Zinister : และแล้วซินก็อัพฟิค(*ดีอกดีใจ*) ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและคอมเมนท์ค่ะ คนที่สั่งจองหนังสือไว้อย่าลืมไปเช็ครายชื่อนะคะ >> http://zinister.exteen.com/20080417/passionate-you และ..ซินรักทุกคนเลยน้า จ๊วบ!!
ตอนที่ 43
หลังจากจองซูออกไปไม่นาน ยองอุนก็ตื่นจากการหลับใหล เขาวางมือตรงที่ข้างตัวซึ่งน่าจะเป็นร่างของหนุ่มรุ่นพี่ที่ตัวเองเพิ่งกกกอดเมื่อครู่ ทว่าความว่างเปล่าที่สัมผัสได้ทำให้เปลือกตาต้องยกขึ้น
ความมืดคือสิ่งแรกที่ยองอุนรับรู้ได้ จากนั้นชายหนุ่มก็ลุกเดินตรงทางไปยังสวิตช์ไฟได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเสียเวลาคลำทาง
มือกลองของเฟธหรี่ตาเมื่อแสงสว่างสาดกระจายไปทั่วห้องที่เคยมืดทึบ กระพริบตาถี่ก่อนเริ่มสอดส่ายสายตามองหาจองซู ทว่าการมองหาในความมืดและท่ามกลางแสงสว่างกลับได้ผลไม่ต่างกัน
ยองอุนเข้าห้องน้ำชำระร่างกาย เตรียมพร้อมจะไปซ้อมดนตรีก่อนวันแสดงจริงต่อหน้าคณะกรรมการของ SJ ENTERTAINMENT แต่จนเมื่อแต่งตัวเสร็จ ก็ยังคงไร้ร่องรอยของหนุ่มรุ่นพี่
“ไปไหนของเขาเนี่ย” ยองอุนก้มมองนาฬิกาข้อมือก่อนพึมพำกับตัวเอง ชายหนุ่มตัดสินใจรอรุ่นพี่เพื่อจะไปพร้อมกัน แต่จนแล้วจนรอด จองซูก็ยังไม่มาเสียที
ด้วยความเบื่อหน่ายที่ไม่มีอะไรทำ ยองอุนจึงเผลอตัวเดินสำรวจข้าวของในห้องไปเรื่อย เริ่มจากโต๊ะเขียนหนังสือตรงหัวเตียง ไปจนถึงชั้นวางของกระจุกกระจิกข้างตู้เสื้อผ้าตรงหน้าประตู
มือกลองหน้าดุไม่รู้ตัวเลยว่าเมื่อไล่สายตาไปเรื่อย ๆ มุมปากของเขาก็ขยับฉีกยิ้มกว้างขึ้นและกว้างขึ้น ยองอุนคงเดินไปทั่วหากสายตาไม่ปะเข้ากับกล่องกำมะหยี่ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีน้ำเงินที่แลดูคล้ายกล่องใส่สร้อยคอเข้าเสียก่อน
ชายหนุ่มมองดูด้วยความสนใจก่อนหยิบกล่องนั้นมาแล้วเปิดออกโดยไม่รอช้า
สร้อยเงินวาววับรูปแบบเก๋ทอดตัวนิ่งอยู่ในนั้น เป็นสร้อยที่เขาจำได้ว่าจองซูได้มาจากซองมิน ตอนนั้นเขาไม่ได้ใส่ใจดูเท่าไรนัก เมื่อได้มองเต็มตาจึงพบว่ามันสวยจริงอย่างที่จองซูพูดเอาไว้ ทว่าตัวจี้กลับดูขัดกันอย่างน่าประหลาด เพราะมันคือปิ๊กกีตาร์สีน้ำเงินครามสลับริ้วสีขาวที่ถูกเจาะตรงมุมหนึ่งเพื่อร้อยกับตัวสร้อย เป็นปิ๊กอันเดียวกับที่เขาบอกให้จองซูซื้อ แต่หนุ่มรุ่นพี่กลับสละเงินให้กับปิ๊กอีกอันแทน
แล้วทำไมมันถึงมาอยู่ด้วยกันแบบนี้...
ของที่ซองมินให้ กับของที่เขาเลือก
มันมีความหมายอะไรแอบแฝงหรือเปล่า?
