Passionate You!! [Part 42]
posted on 27 Mar 2008 17:13 by zinister in PassionateYouตอนที่ 42
หลังจากนอนแบ็บอยู่บนเตียงหลายวัน จองซูก็ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้ ซึ่งวันนี้เพื่อนร่วมวงอย่างเยซองก็อาสาเป็นคนมารับชายหนุ่มกลับบ้าน
“ไปกันหรือยัง” คนมาดนิ่งเอ่ยถามเมื่อเห็นคนป่วยเดินออกมาจากห้องน้ำในชุดลำลองที่ไม่ใช่ชุดของโรงพยาบาล
“อืม...” จองซูพยักหน้ารับแล้วเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าของใช้ส่วนตัวที่วางอยู่บนเตียง จากนั้นเขาก็เดินนำหน้าออกไป
“อีทึก...” เยซองที่เดินตามหลังมาเรียกเพื่อนตาสวยเอาไว้ ฝ่ายนั้นหันกลับมาแทบจะทันทีที่เขาเอ่ยชื่อพิเศษนั้นออกไป
“ขอโทษทีนะ แต่นายก็รู้ว่าฉันไม่ให้คนอื่นเรียกชื่อนั้น” จองซูไม่เคยให้ใครเรียกว่าอีทึกนอกจากหนึ่งเดียวคนนั้น แต่คนที่เขาอยากฟังเสียงว่ากำลังเรียกชื่อนี้มากที่สุด กลับกลายเป็นคนที่ละเลยมากที่สุดเหมือนกัน
“โอเคจองซู ฉันมีเรื่องอยากบอกนาย เอ่อ...เราไปนั่งตรงม้านั่งนั่นก่อนดีกว่า” เยซองรีบเปลี่ยนสรรพนามพลางชี้มือไปทางม้านั่งในสนามหญ้าริมสระน้ำของโรงพยาบาล ซึ่งจองซูเองก็ไม่คัดค้านอะไร ทั้งสองคนจึงทิ้งตัวลงบนม้านั่งหินอ่อนเคียงกันในเวลาต่อมา
“ว่ามาสิ” คนตาสวยเอ่ยขึ้นมาแทบจะทันทีที่นั่งลง
“ฉัน............” เมื่อถูกถามขึ้นมา คนที่ตั้งใจจะพูดสิ่งหนึ่งออกไป ก็จำต้องเอามันกลับมาคิดพิจารณาอีกครั้งว่าควรพูดหรือไม่
เขาควรจะพูดออกไปไหมว่าตัวเองรักคนตรงหน้านี่มากเท่าไร หากเขาพูดออกไป จองซูจะมีปฏิกิริยาอย่างไรนะ
เกิดความเงียบขึ้นชั่วอึดใจเมื่อคนหนึ่งรอให้พูด ส่วนอีกคนก็กำลังครุ่นคิดว่าหากตัวเองพูดออกไป ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะกลับมาเป็นดังเดิมได้อีกหรือเปล่า
แต่แล้วเยซองก็ตัดสินใจได้ ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ แล้วพูดออกมา แม้เสียงนั้นจะไม่ไพเราะเท่านักร้องโด่งดังระดับโลก ทว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจและจริงจัง
“ฉันรักนาย!” รัก..รักมาแสนนาน ก่อนที่นายกับยองอุนจะเจอกัน ทั้งที่ฉันเป็นคนมาก่อน แต่ทำไมจึงไมได้รับความรักจากนายบ้าง
“เยซอง ฉัน...” จองซูพูดไม่ออก เขามัวแต่ไล่ตามยองอุนจนไม่รู้ตัวเลยว่ายังมีอีกคนที่คอยเฝ้ามองเขา เยซองคนนี้...ที่อยู่ข้างเขาเสมอ
“ฉันรู้ว่านายรักยองอุน แต่...ให้โอกาสฉันได้ไหม นายไม่จำเป็นต้องรักฉันตอนนี้ ฉันแค่อยากให้นายเก็บเอาไปคิดดู” เยซองระบายรอยยิ้มบางที่มุมปาก รู้ดีว่าจองซูไม่สามารถเลือกได้ในตอนนี้ หมอนี่อาจจะตกใจเสียด้วยซ้ำตามประสาคนไม่เคยรู้ตัว
หรืออีกเหตุผลหนึ่ง เยซองรู้ดีว่าใครเป็นคนจับจองพื้นที่ในใจจองซู และรู้ตัวว่าไม่อาจสู้คนคนนั้นได้เลย ทว่าเขาก็อยากได้โอกาส หากไม่สมหวัง อย่างน้อยก็พูดได้ว่าเขาพยายามแล้ว
