังกลับเข้าเรือนไป
“ท่านพ่อเจ้าขา สวยไหมเจ้าคะ ลูกทำเองกับมือ” เสียงใสของเด็กน้อยวัยหกขวบดังลั่นขณะที่เร่งฝีเท้าวิ่งทั่กๆมาหาบิดา แล้วโถมทั้งตัวกอดร่างคนที่นั่งอยู่บนฟูก เจ้าตัวเล็กเงยหน้าขึ้นก่อนยื่นดอกไม้ประดิษฐ์ในมือให้ผู้เป็นพ่อ
ทารกน้อยเติบโตเป็นเด็กหญิงเจ้าของพวงแก้มยุ้ยเปล่งปลั่ง ปากแดงอวบอิ่มช่างจำนรรจาจนใครๆต่างก็หลงรัก ซ้ำเด็กน้อยยังรู้จักอ้อนเอาอกเอาใจผู้ใหญ่ได้อย่างน่าเอ็นดูนัก จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดคนทั้งเมืองจึงหลงเสน่ห์เด็กหญิงวัยหกขวบนี้ได้ง่ายดาย
“โอ้โฮ ลูกพ่อเก่งจริงๆ...ทำมาให้พ่อรึ” คิบอมอุ้มลูกสาวขึ้นมานั่งซ้อนบนหน้าตัก แล้วสูดดมกลิ่นหอมจากตัวเด็กน้อยด้วยความรักใคร่
“อันนี้ของท่านอาจารย์เจ้าค่ะ”
“อ้าว! แล้วของพ่ออยู่ไหนเสียล่ะ” คนอายุมากกว่าทวงถามของตัวเอง เจ้าเด็กน้อยยิ้มก่อนตอบ
“ของพ่อเดี๋ยวลูกทำให้ใหม่”
“ทำไมลูกทำของคนอื่นก่อนล่ะ เจ้าตัวเล็กไม่รักพ่อแล้วหรือ” คิบอมตีหน้าบูดสนิทใส่ลูกสาว แสร้งทำเป็นน้อยอกน้อยใจ
“รักสิเจ้าคะ แต่ท่านพ่อเคยสอนว่าเราต้องรู้จักทดแทนคุณคนนี่นา ท่านอาจารย์อุตส่าห์สอนลูก ลูกก็ต้องเอาให้ท่านอาจารย์ก่อนสิเจ้าคะ” เสียงใสทวนคำสอนของบิดาชัดถ้อยชัดคำ ก่อนจะขอตัวออกไปหาท่านอาจารย์หลังเอาดอกไม้ประดิษฐ์ดอกแรกมาอวดผู้เป็นพ่อเรียบร้อยแล้ว
ท่านพ่อเคยสอนว่าเราต้องรู้จักทดแทนบุญคุณคน
คำกล่าวของลูกสาวทำให้คิบอมนึกถึงคนคนหนึ่ง...ซึ่งเขาไม่เคยใส่ใจมาเนิ่นนาน
................................................................
....................................
~•T•E•N•T•A•C•L•E•~
....................................
................................................................
เขาไม่ได้มาที่หอนางโลมนี้นานเท่าไรแล้วนะ...ช่างน่าแปลกใจที่วันนี้คิบอมกลับมาที่นี่อีกครั้งหลังจากร้างลาไปกว่าเจ็ดปี
“ท่านคิบอม! ไม่ได้เจอหน้าท่านเสียนาน นั่งรอสักครู่นะเจ้าคะ ข้าจะไปตามหญิงงามของเรามาให้ท่านเชยชม” ชายหนุ่มถูกพามายังห้องเดิมที่เคยมาหาทงเฮ ทว่าบรรยากาศในห้องกลับแปลกใหม่ไม่เหมือนที่เคยมา แม้การตกแต่งจะเหมือนเดิม แต่ในความรู้สึก...มันไม่เป็นเช่นนั้น
คิบอมนั่งรออยู่บนเตียง หญิงงามในความหมายของแม่เล้าคือนางโลมอันดับหนึ่ง ซึ่งคงไม่พ้นทงเฮเป็นแน่ ทว่าชายหนุ่มคิดผิด...
