Passionate You!! [Part 41]
posted on 06 Mar 2008 07:52 by zinister in PassionateYou
ตอนที่ 41
หลังจากที่เยซองและฮีชอลทิ้งให้อยู่คนเดียวด้วยหวังจะให้จองซูได้พักผ่อน ทว่าคนป่วยกลับนอนไม่หลับแม้ร่างกายจะอ่อนเพลีย ร่างบนเตียงพลิกกายไปมาด้วยเรื่องที่กำลังรบกวนจิตใจ
“พี่จองซู!” ขณะที่จองซูกำลังครุ่นคิดเรื่องราวที่ผ่านมาของตัวเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาพร้อมกับที่ประตูห้องถูกกระชากออก แล้วร่างกลม ๆ ก็พุ่งตัวปราดเดียวมาถึงขอบเตียงอย่างรวดเร็ว
“พี่...เป็นอะไรมากไหม พอรู้จากพี่ฮีชอลว่าพี่ไม่สบาย ฉันก็รีบมาเลย” เริ่มแรกจองซูตั้งใจจะแกล้งหลับเพราะไม่อยากถูกรบกวน แต่เสียงที่คุ้นเคยก็ทำให้ชายหนุ่มพลิกตัวหันกลับมา
“ซองมิน” เมื่อเห็นว่าผู้ที่มาเยี่ยมใหม่คือใคร จองซูก็อดน้ำตาคลอไม่ได้
“เป็นอะไรไป พี่เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” ซองมินช่วยพยุงมือกีตาร์นัยน์ตาสวยให้นั่งได้ตามที่ตั้งใจ เสียงใสสอบถามความเป็นไปเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้าเศร้าซึม
“พี่...ปวดใจ มันเจ็บมาก ๆ เลย” มือคว้าคนข้างเตียงเข้ามากอด จองซูซุกหน้าลงกับไหล่คนตัวเล็กกว่า ทว่าก่อนที่น้ำตาจะหลั่งไหล เสียงของอีกคนที่ถูกทำเหมือนไม่มีตัวตนก็ขัดขึ้น
“เดี๋ยวก่อนนะครับ ปกติพวกคุณไม่ได้พูดกันแบบนี้นี่” คยูฮยอนที่ตามซองมินมาด้วยแต่เหมือนจองซูจะไม่สนใจเขาเท่าไรนัก เอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะในยามปกติ...จองซูจะถูกเรียกว่าทึกกี้ ขณะที่ซองมินจะเรียกตัวเองว่าฟักทองน้อย...ไม่ใช่หรือ
“ไม่หรอก ก็แค่กลับไปเรียกกันแบบเดิมเท่านั้นเอง” ซองมินพูดหน้าตาเฉย เรียกแววสงสัยให้ปรากฏบนหน้าเลขาฯของพี่ชายได้ไม่ยาก
“ผม...ไม่เข้าใจ” คยูฮยอนมองหน้าจองซูสลับกับซองมิน ที่เขาเคยคิดว่าสองคนนี้มีความสัมพันธ์กันมาก่อนคงเป็นเรื่องจริง
“ฉันกับพี่จองซูน่ะ เป็นพี่น้องเลือดเดียวกัน”
“เฮ้อ...” เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดภายในห้องพักผู้ป่วย
“จุนซู มีอะไรไม่สบายใจจะระบายให้ฉันฟังก็ได้นะ” แจจุงละสายตาจากหนังสือในมือ ปิดมันแล้ววางบนโต๊ะข้างเตียง จากนั้นก็หันมามองหน้าคนที่กำลังนั่งเท้าแขนตัวเองกับขอบที่นอน