“ฉันมั่นใจว่าฉันทำให้นายมีความสุขได้” ฉันสัญญาว่าจะอยู่ข้างนายอย่างนี้ตลอดไป
จองซูฟังคำนั้นก็แย้มรอยยิ้มหมอง
มีความสุขหรือเยซอง นายมั่นใจแค่ไหนที่บอกว่าจะทำให้ฉันมีความสุขได้ ในเมื่อตัวฉันเองยังไม่แน่ใจเลยว่าความสุขมันจะยอมกลับมาหาฉันอีกสักครั้งหรือเปล่า
มีคนเคยพูดเอาไว้ว่าจะสุขหรือทุกข์ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองทั้งนั้น และฉันที่ฝังตัวเองอยู่ในความทรมานและรู้สึกถึงมันแทบทุกลมหายใจ จะมีความสุขแบบใครเขาได้อย่างนั้นหรือ
ความสุขเป็นอย่างไร เหมือนฉันไม่ได้สัมผัสมันมานานเหลือเกิน
“ขอบคุณมากนะที่มาส่ง เข้ามาดื่มอะไรอุ่น ๆ ก่อนกลับไหม” จองซูเปิดประตูบ้านตัวเองเข้ามา เขาหันไปถามเยซองที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู
“ลองเอาเรื่องที่ฉันพูดไปคิดดูนะ” เยซองไม่ตอบคำถามที่จองซูส่งมา แต่กลับเปลี่ยนบทสนทนาไปอีกเรื่องหนึ่ง
“เยซอง...” เสียงครางเครือเบาหวิวลอดผ่าน
“วันคริสต์มาสฉันจะขอคำตอบ ได้ไหม เจอกันที่ลานว่างหน้าห้างที่เราเคยไปเล่นดนตรี ฉันจะรอนายตรงนั้น...จนกว่านายจะมา” วันคริสต์มาสที่กำลังจะมาถึงในอีกสองวัน เวลาเพียงเท่านั้น นายช่วยครุ่นคิดแค่เรื่องของฉันได้ไหม
“......” จองซูไม่ตอบ เขานิ่งไปด้วยความมุ่งมั่นของเพื่อนที่คบกันมานานหลายปี
“ฉันรักนายนะ” เยซองที่เห็นท่าทางแบบนั้นก็ยิ้มบางเหมือนให้กำลังใจตัวเอง เขาเอื้อมมากุมมือจองซูแล้วบีบเบา ๆ ก่อนปล่อยออกพร้อมกับที่เขาหันหลังแล้วเดินจากไป
จองซูยืนนิ่งอยู่หน้าประตูแม้ว่าจะลับร่างของเพื่อนรักไปแล้วก็ตาม เขาคงจะยืนนิ่งเป็นหินแบบนั้นนานกว่านี้ หากไม่มีเสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นมาเสียก่อน
“จะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม อาลัยอาวรณ์อะไรกันนักหนา!” เสียงบ่งบอกความไม่พอใจดังขึ้นมาจากอีกด้านหนึ่ง จองซูไม่ลังเลเลยที่จะหันไป ด้วยรู้ดีว่าเป็นเสียงของใคร
“มานานหรือยัง เข้ามาทำตัวให้อุ่นก่อนสิ” จองซูจับแขนยองอุนเอาไว้เมื่ออีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะเข้ามาในห้องเสียที
“ก็ได้” ฝ่ายนั้นมองหน้าคนตาสวยนิดหนึ่งก่อนจะยอมเดินตามแรงดึงเข้ามาในบ้านแต่โดยดี
“จะเอาอะไรล่ะ โกโก้หรือกาแฟ” เมื่อเข้ามาได้ จองซูก็ช่วยยองอุนถอดโอเวอร์โค้ทเอาไปแขวนไว้ก่อนตัวเองจะเดินเข้าไปในครัว
“เอาตัวพี่” ทว่าคำตอบที่ยองอุนส่งมาก็ทำให้จองซูชะงักมือที่กำลังจับแก้วใบเล็ก
“คังอิน...” เจ้าของนัยน์ตาสวยผินหน้ากลับมาทางคนที่นั่งอยู่เมื่อครู่ ทว่ายังไม่ทันที่จะได้หันมาเต็มตัว ใบหน้าของเขาก็ปะทะกับอกกว้าง ๆ ของยองอุนที่ไม่รู้ว่าเข้ามาประชิดตั้งแต่เมื่อไร