ยองอุนแกะปิ๊กสีสวยออกจากตัวสร้อยเงินงดงามอย่างเบามือ เขาสอดมันลงในกระเป๋าด้านในเสื้อโค้ท เมื่อมองนาฬิกาอีกครั้งก็รู้ว่าจองซูคงไม่กลับเข้าบ้านอีกแล้ว ชายหนุ่มจึงตรงรี่ไปยังห้องพักของตัวเอง ซึ่งเป็นสถานที่นัดซ้อมดนตรีเช่นทุกครั้ง
‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡
“กว่าจะมาได้นะแจจุง” คุณชายคนโตแห่งตระกูลชองรีบเดินปรี่มายังร่างแบบบางของแจจุงทันทีที่คนรักก้าวเท้าเข้าเขตคฤหาสน์
ทว่ามือที่ยื่นออกไปหมายจะแตะตัวกลับถูกเบี่ยงหลบ แจจุงเสตาไปทางอื่นขณะปากสีสดเอื้อนเอ่ย
“ผมรู้สึกไม่สบาย ขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะครับ” พูดเสร็จก็สาวเท้าเร็ว ๆ ขึ้นบันไดตรงไปยังห้องนอนของตัวเอง แต่ยุนโฮก็ไวพอที่จะวิ่งตามขึ้นไปจนทันกันที่หน้าห้อง
“แล้วที่จะไปเที่ยวกันวันนี้ล่ะ” ยุนโฮถามเพราะรู้ดีว่าคนตรงหน้าเขากระตือรือร้นกับการไปพักผ่อนครั้งนี้มากแค่ไหน ทว่าท่าทางอิดออดที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นก็ทำให้ใจของเขาร่วงหล่นลงไปอยู่ตาตุ่ม
“ขอโทษนะครับ ผมคงไปกับคุณไม่ได้แล้ว” แล้วก็เป็นอย่างที่สังหรณ์ เพราะแจจุงกล่าวปฏิเสธแล้วปิดประตูห้องทันทีแบบไม่ทันให้ยุนโฮได้พูดอะไรต่ออีก
เป็นเหตุให้ยุนโฮต้องหันใบหน้าเคร่งขรึมไปหาสาวใช้ที่กำลังจะเดินหลบกันอยู่แล้วเชียว
“เล่าให้หมดว่าตอนไปซื้อของเกิดอะไรขึ้น” ยุนโฮถามเสียงเข้มด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่ใครเล่าจะรู้ว่าในใจนั้นทั้งร้อนรุ่มและร้อนรนกับท่าทีเฉยชาของคนรักหน้าสวยเพียงไร
‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡
สายลมที่หอบเอาความหนาวเหน็บของฤดูหนาวพัดผ่านร่างกายจนผิวหนังด้านชา เจ้าของผิวสีน้ำผึ้งที่นั่งตากลมตรงระเบียงห้องกว่าชั่วโมงเหม่อมองออกไปข้างหน้าด้วยสายตาเลื่อนลอย
เจ็บไปหมดแล้ว...เจ็บจนชา ลมหนาวโหดร้ายกับเขาเสมอ
ความเย็นเยียบที่ราวกับจะแทรกตัวเสียดแซงไปทุกอณูของร่างกาย ทำร้ายผิวเนื้อไม่พอ ทว่ายังกรีดลึกในใจมีปมของชางมิน
หิมะแรกกำลังจะมาเยือน วันคริสต์มาสกำลังจะมาถึง และวันที่เขาต้องแยกจากจุนกีก็ใกล้เข้ามาทุกที
หนึ่งปีก่อนเขาเดินทางเข้าโซลเพื่อหางานทำ ตั้งแต่งานใช้แรงไปจนถึงงานกลางคืน จนเมื่อหกเดือนที่แล้วนี่เองที่เขาได้พบกับจุนกี...ชายหนุ่มผู้มีพระคุณและเป็นคนที่เขาไม่คู่ควรจะยืนเคียงข้าง