แจจุงมองจุนซูที่แวะมาเยี่ยมเขาด้วยแววตาแสดงความเป็นห่วง แม้ว่ารู้จักกันมาไม่กี่เดือน แต่จุนซูกับแจจุงก็สนิทกันพอสมควร ก็ตั้งแต่งานครบรอบของเจ็ปส์นั่นแหละ ที่ทำให้ชางมิน จุนซู และแจจุงสนิทกัน
“ก็คุณยูชอนน่ะ ไม่ยอมพูดกับฉันมาหลายวันแล้ว” จุนซูเอ่ยเสียงหงอย วันนี้เขาไม่มีเรียนและไม่ต้องตามยูชอนไปทำงานที่ไหน เขาจึงถือโอกาสว่าง ๆ จนน่าเบื่อนี้มาเยี่ยมแจจุง
ตั้งแต่ประชุมคราวนั้น...ยูชอนก็ไม่ไปทำงานกับเขา แค่คุยด้วยยังไม่มีสักคำเลยด้วยซ้ำ
“คุณเขามีเรื่องไม่สบายใจอะไรหรือเปล่า คุณยูชอนอาจมีเรื่องไม่สบายใจที่ไม่อยากให้จุนซูรู้ก็ได้ คงกลัวว่าจะทำให้จุนซูพลอยไม่สบายใจไปด้วยเปล่า ๆ”
“ไม่หรอกแจจุง เหมือนเขากำลังไม่พอใจมากกว่า ไม่รู้ล่ะ...ยังไงวันนี้ฉันก็ต้องรู้ให้ได้ว่าเขาเป็นอะไร ฉันจะถามเขา” จุนซูพูดออกมาด้วยสายตาแน่วแน่ เงยหน้าจากการเท้าแขนตัวเอง
“อืม...ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจอีกจะมาเล่าให้ฉันฟังก็ได้นะ” แจจุงเสริมก่อนจะหยิบหนังสือมาอ่านต่อเมื่อจุนซูเห็นว่ามีท่าทีร่าเริงขึ้นแล้ว
ผลัวะ!
เสียงประตูห้องถูกผลักเข้ามาอย่างรุนแรงและรวดเร็ว จุนซูและแจจุงกันไปมองพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“ยุนโฮ” เมื่อมองชัด ๆ ก็เห็นว่าร่างสูงของชายหนุ่มที่หอบหิ้วข้าวของเข้ามาพะรุงพะรังคือยุนโฮนั่นเอง แจจุงยิ้มกว้างด้วยความดีใจ
“คิดถึงจังเลย ขอกอดให้ชื่นใจทีสิครับ” ยุนโฮวางข้าวของที่เขาซื้อมาฝากคนป่วยก่อนตรงไปที่เตียง รวบร่างแจจุงเข้ามากอดแน่นแล้วจูบรับขวัญบนกลีบปากสีอ่อนอีกหนึ่งที
“เอ่อ...” เสียงหวานตะกุกตะกักกับอกเมื่อดูเหมือนยุนโฮจะไม่รู้เลยว่ามีบุคคลที่สามอยู่ในห้องนี้ด้วย
เมื่อเห็นท่าทางกระดากอายของคนในอ้อมกอด ยุนโฮจึงเอะใจ และเมื่อเขาเงยหน้ามองตรงไปก็เจอกับใบหน้ากลม ๆ แดง ๆ ของจุนซู
“อ้าวจุนซู! ขอโทษทีนะ ฉันไม่ทันมอง” ยุนโฮพูดกลั้นขำเมื่อเห็นว่าหน้าของจุนซูแดงไม่แพ้คนในวงแขนตัวเอง
“ไม่เป็นไรครับ” จุนซูตอบพร้อมรอยยิ้ม
“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนก็แล้วกัน ฉันไปก่อนนะแจจุง หายไว ๆ ล่ะ” จุนซูบอกลาเมื่อเห็นว่าถ้าอยู่ต่อก็รังแต่จะเป็นก้างขวางคอสองคนเสียเปล่า ๆ สู้เขาเอาเวลามองสองคนนี้สวีทกันไปซักซ้อมว่าจะพูดกับยูชอนอย่างไรยังจะดีเสียกว่า
แต่ดูเหมือนเวลาเตรียมตัวของจุนซูจะน้อยกระทั่งเรียกได้ว่าเป็นหน่วยวินาที เมื่อเขาได้ยินยุนโฮพูดขึ้นมาว่า...