“ขอโทษที่ให้รอนานนะเจ้าคะ ซองมิน...ดูแลท่านดีๆล่ะ” ร่างบอบบางของหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเขาจำได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทของทงเฮถูกดุนดันเข้ามาในห้อง แต่ก่อนเด็กสาวคนนี้ยังเป็นเพียงอันดับสอง เมื่อตอนนี้นางได้เป็นอันดับหนึ่ง แล้วทงเฮเล่า...ไปอยู่เสียที่ไหน
หลังจากกำชับกับนางโลมให้ดูแลชายหนุ่มอย่างดี แม่เล้าร่างอวบก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้สองคนยืนจ้องหน้ากันในความเงียบงัน แต่แล้วซองมินก็เป็นฝ่ายเบือนสายตาหนีก่อน ท่าทางเหมือนกำลังข่มอารมณ์โกรธไม่มีผิด
“เจ้า...เป็นเพื่อนของทงเฮใช่ไหม นางไปอยู่ที่ไหนเสียล่ะ” คิบอมเปิดปากถามขึ้นมาก่อน
“บุตรีของท่าน...น่ารักดีนะ” ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับไม่ตรงคำถาม หญิงงามนามซองมินเคลื่อนกายตนเองไปยังแจกันดอกไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะกลมกลางห้อง
“ลูกของทงเฮรุ่นราวเดียวกันกับท่าน...คงจะน่ารักน่าดู” นิ้วเรียวลูบไล้กลีบดอกไปมาอย่างทะนุถนอม ปากก็พูดไปเรื่อยด้วยอาการเหม่อลอย
“นางมีลูกงั้นหรือ มีกับใคร แล้วเมื่อไร ข้าไม่เห็นเคยได้ยินข่าว” ชายหนุ่มที่ได้ยินอย่างนั้นก็ผุดลุกขึ้นยืน ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไม่เคยรู้เรื่องนี้เลยสักนิด
“เกือบมี...เมื่อเจ็ดปีก่อน ตอนท่านแต่งงาน นางก็ท้องได้สองเดือนแล้ว ส่วนเรื่องนางท้องกับใคร ท่านก็น่าจะรู้ดี” ใบหน้าหวานทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ในมือกุมกลีบดอกไม้เอาไว้ ดอกไม้...ที่ทงเฮชอบ
“แล้วตอนนี้นางอยู่ที่ไหน” หากมีบุตรตั้งแต่เจ็ดปีก่อน ตอนนี้ลูกของทงเฮก็น่าจะโตพอที่นางจะไม่ต้องคอยดูแลและออกมารับแขกได้ดังเดิม ทว่าตั้งแต่ที่เขาก้าวเท้าเข้ามา...ยังไม่เห็นแม้เงาของนาง
“ท่านจะอยากรู้ไปทำไม ในเมื่อลูกของตัวเองท่านยังรักษาไว้ไม่ได้” เสียงที่อ่อนหวานเมื่อครู่พลันแข็งกร้าว ซองมินหันมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่มด้วยแววตากราดเกรี้ยว
“เจ้าพูดเรื่องอะไร ลูกสาวข้า...ข้าดูแลอย่างดี แล้วที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อจะไถ่ตัวทงเฮตามที่ข้าเคยให้สัญญาไว้” เรียวคิ้วเข้มขมวดมุ่น รู้สึกไม่ชอบใจในน้ำเสียงของอีกฝ่าย
“หึ! มันไม่ช้าไปหน่อยหรือไง ถึงตอนนี้ท่านนึกอยากจะมาทำดีกับทงเฮ แต่มันไม่มีโอกาสสำหรับท่านอีกแล้ว” ซองมินเดินหน้าประชดประชันด้วยวาจา กลีบปากสีอ่อนบิดรอยยิ้มเยาะหยัน
“เจ้านี่พูดจาไม่รู้เรื่อง ไปตามทงเฮมาให้ข้า!” คิบอมขึ้นเสียงเมื่อเห็นว่าดูท่าเขาจะพูดกับผู้หญิงคนนี้ไม่รู้เรื่อง
“ไม่ว่าใครก็ตามนางไม่ได้ทั้งนั้น” เสียงหวานตอบออกไปแบบนั้น แต่ร่างบางก็ยังหมุนตัวเดินออกจากห้องไป ไม่นานจากนั้น ซองมินก็กลับมาพร้อมนายหญิงของหอนางโลม