ทว่าตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน ชางมินก็หลวมตัวปล่อยใจเกินไปเสียแล้ว นานวันความรักมันยิ่งฝังรากถลำลึกสู่ก้นบึ้งของหัวใจ หากต้องแยกจากกันจริง ๆ ต่อจากนั้นเขาจะเป็นอย่างไร
ชางมินเคยคิดไว้ว่าหากเวลาหกเดือนของเขากับจุนกีหมดลง ฝ่ายนั้นอาจจะขอร้องให้เขาอยู่ต่อ ทว่ามันก็เป็นเพียงความปรารถนาลึก ๆ ซึ่งตัวเขาเองยังมองไม่เห็นความเป็นไปได้ที่มันจะเกิดขึ้นจริง
เมื่อนึกถึงตรงนี้ ความเศร้าก็หล่อหลอมตัวเองแล้วกลั่นออกมาเป็นน้ำไร้สีที่รวมตัวเอ่อคลอตรงหน่วยตา
อย่าอ่อนแอเชียวนะชางมิน นายรักเขามากแล้วได้อะไร ในเมื่ออีกฝ่าย...เห็นตัวเราเป็นแค่คู่นอนเท่านั้น
เสียงสะอื้นถูกเก็บงำไว้ในลำคอ มีเพียงอกและแผ่นหลังเท่านั้นที่สั่นสะท้าน หากไม่หยุดมองตรงหน้า คนอื่นคงคิดเพียงเด็กหนุ่มกำลังสั่นด้วยความหนาว
ชางมินได้แต่ภาวนา...ขอให้ลมหนาวคราวนี้อย่าโหดร้ายกับเขานักเลย
‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡
“ซองมิน นั่นน้องจะไปไหน” ชายร่างอวบอ้วนร้องทักน้องชายคนเล็กที่กำลังก้าวเท้าอย่างร่าเริงไปยังประตูคฤหาสน์ ชินดงรู้ดีว่าหมู่นี้เขาและซองมินแทบไม่ได้คุยกันเลย สังเกตได้ว่าแม้เขาจะนั่งอยู่ตรงนี้ ทว่าเมื่อซองมินเดินผ่านมา น้องชายสุดที่รักกลับไม่ทักเขาสักคำ
“ไปดินเนอร์กับคยูฮยอน” คนคลั่งฟักทองตอบเสียงอ่อนเสียงหวาน
“น้องจะไปดูจองซูเล่นดนตรีที่ร้านอาหารนั่นอีกแล้วใช่ไหม” คนเป็นพี่ถามพลางจิบน้ำชาเป็นระยะ เขามีเรื่องบางอย่างที่อยากพูด ทว่าเหมือนลำคอมันแหงผากเสียจนแทบเป็นผง
“ทำไม? พี่สนใจด้วยเหรอ นึกยังไงถึงมาสนใจเอาป่านนี้ มันไม่ช้าไปหน่อยรึไง?” เมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดถึงพี่ชายคนรองทั้งที่ไม่เคยแม้แต่เอ่ยชื่อมานานหลายปี ซองมินก็เริ่มไม่พอใจ ขาที่กำลังจะก้าวหยุดชะงักราวมีมือตรึงเอาไว้ให้อยู่กับที่ ชายหนุ่มมีอาการอย่างนี้ทุกครั้งที่ได้ยินชื่อของพี่ชายที่เขารักมากที่สุดถูกเปล่งออกมาจากปากของพ่อหรือพี่ชาย
ซองมินจำวันนั้นได้ดี วันที่จองซูบอกว่าไปหาแม่และจะรีบกลับมา ทว่าจากนั้นเขากับพี่ชายคนโปรดก็ไม่ได้เจอกันอีกเพราะเขาถูกส่งไปร่ำเรียนไกลถึงต่างประเทศและรับรู้ว่าพี่ชายไม่เคยกลับบ้านมาอีกเลย เมื่อโตขึ้นจึงเริ่มเข้าใจว่าผู้ใหญ่ต้องการจับพวกเขาแยกออกจากกัน โชคดีแค่ไหนที่เมื่อหกเดือนก่อนเขาบังเอิญได้เจอพี่ชายอีกครั้ง