“ใช้ตัวพี่ทำให้ผมอุ่นสิ” มือของคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเริ่มซุกซนไปตามร่างกายทั้งส่วนบนและส่วนล่าง
“อ๊ะ!” จองซูจำต้องปล่อยแก้วลงกับอ่างล้างจานในที่สุดเพื่อจะวางมือตัวเองลงบนมือใหญ่ของยองอุนที่ทาบความร้อนเร่าทั่วร่างกายของเขา
คนใจร้อนไม่ปล่อยให้โอกาสผ่านไป ยองอุนใช้ขาของตัวเองแยกขาของจองซูออกจากกัน กางเกงยีนส์ตัวหนาถูกปลดออกพร้อมชั้นในที่คนตาสวยสวมอยู่ และยังไม่ทันจะเล้าโลมมากกว่านั้นหรือทำให้ช่องทางคับแน่นขยับขยาย ยองอุนก็ดันสัดส่วนความเป็นชายเข้าไปอย่างรวดเร็ว
“อึก...” จองซูเจ็บ...เจ็บมากจนจุกขึ้นมาถึงยอดอก มือเรียวดันหน้าขาของคนข้างหลังโดยอัตโนมัติ
“คังอิน...ฉันเจ็บ” ปากสีสวยเอ่ยอ้อนวอนขอความเห็นใจ มันเจ็บไปหมดแล้ว...ก้อนเนื้อข้างในอกซ้ายบอกเขาอย่างนั้น
“โดนมาตั้งไม่รู้กี่ครั้ง ทำไมเพิ่งมาเจ็บเอาตอนนี้!” ยองอุนเหยียดยิ้ม เขามองกิริยาแสดงความเจ็บปวดนั้นว่าเป็นมารยา
นั่นสินะ...ทำไมเพิ่งมารู้สึกเจ็บเอาตอนนี้จองซู นายเองไม่ใช่หรือที่เลือกจะปิดบังความเจ็บปวดไว้ตั้งแต่แรก ถ้าอย่างนั้นนายก็จงเก็บงำมันไปตลอดเลยสิ ให้มันตายไปพร้อม ๆ กับลมหายใจสุดท้าย
ยองอุนเร่งจังหวะเร็วขึ้นเมื่อเห็นจองซูเงียบไป เป็นอย่างที่เขาคิดไว้ไม่มีผิด พอไม่สนใจอีกฝ่ายก็เลิกร่ำร้องไปเอง คิดจะมาเรียกร้องความสงสารกันหรืออย่างไรกัน
สะโพกสอบขยับเข้าออกครั้งแล้วครั้งเล่าราวคนตะกรุมตะกรามไม่รู้จักพอ ความต้องการไม่เคยหยุดยั้งเพียงแค่ครั้งเดียวที่ได้ลิ้มลอง ยองอุนไม่เคยรู้ตัวเลยว่ายิ่งนานวัน...เขาก็ยิ่งต้องการจองซูมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้นอีก
แจจุง...คนในความคิดที่มักหยิบยกมาหลอกตัวเองว่าเป็นคนในอ้อมกอด กำลังถูกความจริงกัดกินไปเรื่อยจนสุดท้ายมันก็จะเลือนหาย ให้เขาได้ตระหนักว่าแท้จริงแล้วใครกันแน่ที่ยอมถูกเขากระทำเรื่อยมา
ความรู้สึกนั้นเริ่มคืบคลานเข้ามาทีละนิดจนยองอุนเองก็ไม่รู้ตัว ไม่ทันสังเกตเลยว่าเมื่อไรกันที่ความคิดของเขาเริ่มมีหนุ่มรุ่นพี่คนนี้
“อา...” ของเหลวถูกปลดปล่อยออกจากแก่นกายเมื่อที่สุดของอารมณ์บรรลุ ทว่าความต้องการของยองอุนยังไม่หยุดแค่นั้น ร่างของจองซูที่ทำท่าจะทรุดลงกับพื้นถูกพยุงหายลับเข้าห้องนอนไป และวันนี้ร่างกายอ่อนแรงนั้นก็ต้องถูกรุกรานอีกครั้งและอีกครั้งราวกับไม่มีวันจบสิ้น
เป็นเวลานานทีเดียวกว่าจองซูจะตื่นขึ้นมาและรับรู้ว่าท้องฟ้าภายนอกถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดยามค่ำคืน เมื่อหันมองข้างกาย น่าแปลกที่เขาพบว่ายองอุนยังนอนอยู่ที่เดิม
ทั้งที่ทุกครั้งเมื่อได้ทุกสิ่งที่ต้องการ ยองอุนจะไม่เสียเวลาอยู่ที่นี่ต่อเลยแท้ ๆ...