“เออ...ยูชอนก็มาด้วยแน่ะ พอดีเลย พวกนายจะได้กลับบ้านพร้อมกัน เดี๋ยวฉันไปตามให้ก็แล้วกันนะ” ไม่พูดเปล่าแต่ยังยอมสละผละออกจากตัวนิ่ม ๆ ของคนรักเพื่อจะออกไปตามเพื่อน
“ไม่ต้อ...” ทว่ายังไม่ทันที่จุนซูจะปฏิเสธได้จบประโยค คนที่ถูกพูดถึงก็มาหยุดอยู่ในห้องอีกคนแล้ว
“...” ยูชอนเงียบ เขาเพียงแค่ปรายตามองจุนซูก่อนเดินเลยเอาของเยี่ยมไข้ของแจจุงไปวางบนโต๊ะ
จุนซูผงกหน้าให้แจจุงนิดหนึ่งเป็นเชิงบอกว่าจะไปแล้ว จากนั้นเขาก็เดินออกไป
“จุนซูกำลังจะกลับพอดี แกก็กลับพร้อมกันเลยสิ” เมื่อเห็นว่าคนหนึ่งกลับออกไปแล้ว ยุนโฮก็เจ้ากี้เจ้าการบอกเกินจำเป็น
ยูชอนปรายตามองนิ่ง ๆ แต่ก็เดินออกไปแต่โดยดี สายตาเย็นชาของยูชอนทำให้แจจุงชักหวั่นใจขึ้นมาว่าสถานการณ์ระหว่างจุนซูกับยูชอนจะร้ายแรงจริง ๆ
“เดี๋ยวเย็นนี้ก็กลับบ้านได้แล้วล่ะ” เมื่อเห็นว่าแจจุงเหม่อ ยุนโฮก็เอ่ยขึ้นมา ซึ่งเรื่องที่เจ้าตัวพูดมาก็เรียกความสนใจได้ดีนัก
“จริงหรอ ดีใจจัง...” แจจุงยิ้มกว้างบ่งบอกว่ากำลังดีใจมากจริง ๆ มือของเขากุมมือยุนโฮแล้วเขย่าถามอย่างต้องการความแน่ใจ
“ไม่มีเหตุผลที่ต้องโกหกนี่นา” ยุนโฮเอ่ยพร้อมยิ้มเท่ห์ ชายหนุ่มก้มหน้าจรดริมฝีปากกับหน้าผากของคนป่วยก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง นั่งคุยกันไปตามเรื่องราว
เมื่อลิฟต์เลื่อนลงมาถึงชั้นสุดท้าย จุนซูก็รีบเดินออกมาทันทีที่ประตูเปิดออก ชายหนุ่มเร่งสองเท้าของเขาให้ก้าวออกจากโรงพยาบาลนี้ไว ๆ
จุนซูเอ๋ยจุนซู...ถึงจะบอกแจจุงไปว่าจะถาม แต่พอถึงเวลาเข้าจริง ๆ กลับไม่กล้าเสียได้ คุณยูชอนนี่ก็นะ...พอพูดถึงหน่อยก็รีบโผล่มาเชียว
“อะ!” แต่เมื่อมาถึงลานหน้าโรงพยาบาลซึ่งเป็นทางให้รถผ่าน จุนซูก็ถูกมือของใครคนหนึ่งฉวยข้อมือเอาไว้แน่น และคนคนนั้นก็ไม่ใช่คนอื่นไกลที่ไหน...ยูชอนนั่นเอง
มาถึงก็ไม่พูดอะไร ยูชอนเอาแต่ลาก ลาก และลากจุนซูให้เดินตามตัวเองมา และตัวคนถูกลากก็ขัดเขินเสียจนไม่กล้าถามว่ายูชอนจะพาตัวเองไปที่ไหน