“ซองมิน จองซูก็เป็นน้องของพี่ พี่แค่อยากเจอเขาบ้าง” ชินดงรีบละล่ำละลักตอบราวคนเพิ่งหาข้ออ้างเจอ ในน้ำเสียงตะกุกตะกักอาจแฝงความรู้สึกผิดจริง ๆ อยู่บ้าง แต่ซองมินก็เลือกที่จะมองข้ามมัน
“พี่อยากจะเจอทึกกี้ไปทำไม ทีตอนทึกกี้ไป ฉันไม่เห็นพี่ห้ามสักคำ” เขายังจำได้ดี...คนคนนี้บอกให้พี่อีกคนรีบออกไปก่อนพ่อจะกลับมา ในเมื่อผลักไสกันดีนัก ตอนนี้จะมาสนใจให้ได้อะไรขึ้นมา
“พี่...” ชินดงไม่เคยสบายใจตลอดเวลาที่ผ่านมา เขารู้ดีว่าตัวเองไม่อาจเป็นพี่สุดที่รักของน้องคนเล็กได้เหตุเพราะความเมินเฉยที่เขาหยิบยื่นให้แก่น้องชายคนรอง ต่อให้เขาตามใจซองมินมากเท่าไร อีกฝ่ายก็แค่เอาแต่ใจตัวเองเท่านั้น ไม่เชื่อฟังหรือนึกเคารพเขาเลย
“พี่บอกมาเลยดีกว่าว่าอยากเจอทึกกี้เพราะอะไร” ซองมินเหลือบมองชินดงตาขวาง ก่อนจะเบือนหลบเหมือนไม่อยากเห็นหน้า
“นายไม่อยากให้พี่เจอจองซูก็ไม่เป็นไร แต่พี่ฝากจดหมายของพ่อไปให้เขาที” พี่ชายคนโตลุกขึ้นแล้วก้าวประชิดตัวน้องพร้อมกับที่ซองจดหมายสีขาวซึ่งมีคราบเหลืองบ้างไปตามกาลเวลาถูกยื่นออกมาให้อีกฝ่ายรับไว้
“ซองมิน พี่ไม่อยากให้นายเกลียดพ่อ เพราะท่าน...ก็กำลังรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไปเหมือนกัน” ชินดงพูดทิ้งท้ายเอาไว้แค่นั้น น้องชายของเขาไม่สดงความรู้สึกอะไรออกมาทางสีหน้า มีเพียงความเย็นชาและเพิกเฉยที่สัมผัสได้เหมือนทุกครั้ง ก่อนที่ซองมินจะเดินออกไปขึ้นรถของคยูฮยอนที่จอดรออยู่ก่อนแล้ว
“จะแวะไปไหนก่อนไหมครับ” สารถีจำเป็นถามขึ้นมาเมื่อเห็นหน้าตาบูดบึ้งของน้องชายเจ้านาย
“ฮัลโหล ทึกกี้...ตอนนี้พี่อยู่ไหน” แต่แทนที่คนถูกถามจะตอบ ซองมินหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดเบอร์พี่ชายคนรองก่อนกรอกเสียงถามทันทีที่อีกฝ่ายรับสาย คุยกันไม่นานซองมินก็วางสายก่อนหันไปบอกคนข้างตัว
“ไปซินเดอเรลล่า”
ประตูหน้าร้านที่ปิดเงียบบ่งบอกกับคนทั่วไปว่าขณะนี้ร้านเสริมสวยได้ปิดทำการแล้ว ทว่าซองมินและคยูฮยอนก็ไม่สนใจ ทั้งสองคนเดินอ้อมไปทางหลังร้านก่อนค่อย ๆ เปิดประตู ที่รู้ว่ามันไม่ได้ล็อคก็เพราะพี่ชายบอกมาอย่างนั้น
ต่อจากประตูด้านหลังร้านจะมีบันไดแคบ ๆ ให้เดินขึ้นไปยังชั้นสอง ซึ่งเป็นส่วนของห้องพัก และเมื่อเดินพ้นบันไดมาแล้ว เสียงคนกระซิบกระซาบคุยกันก็เรียกร้องความสนใจแก่ผู้มาใหม่ได้ชะงัดนัก