เจ้าของดวงตาคู่งามยันกายขึ้นนั่งพิงหัวเตียง สายตาทอมองคนที่นอนหลับอยู่ข้างตัวขณะที่สมองครุ่นคิดไปถึงวันที่ซองมินมาเยี่ยมที่โรงพยาบาล เขายังจำได้ที่ถึงใบหน้าคาดไม่ถึงของคยูฮยอนยามรู้ว่าเขากับซองมินเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดกัน
นัยน์ตาสีเข้มทอแสงอ่อนลงเมื่อหวนนึกถึงเรื่องราวภูมิหลังของตัวเองที่ไม่ได้ขุดคุ้ยนึกถึงมาหลายปี
ในคฤหาสน์โอ่โถงและประดับประดาด้วยเครื่องเรือนราคาแพง เสียงร้องไห้ของเด็กชายตัวน้อยดังกังวานไปตามโถงทางเดินอันเงียบเหงา เท้าเล็กพาลำตัวป้อม ๆ ตรงไปยังห้องหนึ่งในตัวอาคารเพียงเพื่อจะพบกับพี่ชายคนโปรด
“ทึกกี้...ฮือ พี่ชาย...” ซองมินในวัยเด็กยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่หน้าห้องของพี่ชายคนรอง นิ้วอ้วนกลมช่วยกันผลักดันให้ประตูไม้เปิดอ้าออก
ในห้องนั้นที่เสียงเปียโนกำลังบรรเลงไปตามท่วงทำนองไพเราะ ร่างสูงที่นั่งอยู่หันมาทางประตูซึ่งน้องชายคนเล็กเพิ่งก้าวผ่านพ้นเข้ามา
“เป็นอะไรไปฟักทองน้อยของพี่ หน้าเลอะไปหมดแล้ว” มือเรียวยกขึ้นซับน้ำตาจากแก้มป่องของน้องน้อย จองซูจัดการเช็ดน้ำไม่มีสีให้แห้งเหือดจากดวงตากลมบ้องแบ๊วของซองมิน
“ฉันโดนครูดุอีกแล้ว ครูบอกว่าต่อให้ฉันฝึกยังไงก็ไม่มีทางร้องเพลงได้” เสียงใสฟ้องพี่ชายเจิ้อยแจ้ว แขนเสื้อถูกใช้เช็ดหน้าต่างผ้าจนเลอะไปหมด
“ไม่จริงหรอก น้องของพี่เสียงใสออกอย่างนี้ ทำไมจะร้องเพลงไม่ได้” คนตาสวยวางมือบนหัวทุย ๆ ของซองมินด้วยความเอ็นดู
“แต่ครูบอกฉันอย่างนั้นนี่” เจ้าตัวเล็กแย้งเสียงสูง
“ฟักทองน้อยไม่เชื่อทึกกี้แล้วเหรอ มานั่งตรงนี้มา ลองร้องให้พี่ฟังซิว่าเราร้องได้ถึงไหนแล้ว” ยังไม่ทันจะพูดจบดี วงแขนของพี่ชายก็เกี่ยวตัวปุ้มปุ้ยของน้องน้อยให้มานั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนตัก
“แต่...แต่ฉันทำไม่ได้ ฉันร้องไม่ได้” เจ้าตัวเล็กเกาะแขนพี่ชาย ทำท่าจะดิ้นให้เท้าตัวเองแตะพื้นเสียให้ได้
“เราลองแล้วหรอถึงบอกว่าทำไม่ได้ ลองดูก่อนสิ พี่กำลังเริ่มซ้อมเพลงนี้พอดี” จองซูจับคางซองมินให้หันไปทางกระดาษโน้ตเพลงที่วางอยู่ตรงหน้าก่อนก้มลงกระซิบข้างหู