“นายท่านมีอะไรหรือเจ้าคะ” หญิงกลางคนที่ใบหน้าถูกแต่งให้อำพรางอายุจริงด้วยเครื่องสำอางชั้นดีเอ่ยถาม
“ข้ามาไถ่ตัวทงเฮ แล้วนางอยู่ที่ไหนเสียล่ะ” ชายหนุ่มตอบตรงตามความตั้งใจของตนเอง แล้วโยนถุงบรรจุเงินที่เตรียมมาลงบนโต๊ะตรงหน้า
“เอ่อ...คือ...” แม่เล้าที่เคยพูดจาคล่องเกิดอาการติดขัดขึ้นมากะทันหันเมื่อถูกถามถึงคนคนนั้น นางโลมที่ยืนอยู่ข้างๆทอดสายตามองด้วยความเกลียดชัง
“ทำไมท่านไม่บอกเขาไปเลยล่ะว่าทงเฮน่ะตายไปแล้ว! นางตายไปพร้อมกับลูกในท้องที่เพิ่งอายุเพียงสองเดือนเท่านั้น ทงเฮที่น่าสงสาร...” ซองมินเอ่ยแทรกขึ้นมา น้ำเสียงของนางเจือทั้งความโกรธแค้นและโศกเศร้า
“มัน...เป็นเรื่องจริงอย่างนั้นหรือ” คิบอมถามออกมาเสียงแผ่วเบา เขายังมึนงงอยู่ไม่น้อยเมื่อเพิ่งได้รู้ความจริงว่าเหตุใดจึงไม่มีข่าวคราวของทงเฮมากกว่าเจ็ดปี
“เจ้า...ค่ะ” รับคำด้วยใบหน้าเผือดสี พยายามส่งสัญญาณบอกนางโลมที่ยืนอยู่ข้างๆให้เงียบเสียง ไม่ต้องพูดอะไรมากไปกว่านี้ ทว่าก็ฝ่ายนั้นก็ไม่นำพา
“ทำไมท่านไม่บอกเขาไปอีกล่ะ ว่าท่านสั่งให้คนกรอกยาขับเลือดทงเฮ แล้วให้พวกนั้นรุมข่มขืนจนนางตาย!” หญิงงามโพล่งออกมาโดยไม่เกรงกลัว ใบหน้าของนางฉายแววเจ็บปวดนักเมื่อพูดถึงเพื่อนรักของตนที่ต้องจากโลกนี้ไปอย่างโหดร้าย เขากับทงเฮก็หัวอกเดียวกัน ถูกขายมาที่นี่ด้วยความไม่เต็มใจ ตลอดเวลาทั้งคู่คอยดูแลกันมาตลอด สำหรับซองมิน...ทงเฮจึงมีความหมายมากมายกว่าเพื่อน
“หุบปากซองมิน!” หญิงร่างท้วมตวาดลั่นด้วยความไม่พอใจ
“เจ้านั่นแหละหุบปาก!” ทว่านางก็ถูกตวาดต่ออีกครั้งด้วยน้ำเสียงสั่นเครือของคิบอม
“ข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่าเคยมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น” เรื่องที่เพิ่งรู้ทำให้คิบอมตกใจไม่น้อย
“ตัวท่านเคยสนใจอะไรบ้าง พอได้ดิบได้ดีก็ถีบหัวส่งนางทั้งที่ทงเฮพยายามแทบตายเพื่อให้ตัวเองได้เป็นหญิงงามเมืองอันดับหนึ่ง เพราะนั่น...จะทำให้นางสามารถรับแขกได้หลายคน เพื่อจะเอาค่าตัวพวกนั้นมาให้ท่านใช้สอย” อารมณ์คนก็เหมือนเขื่อนกั้นน้ำ ลองว่าถ้ามีรอยร้าวแล้วล่ะก็ ไม่นานมันก็จะพังทลายออกมาอย่างง่ายดาย สายน้ำที่ถูกกักขังไว้จะสาดซัดทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า
“แล้วอย่างไรต่อรู้ไหม...พอท่านได้ดีเป็นถึงองครักษ์ของบุตรีท่านเจ้าเมือง นางโลมที่เคยช่วยเหลือก็หมดประโยชน์ ท่านเคยรับรู้บ้างไหมว่านางรักท่านมากแค่ไหน คิม คิบอม!” เมื่อซองมินได้เผยความรู้สึกออกมานิดหนึ่ง ครู่เดียวความอัดอั้นตันใจทั้งหมดก็ถูกระบายจนหมดสิ้น
“พูดมากนักนะ วันนี้ข้าจะลงโทษให้เจ้าลุกไม่ขึ้นเลย!” แขนของซองมินถูกฉวยเอาไว้แล้วบีบเสียแน่น แม่เล้าเค้นเสียงกล่าวคาดโทษด้วยความเจ็บใจ
“เจ้าไม่มีสิทธิ์ทำอะไรนางทั้งนั้น เงินพวกนี้เจ้าเก็บไว้เสีย เป็นค่าตัวซองมิน” คิบอมกระชากมือที่กำลังบีบต้นแขนของหญิงสาวออก เขาหยิบถุงเงินบนโต๊ะยัดลงในมือของ