“แน่ใจเหรอจองซูว่านายอยากจะทำแบบนี้จริง ๆ” เสียงของฮีชอลถามย้ำใครสักคนหนึ่ง ซึ่งซองมินแน่ใจว่าต้องเป็นพี่ชายของเขาแน่ ๆ แต่...มันเป็นเรื่องอะไรกันล่ะ
ความสงสัยทำให้ซองมินและคยูฮยอนยังไม่เดินเข้าไปแทรกกลางบทสนทนานั้น ทั้งสองคนซ่อนกายแอบฟังอยู่ริมประตูที่เปิดเอาไว้เพียงเล็กน้อย
“มั่นใจสิฮีชอล นายไม่ต้องพยายามเกลี้ยกล่อมให้ฉันเปลี่ยนใจหรอกนะ ฉันคิดมาดีแล้วล่ะ” จองซูตอบกลับหนักแน่น ในดวงตาคู่สวยเศร้านั้นฉายแววเด็ดเดี่ยวเด่นชัด
“พี่คิดเรื่องอะไรอยู่งั้นเหรอทึกกี้” ซองมินตัดสินใจโพล่งออกไปในเมื่อดูท่าทางแล้วว่าเขาไม่มีทางเข้าใจเรื่องที่สองคนนี้พูดแน่ ๆ เว้นเสียแต่จะถามเอง
“ซองมิน!” คนในห้องดูเหมือนจะตกใจมากเมื่อมีแขกไม่ได้รับเชิญสองคนแอบฟังบทสนทนาของพวกเขา
“ว่ายังไงล่ะทึกกี้ พี่คิดเรื่องอะไรอยู่” น้องชายถามน้ำเสียงจริงจัง เขาต้องการรู้ทุกเรื่องที่ทำให้พี่ชายของเขาต้องมีสีหน้าเศร้าหมองแบบนี้
ฮีชอลเชื้อเชิญทั้งคยูฮยอนและซองมินให้นั่งลงด้วยกันผ่านทางสายตาคม แล้วทั้งสองก็นั่งเงียบฟังสิ่งที่พี่ชายกำลังจะบอก
“จองซูจะขอออกจากวง” ฮีชอลกล่าวเสียงเรียบพลางเหลือบสายตามองคนที่คิดจะขอลาออก
“ทำไม!?” ซองมินถามเสียงดัง เขาไม่อยากจะเชื่อว่าพี่ชายตัวเองจะขอถอนตัวออกจากวงกะทันหันแบบนี้ เท่าที่เขารู้มา...อีกไม่นานวงเฟธจะต้องเล่นดนตรีต่อหน้า SJ EMTERAINMENT แล้วไม่ใช่หรือไง
“มีแมวมองมาดูการแสดงของพวกเราแต่วันนั้นจองซูเกิดเป็นลมไปเสียก่อน เรามัวแต่วิ่งวุ่นเรื่องพาคนป่วยส่งโรงพยาบาล ทางแมวมองเลยไม่พอใจที่เราไม่สนใจเขา พอเราติดต่อกลับไป ทางนั้นบอกว่าเขาจะรับเราเข้าสังกัดแน่ ๆ แต่ต้องเปลี่ยนมือกลองใหม่เป็นคนที่เขาหามา” ฮีชอลเท้าความเดิมให้สองคนฟัง
“แล้วเกี่ยวกับคุณจองซูตรงไหนล่ะครับ มือกลองที่ว่าคือคุณยองอุนไม่ใช่เหรอ” คยูฮยอนแทรกขึ้นมาด้วยความไม่เข้าใจ
“ก็เพราะเป็นพี่ยองอุนไง ทึกกี้ถึงจะออกจากวง” ทว่าคนที่ตอบตัดหน้าคนอื่นกลับเป็นคนที่นั่งข้างตัวเขาเสียเอง คยูฮยอนหันมองซองมินที่ตอนนี้ไม่มีร่องรอยของคนขี้เล่นอีกแล้ว และเขาเองก็เพิ่งสังเกตว่าบรรยากาศในวงสนทนานี้อึมครึมและเคร่งเครียดอย่างที่สุด
“ใช่แล้วล่ะ จองซูจะออกจากวงแล้วให้ยองอุนมาเล่นกีตาร์ไฟฟ้าแทน” ฮีชอลสรุป