“ฟักทองน้อยร้องนะ เดี๋ยวทึกกี้จะเป็นคนเล่นเปียโนเอง เนื้อกับโน้ตอยู่ในนี้ ลองดูนะ”
เจ้าเด็กตัวอ้วนพยักหัวกลม ๆ ก่อนจ้องแป๋วไปยังเนื้อเพลงภาษาอังกฤษ ดวงตาฉายแววมุ่งมั่นเมื่อได้กำลังใจจากพี่ชายคนโปรด
นิ้วเรียวของจองซูเริ่มบรรเลงเพลง I Drive Myself Crazy (Thinking of You) โดยมีเสียงเจื้อยแจ้วของน้องชายร้องคลอ
“Lying in your arms, so close to..to… คำนี้อ่านว่าอะไรหรอทึกกี้” เจ้าตัวเล็กหยุดถามบ้างเมื่อมีคำที่สะกดไม่ถูก
“Together” และพี่ชายก็จะคอยบอกแล้วจึงเริ่มบรรเลงใหม่
...ช่วงเวลานั้นช่างเป็นความทรงจำที่ล้ำค่าของสองพี่น้องเหลือเกิน...
ความจริงตระกูลของเขามีสามพี่น้อง ชินดง จองซู และซองมิน จำได้ว่าพ่อแม่ของพวกเขาหย่ากันตั้งแต่ซองมินยังไม่เข้าโรงเรียน ลูกทุกคนอยู่ในความดูแลของพ่อผู้แสนเข้มงวด และเกลียดชังลูกคนรองที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายมารดา
จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจองซูจึงไม่ได้รับการยอมรับจากบิดา ผิดกับพี่ชายคนโตอย่างชินดงที่เรียนบริหารเพื่อจะเข้ารับช่วงต่อบริษัท หรือน้องชายคนเล็กอย่างซองมินที่ร่าเริงเสียจนใคร ๆ ก็นึกเอ็นดูได้ไม่ยาก
จองซูยังจำได้อีกว่าพ่อไม่ค่อยสนับสนุนให้เขาเรียนดนตรี ถ้าไม่ใช่เพราะซองมินเองก็สนใจเรื่องการร้องเพลงและเล่นดนตรี ก็คงไม่มีแกรนด์เปียโนหลังโปรดในคฤหาสน์หลังนี้
ในสายตาของท่าน ตัวเขาเป็นเพียงลูกชายคนรองที่ไม่เอาไหน ไม่เก่งกาจงานบริหารเหมือนชินดง และไม่สดใสร่าเริงเหมือนซองมิน การมีตัวตนอยู่ของเขาเหมือนปลิงดูดเลือดที่สูบเงินออกจากกระเป๋าไปวัน ๆ
และเพราะการงานที่รัดตัว ทำให้พ่อและพี่คนโตแทบไม่อยู่ติดบ้าน ต้องเดินทางเข้านอกออกในต่างประเทศอยู่บ่อย ๆ ทิ้งให้จองซูอยู่กับซองมินสองคนพี่น้องพร้อมบริวารทั้งหลาย
หลายครั้งที่ถูกคนภายนอกเอาไปเปรียบเทียบกับพี่กับน้อง แต่จองซูก็พยายามแสดงว่าตนเองไม่ได้สนใจ แม้ลึก ๆ แล้วก็เจ็บปวดใจอยู่ไม่น้อย และทั้งที่ถูกเปรียบเทียบอยู่บ่อย ๆ กระนั้นจองซูก็ไม่เคยนึกเอาความเจ็บปวดนั้นเก็บมาคิดให้เป็นอารมณ์แล้วพาลไปลงกับน้อง