แต่คำตอบก็มาเฉลยเอาเมื่อเห็นรถสีดำทะเบียนคุ้นตา ยูชอนเปิดประตูออกแล้วดันจุนซูเข้าภายในก่อนตามเข้าไปอีกคน เมื่อปิดประตูแล้วรถก็เคลื่อนออกโดยที่ยูชอนก็ยังคงไม่ได้พูดอะไรสักคำ
จุนซูใช้เวลาจากนั้นอีกสองวันเพื่อทำใจ และเมื่อคิดว่าตัวเองกล้าพอก็ตั้งใจจะไปคุยกับยูชอนให้รู้เรื่อง เขาเปิดประตูที่เชื่อมห้องตัวเองกับยูชอนออก แต่เมื่อบานไม้อ้าออกนิดหนึ่ง จุนซูก็พบว่ายูชอนกำลังมีแขก ซึ่งก็คือจุนกีนั่นเอง
ถึงจะนึกแปลกที่สองคนคุยกันในห้องนอน แต่จุนซูก็ไม่ติดใจสงสัยอะไร ซ้ำยังกำลังจะปิดประตูแล้วรอให้จุนกีกับยูชอนคุยธุระกันเสร็จเสียก่อน ทว่าหัวข้อที่สองหนุ่มกำลังพูดถึงก็ดึงดูดความสนใจเสียจนจุนซูต้องเสียมารยาทแอบฟัง
“เฮ้ยปาร์ค! สงสัยมานานแล้ว ทำไมพักหลังไม่ยอมไปเที่ยวเลยวะ อยู่บ้านมีอะไรน่าสนใจรึไง” จุนกีถามคนที่ง่วนอยู่กับกองเอกสาร ขณะที่คนถามก็กวาดตามองไปทั่วห้อง ไม่บ่อยนักที่ยูชอนจะยอมให้ใครเข้าห้องนอนได้ง่าย ๆ
“ส่วนหนึ่งก็ใช่...” ยูชอนพูดก่อนหยุดยิ้มนิดหนึ่งเมื่อนึกถึงสิ่งน่าสนใจในบ้าน ก่อนที่รอยยิ้มบางเบานั้นจะจางหายอย่างรวดเร็วเมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อเร็ว ๆ นี้
เขายังไม่หายโกรธหรอกนะที่จุนซูไปทำท่าสนิทสนมกับเลขาฯของชินดงอย่างนั้นน่ะ!
“จุนซู?” จุนกีเดินเข้ามาใกล้ก่อนกระซิบข้างใบหูด้วยคิดว่าหากทำอย่างนี้จะยิ่งทำให้ยูชอนทวีความเขินอายเป็นเท่าตัว
“ก็รู้อยู่แล้ว ทำไมต้องถามให้มากความ” ทว่าคนถูกยั่วกลับไม่เขินอายอย่างที่คิด ยูชอนตอบออกมาหน้าตาเฉย สายตาที่กวาดอ่านรายละเอียดในแฟ้มงานไม่มีสะดุดแม้แต่น้อย
“แล้วไอ้ส่วนที่เหลือล่ะ” แต่ดูเหมือนจุนกีจะไม่พอใจหากยังไม่ได้รู้เรื่องที่หมดที่ต้องการ หนุ่มรุ่นพี่ยังเซ้าซี้ถามตามความพอใจของตัวเอง
“.........” เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะหนึ่งในห้องนั้น
“ว่าไง?”