“ทำไมล่ะครับ ทำไมต้องทำแบบนั้น” คยูฮยอนหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความไม่เข้าใจ จำเป็นด้วยเหรอที่เราจะต้องทำอะไรเพื่อใครสักคนถึงขนาดยอมทิ้งความฝันของตัวเอง
“เพราะรักไงล่ะ” ฮีชอลตอบพร้อมชำเลืองมองท่าทางของเพื่อนรัก จองซูเบือนหน้าหลบสายตาที่ราวกับจะจ้องเขาให้ทะลุปรุโปร่งคู่นั้น
“แล้วต่อจากนี้พี่จะทำยังไง พี่ยองอุนเขาไม่ปล่อยพี่หรอกนะ” น้องชายพูดขึ้นบ้างเมื่อเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เองสินะ พี่ยอมเสียสละความฝันตัวเองเพื่อคนที่พี่รัก ความฝัน...ที่สำคัญเสียจนพี่ยอมขัดเคืองใจกับพ่อ
“ผิดแล้วซองมิน คังอินไม่สนใจพี่หรอก” เมื่อได้ฟังคำของซองมิน จองซูก็แค่นหัวเราะกับตัวเอง คนอย่างเขาสำคัญกับยองอุนแค่ไหนนักเชียว คนคนนั้นไม่มีทางรั้งเขาไว้หรอก เขาน่ะ...เป็นแค่ตัวแทนของแจจุงคนนั้นต่างหาก
ตัวแทน...ที่ไม่มีวันได้เป็นตัวจริง
“พี่ยังเหมือนเดิมไม่มีผิด แต่ก่อนพี่เป็นคนยังไง ตอนนี้พี่ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย” ทึกกี้...รู้ไหมว่าพี่เป็นคนชอบเก็บความทุกข์ไว้กับตัว พี่เลือกแสดงส่วนที่อบอุ่นและร่าเริงให้ทุกคนเห็น ทั้งที่ใจจริงแล้ว...มันช่างเจ็บปวดและเศร้าสร้อย
“พี่รู้...แต่พี่ก็เลือกที่จะไม่เปลี่ยน” เลือกที่จะเก็บความผิดหวังเอาไว้กับตัวเองคนเดียว เพราะพี่น่ะ...มีชีวิตอยู่เพื่อดูคนที่ตัวเองรักมีความสุขไงล่ะ
เกิดความเงียบขึ้นชั่วอึดใจหนึ่ง ฮีชอลถอนหายใจให้กับความหัวแข็งของเพื่อนรัก ซองมินยิ้มขื่นก่อนจะวางซองจดหมายที่พกมาด้วยลงตรงหน้าพี่ชายคนรอง
“พี่ใหญ่บอกว่าพ่อฝากมาให้พี่” คำพูดสั้น ๆ ของน้องชายทำให้จองซูต้องรีบคว้าจดหมายเก่าเก็บนั้นขึ้นมาเปิดอ่าน แม้ว่าพ่อจะไม่รักเขา แต่จองซูก็สำนึกในพระคุณอยู่ทุกลมหายใจที่อย่างน้อยท่านก็เป็นผู้มอบลมหายใจ ซ้ำยังส่งเสียให้ร่ำเรียนอยู่หลายปี
“จดหมายนี่พ่อเป็นคนเขียนจริง ๆ เหรอซองมิน” เนื้อความในจดหมายทำเอาจองซูไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง จนต้องถามย้ำกับน้องชายอีกครั้ง
“ทำไมเหรอ?” ไม่ถามเปล่าแต่ยังดึงกระดาษออกจากมือพี่ชายมาอ่านเอง
และเนื้อความในนั้นก็ทำเอาซองมินแทบไม่อยากจะเชื่ออีกคน ในเมื่อพ่อที่ตั้งแง่รังเกียจจองซูอย่างกับอะไรดี ต้องการให้พี่ชายคนรองไปอยู่ด้วยกันที่อเมริกาในช่วงบั้นปลายชีวิตของตัวเอง เพื่อชดเชยในสิ่งที่พ่อเคยทำลงไป!