ในสายตาของเขา...ซองมินคือเทวดาตัวน้อย ๆ เป็นคนเดียวที่เดินเข้ามาหาเขาก่อน หยิบยื่นความรักให้เขาอย่างที่คนอื่นในบ้านไม่เคยทำ
สิ่งที่เขาทำได้คงมีเพียงการทำตัวเป็นพี่ที่ดี...รักน้องเล็กให้มาก ๆ อย่างที่ทุกคนรัก ดูแลน้องให้ดี ๆ เท่าที่ตัวเองจะทำได้
วันแล้ววันเล่าที่ผ่านพ้นไป สองพี่น้องช่วยกันฝึกร้องฝึกเล่นดนตรี ทำให้คฤหาสน์แห่งนี้ไม่เงียบเหงาอย่างที่มันเคยเป็น
“ร้องเก่งขึ้นแล้วนี่นา จากนี้จะมีใครกล้าว่าฟักทองน้อยของพี่ว่าร้องเพลงไม่ได้อีกไหมนะ” จองซูหันมาหาน้องชายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวข้างกัน ซองมิในตอนนี้โตขึ้นจากเมื่อก่อนมากมายเหลือเกิน ไม่น่าเชื่อว่าวันเวลาจะผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว
“เพราะกำลังใจของทึกกี้นั่นแหละ ฉันรักพี่จังเลย” น้องชายขวัญใจของครอบครัวโผเข้ากอดแขนพี่เอาไว้ พลางก้มหน้าไซร้ท่อนแขนนั้นอย่างออดอ้อน
“แล้วจะมีเด็กแถวนี้รักพี่ใหญ่ไหมหนอ...” เสียงทุ้มของชินดง พี่ชายคนโตของบ้านดังขึ้น เรียกให้สองพี่น้องหันไปมองทางหน้าประตูอย่างรวดเร็ว
“พี่ใหญ่!” เพียงพริบตาเดียว ซองมินก็วิ่งไปโถมตัวกอดรอบเอวพี่ชายคนโตนามชินดงเรียบร้อยแล้ว
“มาถึงนานแล้วหรอครับ” จองซูลุกขึ้นจากเก้าอี้ตัวที่นั่งอยู่ เขาทักทายสุภาพพร้อมยิ้มบางให้พี่ชาย ถ้าเทียบระดับความสนิทสนมแล้ว จองซูแทบไม่ได้คุยกับชินดงเลยด้วยซ้ำ และดูเหมือนฝ่ายนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไรเขานักหนา
“เพิ่งมาถึงน่ะ อ้อ...พ่อมีเรื่องจะคุยกับนายน่ะจองซู” ชินดงเงยหน้าจากการก้มมองน้องเล็กในอ้อมกอดแล้วบอกน้องชายคนรอง
“ขอบคุณครับ” ตอบกลับแค่นั้นก็ขอตัวออกมา
โถงทางเดินที่เงียบเหงาอยู่แล้วยิ่งดูวังเวงและยาวไกลขึ้นไปอีกเมื่อ ณ ปลายทางนั้นคือห้องทำงานของบิดา จองซูนึกหวั่นใจว่าการเรียกตัวเขาเข้าไปหาครั้งนี้จะไม่ใช่เรื่องดี
...เพราะมันไม่เคยมีเรื่องดีระหว่างเขาและพ่อเลยสักครั้ง...