“สัญญา......” ยูชอนเงยหน้าจากกองกระดาษปึกใหญ่ เขาทอดสายตามองออกไปไกลโดยที่ไม่รู้ว่าจุดหมายคือตรงไหนก่อนค่อย ๆ พูดเสริม
“ฉันสัญญากับริคกี้เอาไว้ ถ้าจะหาพี่เลี้ยงให้เขา ฉันก็ต้องไม่ไปเที่ยวกลางคืนอีก”
“หมายความว่ายังไง” คำตอบที่ได้ยินทำเอาจุนกีใจหาย และตอนนั้นเองที่เหมือนเขาจะสังเกตเห็นว่าประตูห้องของยูชอนสั่นนิดหนึ่ง
“นี่อย่าบอกนะว่าแกเอาจุนซูเป็นที่ระบายแทนพวกผู้หญิงน่ะ” จุนกีถามคนที่กลับไปนั่งคร่ำเคร่งกับกองกระดาษต่อหลังจากตอบคำถามเขาไปเมื่อครู่
“มันแตกต่างกันนิดหน่อย แต่ก็คล้าย ๆ กันนั่นแหละ”
“แล้วบอกได้ไหมล่ะว่าไอ้ข้อแตกต่างที่ว่ามันคืออะไร” เมื่อรู้ว่ามีคนแอบฟัง จุนกีก็เค้นถาม เผื่อว่าคนที่แอบฟังอยู่อีกด้านจะเข้าใจกระจ่างขึ้น ภายใต้คำพูดผิวเผินของยูชอนอาจมีความนัยลึกซึ้งแฝงไว้เพื่อจุนซูก็เป็นได้
ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับไม่ใช่สิ่งเดียวกับที่ต้องการ...
“ไม่ใช่เรื่องที่นายจำเป็นต้องรู้” ยูชอนตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดหรือลังเลเลยสักนิด
“บ๊ะ! ไอ้นี่!!” จุนกีตบโต๊ะเสียงดังด้วยความไม่พอใจ แต่ยูชอนเพียงแค่ปรายตามองแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ ราวกับว่าโลกนี้ไม่มีสิ่งอื่นใดที่น่าสนใจกว่านั้นอีกแล้ว
“เออ...แล้วพี่เลี้ยงที่ฉันหามาให้เป็นไงมั่ง” เมื่อเห็นว่ายูชอนคงไม่ตอบแน่ ๆ และเขาก็มีคำตอบที่คิดไว้เองอยู่ในใจ จุนกีจึงเปลี่ยนเรื่องถามถึงญาติสนิทที่พามาทำงานกับตระกูลปาร์คได้เกือบห้าเดือน
“ก็ดีนะ...ดีกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะเลยล่ะ แต่ดูเหมือนว่าจะสนิทกับริคกี้เกินไปหน่อย” เป็นที่รู้กันในน้ำเสียงว่าคำว่าสนิทที่ยูชอนใช้หมายถึงอะไร ถึงไม่ได้ใกล้ชิดน้องชาย แต่ยูชอนก็มองออกว่าสายตาที่น้องน้อยของเขามองพี่เลี้ยงตัวเองมันมีความรู้สึกอย่างไร
“ฮ่าฮ่า ท่าทางหมอนั่นคงอยากเลี้ยงเด็กแบบนี้มากกว่าเป็นประธานบริษัทแล้วละมั้ง” พูดกลั้วหัวเราะ จุนกียืนพักขาพิงกับโต๊ะทำงานของยูชอน สองมือล้วงกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทางสบาย ๆ
“ประธานบริษัท?” ถ้อยคำที่สะดุดหูทำให้ยูชอนต้องทวนถามไม่แน่ใจ
“ฉันยังไม่ได้บอกนายนี่เนอะ ซีวอนน่ะลูกพี่ลูกน้องฉันเอง”
“งั้นถ้านายช่วยเอาลูกพี่ลูกน้องกลับไปจะดีมาก ฉันยังไม่อยากให้ริคกี้คบใคร มันยังไม่ถึงเวลา” เพราะคิดว่าเรื่องของน้องชายเป็นสิ่งสำคัญเสมอ ยูชอนจึงเงยหน้าขึ้นเพื่อสบตากับจุนกี แต่ระหว่างนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นว่าประตูห้องถูกเปิดแง้มเอาไว้เล็กน้อย
“อย่าหวงน้องไม่เข้าเรื่องน่า คนเขารักเขาชอบกันก็ปล่อยไปเถอะ แล้วนี่จุนซูไปไหนเสียล่ะ” จุนกีถามขึ้นมาก่อนจะรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ประตูอีกครั้ง