อยู่คุยด้วยกันสักพัก ซองมินกับคยูฮยอนก็ขอตัวออกมา จากนั้นทั้งคู่ก็ไปเดินเลือกซื้อของขวัญวันคริสต์มาสให้ครอบครัวด้วยกัน
“คยูจัง อย่าลืมนะว่าเรามีนัดกันที่ไหน” ซองมินทวงถามด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม อีกไม่นานเขาต้องกลับอเมริกา ถ้าได้ฉลองคริสต์มาสกับคนที่ตัวเองรัก ถึงจะเพียงแค่ครั้งเดียว...มันก็มีความสุขแล้วไม่ใช่หรือ
“ผมไม่ลืมแน่นอนครับ” เลขาฯคนเก่งตอบกลับมา
“ไปดูทางนั้นกันดีกว่า” แล้วมืออุ่น ๆของคยูฮยอนก็กุมมือของซองมินเอาไว้ รั้งให้อีกฝ่ายเดินตามตัวเองไป
ซองมินก้มมองมือข้างนั้นอย่างเป็นสุข...แค่นี้ก็เป็นเอามากแล้วใจ ทำไมถึงเต้นแรงแบบนี้
‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡
“มัวทำอะไรอยู่นะ” ยองอุนร้องถามกับดินฟ้าอากาศเมื่อจนถึงเวลาซ้อมแล้วจองซูก็ยังไม่ปรากฏแม้เงา
“ยองอุน วันนี้นายเล่นกีตาร์ไฟฟ้านะ” ฮีชอลเดินเข้ามาบอกก่อนส่งกีตาร์ไฟฟ้าให้น้องชาย
“แล้วพี่จองซูล่ะ แล้วถ้าผมเล่นกีตาร์ ใครจะตีกลอง” ยองอุนถามพี่ชาย คิ้วเรียวขมวดด้วยความสงสัย มองก็รู้ว่ากีตาร์ตัวนี้เป็นของคนตาสวย แต่...เจ้าของหายไปไหนกันล่ะ
“เอ้า ๆ เริ่มซ้อมกันได้แล้ว” ทว่าคำถามที่พูดออกไปกลับถูกละเลยอย่างจงใจ
เมื่อทุกคนตั้งท่าเตรียมพร้อมจะซ้อมเต็มที่ ยองอุนก็ขัดไม่ได้ จำต้องเล่นในตำแหน่งมือกีตาร์ไฟฟ้าที่ต้องฝึกอยู่นานกว่าจะปัดฝุ่นฝีมือตัวเองได้
และเวลาหลายชั่วโมงที่ทุกคนซ้อมติดต่อกัน ก็ไม่มีแม้สี้ยววินาทีที่ปรากฏร่างของจองซู...
เพราะคนคนนั้น...ไม่ใช่สมาชิกของวงอีกต่อไป
‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡
“นี่อย่าบอกนะว่าแกเอาจุนซูเป็นที่ระบายแทนพวกผู้หญิงน่ะ”
“มันแตกต่างกันนิดหน่อย แต่ก็คล้ายๆกันนั่นแหละ”
“ปวดใจชะมัดเลย” คำพูดของยูชอน นึกถึงกี่ครั้งก็ยังเจ็บปวดเหมือนเดิมแฮะ แปลกนะจุนซู ตัวนายเองก็โดนทำร้ายจิตใจมาหลายครั้งหลายหน แต่ทำไมยังยอมทนอยู่ได้
รักยูชอนมานานมาก นานก่อนที่ฝ่ายนั้นจะเริ่มเที่ยวกลางคืน แล้วเป็นไงล่ะ...กี่ครั้งแล้วที่นายต้องมองยูชอนกับผู้หญิงมากหน้าหลายตาหายเข้าไปในห้องนอน กี่คืนที่ต้องทนฟังเสียงครวญครางอย่างสุขสมจากห้องที่อยู่ติดกัน
ความรักไม่เห็นจะช่วยอะไรเลย ต่อให้รักหรือทำดีมากเท่าไร ยูชอนก็ไม่ยอมเปลี่ยน
ทำไมกันนะ ทั้งที่แต่ก่อนยูชอนเคยเป็นมิคกี้ที่แสนอ่อนโยนและขี้อ้อนของเขาแท้ ๆ
จุนซูนั่งเท้าคางอย่างเหม่อลอย ตรงหน้าคือแล็ปท็อปของตัวเองที่กำลังเปิดหน้าต่างไดอารี่ออนไลน์ค้างเอาไว้
แม้จะมีเวลาพักผ่อนไม่มากนัก แต่จุนซูก็เลือกที่จะเขียนไดอารี่ออนไลน์ระบายความในใจของตัวเอง และครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ในเมื่อไดอารี่นี้มีแต่เรื่องของยูชอน เขาที่เลือกจะเป็นอิสระ...จะไม่เขียนถึงคนคนนั้นอีกต่อไป!
‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡‡
ท่ามกลางเสียงโหวกเหวกหลังเลิกเรียน คนอื่น ๆ พากันรีบส่งงานให้วุ่นวาย ทว่าเด็กน้อยยูฮวานกลับนั่งถอนหายใจทิ้งอย่างเหนื่อยหน่าย
“ริคกี้ เป็นอะไรรึเปล่า ทำไมเอาแต่นั่งเหม่อ” ทงเฮถามด้วยความเป็นห่วง วันนี้เพื่อนของเขาไม่ร่าเริงเอาเสียเลย
“ไม่ได้เป็นอะไรซะหน่อย” ทั้งที่ตอบอย่างนั้น ทว่าคิบอมกับทงเฮก็รู้สึกว่านี่ไม่ใช่ยูฮวานคนเดิม
“แต่นายนั่งเหม่อแบบนี้มาหลายวันแล้วนะ”
“ขอบใจที่เป็นห่วงนะทงเฮ แต่ฉันไม่เป็นอะไรจริง ๆ” ยูฮวานพยายามยิ้มให้เพื่อนดูว่าตัวเองไม่เป็นอะไร แต่รอยยิ้มนั้นกลับยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลง เพราะมันไร้ซึ่งสิ่งที่เรียกว่าความมีชีวิตชีวา
“ปาร์ค ยูฮวาน! เราไม่ใช่เพื่อนกันแล้วใช่ไหม นายถึงไม่ยอมบอกพวกเราว่านายเป็นอะไร” คิบอมที่นั่งฟังอยู่ชั่วครู่ทนไม่ไหว โพล่งออกมาเสียงดัง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะเป็นห่วงเพื่อน
“ฉันขอโทษที่ทำให้นายสองคนเป็นห่วง แต่ฉันไม่ได้เป็นอะไรจริง ๆ” ทว่าคำตอบก็ยังเป็นแบบเดิม
“งั้นก็ช่างมันเถอะ ว่าแต่..คริสต์มาสนี้คิดไว้รึยังว่าจะฉลองกับใคร” สีหน้าเศร้า ๆ หงอย ๆ ของเพื่อนรักทำให้คิบอมเปลี่ยนเรื่องคุยทันที เพราะดูท่าทางแล้วฝ่ายนั้นคงไม่ยอมบอกแน่นอนว่ากำลังคิดหนักเรื่องอะไรอยู่
“คงไม่ได้ฉลองหรอกมั้ง” ยูฮวานตอบออกมา ก็วันคริสต์มาสที่บ้านของเขามันไม่ต่างจากวันอื่น ๆ เท่าไรนักหรอก เพียงแต่ว่าจะมีของขวัญและพี่ชายทั้งสองคนจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันก็เท่านั้น
“งั้นไปกับพวกเราก็ได้นะ” ทงเฮกล่าวชวนอย่างมีน้ำใจ
“อย่าเลย ไปเป็นก้างขวางคอพวกนายเปล่า ๆ” ถึงจะเศร้าเท่าไร แต่ยูฮวานก็อดแซวเพื่อนไม่ได้
“กะ..ก้างอะไรกันเล่า!” ทงเฮพูดตะกุกตะกัก ทั้งใบหน้าแดงก่ำด้วยความเขิน
“ฮ่าฮ่า คริสต์มาสทั้งที พวกนายไปสวีทกันให้พอใจเถอะ จะได้เลิกมาสวีทในห้องให้ฉันอิจฉาซะที”
“พูดอะไรของนาย ตัวเองก็มีคุณซีวอนเหมือนกันนั่นแหละ ถ้าอิจฉามากนักก็ไปหวานกับคุณซีวอนซะสิ” ทงเฮสวนกลับมา และนั่นทำให้ใบหน้าที่เหมือนเริ่มจะร่าเริงขึ้นมาสักหน่อย พลันแปรเปลี่ยนเป็นเศร้าหมองดังเดิม
คริสต์มาสกับซีวอน...จะมีโอกาสแบบนั้นด้วยเหรอ
To Be Continued
edit @ 21 Apr 2008 09:58:11 by Zinister
edit @ 21 Apr 2008 22:17:10 by Zinister