ก็อก...ก็อก
“ขออนุญาตครับ” จองซูเคาะประตูบานใหญ่นั้นก่อนเปิดเข้าไปเอ่ยเอื้อนคำขออนุญาตแล้วแทรกตัวผ่านช่องประตูที่ตัวเองเปิดออก ไม่ลืมที่จะปิดประตูตามหลังอย่างเบามือ
“เรื่องเรียนแกมีปัญหาอะไรไหม” ประโยคแรกที่ผู้อาวุโสทักมาเหมือนเป็นเรื่องทั่วไปที่พ่อลูกคุยกัน หลายคนอาจนึกว่านี่เป็นสัญญาณที่ดี เพราะมันแสดงถึงความเอาใจใส่ของบิดาต่อลูกชายคนรอง
ทว่าสำหรับจองซูแล้ว...มันเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากถูกถามมากที่สุด
“ไม่มีครับ” ตอบเสียงเบาเหมือนปกปิดอะไรบางอย่างเอาไว้
“ถ้าอย่างนั้นแกก็อธิบายมาซิว่าทำไมไอ้นี่มันถึงมาอยู่ในบ้าน” คนเป็นพ่อที่นั่งหันหลังให้ตั้งแต่แรกหมุนเก้าอี้กลับมาพร้อมปากระดาษปึกใหญ่ใส่หน้าลูกชายเต็มแรง
เปลือกตาสีน้ำนมปิดสนิท เมื่อครู่แค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเจ้าแผ่นกระดาษเหล่านี้คืออะไร
“ผมขอโทษ” เพียงชั่วครู่ แพขนตาก็ยกขึ้นเผยนัยน์ตาสวยที่ฉายแววเศร้าหมองและเอ่อคลอด้วยน้ำตา
“ฉันส่งเงินให้แกเรียนบริหาร แล้วไอ้พวกนี้มันคืออะไร ฉันสั่งให้แกเรียนดนตรีอย่างนั้นเหรอ หา!!” ชายเจ้าอารมณ์ตรงหน้าเดินตรงเข้ามาหา มือกระด้างนั้นผลักที่ไหล่อย่างแรงจนจองซูล้มลงกับพื้น
“ไป...ไสหัวออกจากบ้านนี้ไปซะ! จะไปตายที่ไหนของแกก็ไป ไม่ต้องมาให้ฉันเห็นหน้าอีก ถ้าคิดว่าจะได้ดีด้วยนักดนตรีกระจอกงอกง่อยก็ไปซะ ฉันยอมให้ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลป่นปี้เพราะแกมามากพอแล้ว” นิ้วแข็งชี้ซ้ำไปซ้ำมาบนหน้าผากนูนของลูกชาย และปากยังคงไม่หยุดพ่นวาจาโหดร้ายที่เดินหน้ากรีดใจคนฟัง
แค่เขารักและชอบในเสียงเพลงมันทำให้ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลเสียหายตรงไหน ไม่ว่าเวทีใดที่เข้าประกวด เขาก็คว้ารางวัลมาได้เสียทุกครั้ง กระดาษเหล่านั้นที่ถูกปาใส่ก่อนหน้านี้ก็ล้วนแต่เป็นประกาศนียบัตรทั้งสิ้น
“ผมขอโทษ...” จองซูนั่งคุกเข่า ก้มหน้าเสียจนหน้าผากชิดพื้น เขาต้องการเพียงแค่ให้พ่ออภัยให้เขา อภัยให้ลูกคนนี้ที่ไม่ว่าทำอะไรก็ไม่สามารถให้คนตรงหน้าภูมิใจได้เลย
“ออกไปจากบ้านฉันซะ ถ้ากลับมาฉันยังเห็นแกอยู่ในบ้าน อย่าหาว่าฉันไม่เตือน!” พูดเพียงแค่นั้น ชายสูงวัยก็ก้าวออกจากห้องไป
จองซูยังคงนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นกระทั่งได้ยินเสียงรถราคาเหยียบล้านแล่นปราดออกจากคฤหาสน์อย่างรวดเร็ว
“ทึกกี้..พี่จะไปไหน” น้องชายถามพี่คนรองที่กำลังสะพายเป้ใบโตออกจากบ้าน
“พี่จะไปหาแม่” จองซูหยุดคุยกับน้องเล็กที่ทักเอาไว้ เขาไม่ได้บอกหรอกว่าพ่อไล่เขาออกจากบ้าน เพราะถ้าทำแบบนั้นจะพาลพาให้เจ้าตัวเล็กเคืองใจกับบิดาเสียเปล่า