“โอ๊ะโอ...ฉันว่าฉันได้คำตอบแล้วล่ะ” โดยไม่ต้องคิด...จุนกีนึกคำตอบเอาเองทันทีเมื่อเห็นอย่างนั้น
สายตาของจุนกีที่ทอดมองไปยังประตูห้องด้านหน้าทำให้ยูชอนเงยหน้าขึ้นมาก่อนชี้ไปทางประตูห้องของจุนซูซึ่งเป็นประตูเชื่อมติดกับห้องเขาทางด้านข้าง
“ไม่ใช่...จุนซูน่ะตรงนั้นต่างหาก” ยูชอนพูดมั่นใจ ประตูที่เปิดแง้มไว้เมื่อกี้ถูกปิดลงแล้ว จุนซูรู้เรื่องที่พวกเขาคุยกันแน่ ๆ เพียงแต่ไม่รู้ว่าได้ยินอะไรไปบ้าง
“แล้วไอ้ประตูอีกบานนั่นล่ะ” จุนกีพยักพเยิดปทางประตูหลัก ซึ่งเขาก็มั่นใจเช่นกันว่ามีคนหนึ่งซุ่มฟังอยู่ตรงนั้น
จุนซูค่อย ๆ ดึงประตูปิดเบามือเมื่อได้ฟังคำตอบของยูชอน เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนที่กำลังปิดประตูนั้น ตัวเองมีสีหน้าแบบไหน
รู้สึกเหมือนยูชอนเหลือบมองมา ทว่าจุนซูก็ไม่สนใจ ตอนนี้ในหัวมีแต่ความคิดตัวเองลอยไปมา สิ่งที่ได้ยินทำร้ายจิตใจเกินรับไหว
ยูชอนทำดีกับเขาก็เพราะอย่างนี้เองสินะ ทำไมเขาถึงไม่คิดได้ตั้งแต่ตอนที่ยูชอนไม่ปัดป้องผู้หญิงคนนั้นในที่ประชุม
ยูชอนก็ยังคงเป็นเสือผู้หญิงเลื่องชื่อ แต่ด้วยพันธสัญญาทำให้ชายหนุ่มต้องงดเที่ยว เพราะฉะนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมา คงมีแต่เขาที่คิดไปเอง
หลงคิดไปว่าความอบอุ่นอ่อนโยนที่ได้มานั้นคือเรื่องจริง
หลงคิดไปว่าความใจดีที่ไม่ได้สัมผัสมานานกำลังจะหวนคืน
หลงคิดไปว่า...ใจของเราอาจจะตรงกัน ยูชอนอาจรักเขาเหมือนที่เขารู้สึกมาตลอด
ทว่าสุดท้ายที่หลงคิดไป...ก็ไม่มีอะไรจริงสักอย่าง
ที่กอดเขา...คงนึกว่าเขาเป็นเหมือนผู้หญิงคนอื่น คิดเอาเขาแทนที่คนพวกนั้น
...ผมเป็นแค่ที่ระบายของคุณใช่ไหม ยูชอน...
จุนซูทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง แม้แต่น้ำตาก็ไม่อาจไหลริน ในเมื่อแรงแค่จะหายใจในตอนนี้ดูเหมือนจะหมดสิ้นไปแล้ว
เรียวแขนถูกยกขึ้นช้า ๆ เพื่อโอบกอดตัวเอง ไหล่บางงองุ้มด้วยความเจ็บปวดภายในใจ
เจ็บ...เสียยิ่งกว่าถูกยิงด้วยศร
ปวด...เสียยิ่งกว่าถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น
ในใจเหวอะหวะราวถูกกรีดด้วยของมีคมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จุนซูโอบกอดตัวเองเอาไว้ หวังเพียงจะถ่ายเทความอบอุ่นให้กับจิตใจที่หนาวเหน็บยิ่งกว่าสายลมในฤดูหนาวที่กำลังมาเยือน
คำตอบของจุนกีที่ว่าอีกบานประตูนั้นมีใครแอบฟังอยู่กำลังนั่งซบหน้ากับเข่าเล็ก ๆ ของตัวเอง ยูฮวานนั่งชันเข่ากอดตัวเองเอาไว้แน่นเท่าที่อ้อมกอดเล็ก ๆ จะทำได้
“เอ่อ...ครอบครัวของผมมีกิจการเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง ถึงเราไม่ค่อยมีเงิน เอ่อ...แต่ก็มีความสุขดี”
“ฉันยังไม่ได้บอกนายนี่เนอะ ซีวอนน่ะลูกพี่ลูกน้องฉันเอง”
“ผมน่ะ...จริงใจกับคุณสุด ๆ เลยนะ จะเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีเลย จะไม่โกหกคุณ...”