“พี่พาฉันไปด้วยคนสิ” น้องน้อยออดอ้อน ตัวเขาเองเคยเห็นหน้าแม่เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นหลังจากที่หย่าขาดจากพ่อ นานเสียจนซองมินเองก็จำไม่ได้ว่าความอบอุ่นจากมารดาเป็นอย่างไร จะอบอุ่นเหมือนทึกกี้พี่ชายคนรองของเขาไหม
“ไม่ได้หรอก ถ้าฟักทองน้อยไปกับพี่ ใครจะคอยดูแลคุณพ่อ” มือเรียวเอื้อมมาลูบเรือนผมอ่อนนุ่มของน้องชายด้วยความเอ็นดู
“ก็พี่ใหญ่ไง” เจ้าตัวเล็กในสายตาพี่ ๆ ตอบเจื้อยแจ้วแบบแทบไม่ต้องเสียเวลาหยุดคิด
“มันไม่เหมือนกัน พี่ใหญ่มีงานต้องทำ ไม่ค่อยได้อยู่บ้านหรอก ถ้าไม่มีเรา ใครจะคอยดูแลเวลาพ่อกลับบ้านมาเหนื่อย ๆ ล่ะ” ...ช่วยดูแลคุณพ่อแทนพี่ด้วยนะซองมิน เพราะคุณพ่อมองว่าพี่ไม่มีคู่ควรพอจะทำหน้าที่นั้น
“งั้นฉันจะรอ ทึกกี้ต้องกลับมาไว ๆ นะ” ซองมินยอมพยักหน้ารับคำในที่สุด เด็กน้อยยอมปล่อยมือจากชายเสื้อพี่ชายที่ยึดจับเอาไว้เสียนาน
“ฝากพี่ดูแลน้องด้วยนะครับ” จองซูฝากฝังน้องรักกับพี่ชายคนโตที่เขาเคารพ
“ไม่ต้องห่วงหรอก ซองมินก็น้องฉันเหมือนกัน นายรีบไปเถอะ” ชินดงบอกน้องชายด้วยใบหน้าเรียบเฉย จองซูยิ้มลาเป็นครั้งสุดท้ายแล้วหันหลังเดินจากไป
ซองมินเพิ่งมารู้ทีหลังว่าพี่ชายจะไม่มีวันหลับมาที่นี่อีกก็เมื่อตอนเขาถูกส่งไปเรียนที่อเมริกานั่นเอง...
เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ จองซูก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไม่รู้ตัวว่าเริ่มรินไหลลงมาตั้งแต่เมื่อไร
หลังจากที่ออกจากบ้านมา เขาก็ไปหาแม่พร้อมเงินเก็บของตัวเอง เมื่อไปถึงก็พบว่าแม่ผู้น่าสงสารป่วยด้วยโรคร้าย ทำให้เงินส่วนใหญ่หมดไปกับการรักษาเยียวยา ทว่ามันก็ทำได้แค่ยืดเวลาให้แม่ของเขาจากไปช้ากว่าเดิมเท่านั้น และไม่นานท่านก็เสียชีวิต
จากนั้นจองซูจึงมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง เล่นดนตรีที่เป็นดังลมหายใจ...และมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อดูคนที่ตัวเองรักมีความสุข
นั่นสินะ...เพื่อดูคนที่เขารักมีความสุข
เมื่อคิดได้อย่างนั้น จองซูก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายถึงฮีชอล คุยกันสักพักก็วางสาย แล้วชายหนุ่มก็แต่งตัวออกจากบ้านไป
To Be Continued
Talk With Zinister
ตอนนี้สั้นหน่อยนะคะ ตอนแรก NC กะยาวกว่านี้ แต่เห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะยืด ซินอยากให้สงสารอีทึกมากกว่าจะเอาหื่น ตอนนี้ทึกน่าสงสารเนาะ
ซินไม่ได้อัพเรื่องมาครบเดือนละนะนี่ แหะแหะ ขอโทษที่มาต่อช้าเน้อ ตอนต่อไปเอาเมื่อไรดี? ก่อนจากกัน...ขอบคุณทุกคนที่ยังเข้ามาอ่านนะคะ ^ ^
edit @ 29 Mar 2008 16:15:21 by Zinister

Fighting
ทำไมคังใจร้ายก่าทึกจัง = =
#1 By (124.121.98.197) on 2008-03-27 19:02