คำพูดที่ตัวเองเพิ่งได้ยินเมื่อสองวันก่อนลอยวนไปมาปปะทะกับคำของเพื่อนพี่ชายที่ตัวเองได้ยิน ยูฮวานสับสนเสียจนไม่รู้ว่าตัวเองควรรู้สึกอย่างไร
ที่บอกว่าจะไม่โกหกกัน มันเป็นเพียงสัญญาลมปากเท่านั้นใช่ไหม
ซีวอนเห็นเขาเป็นตัวอะไร เป็นเด็กเล็กที่จะพูดจะสัญญาพล่อย ๆ ว่าอะไรก็ได้อย่างนั้นหรือ
ทั้งที่ไว้ใจ ทั้งที่รักมากขนาดนี้ เขาไม่มีเรื่องปิดบังซีวอนเลยสักนิด แต่กลับเป็นฝ่ายนั้นต่างหาก...ที่ไม่ยอมพูดความจริง
หรือมันจะเป็นจริงดังคำพี่ชาย
...ยังไม่ถึงเวลาหากเขาคิดจะรักใครในตอนนี้...
เขาก็เป็นเพียงแค่เด็กคนหนึ่ง นั่นสินะ...ใครจะมาคิดจริงจังด้วย
ท้ายที่สุด..ทุกคนก็สวมหน้ากากเข้าหาไม่ต่างกัน
คณะที่คฤหาสน์ตระกูลปาร์คเต็มไปด้วยความไม่เช้าใจ ทางด้านตระกูลคิมกลับมีแต่กลิ่นหอมหวานของความรักแผ่ไปทั่ว
“ยุนโฮ..ไปจ่ายตลาดกันเถอะ” วันนี้ยุนโฮสัญญาว่าจะพาแจจุงไปทะเล ถึงแม้ว่าจะไปแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ตอนเย็นก็ต้องกลับมาแล้วเพราะยุนโฮต้องทำงาน แต่คนสวยก็อดตื่นเต้นไม่ได้
“หา! เรื่องนั้นให้เด็กทำก็ได้นี่” ชายหนุ่มที่กำลังนั่งรายการข่าวทางโทรทัศน์อุทานเสียงดัง
“ไม่เอาอ่ะ ก็ฉันอยากทำเองนี่ วันนี้จะได้ไปเที่ยวทั้งที ฉันอยากทำอาหารทานเอง” แจจุงร้องงอแงอย่างที่ไม่ได้ทำบ่อยนัก
“จริง ๆ แวะข้างทางก็ได้นี่นา แจจุงจะได้ไม่ต้องเหนื่อยไง” มีสองเหตุผลที่บอกออกไป หนึ่งคือกลัวแจจุงจะเหนื่อยจริง ๆ และสองคือยุนโฮไม่เคยไปเดินซื้อของตามตลาด และไม่คิดจะไปด้วย!
“จะขัดใจหรอ! ไม่รู้ล่ะ นายไม่ไปฉันไปคนเดียวก็ได้” เรียวปากสวยเชิดขึ้นจนแทบติดจมูก ใบหน้าหวานงอง้ำจนเหมือนม้าหมากรุก
หลังจากที่บอกความในใจกับยุนโฮและเข้าใจกันดีแล้ว แจจุงก็เผยนิสัยและอากัปกิริยาอีกหลายด้านที่ไม่มีใครเคยเห็น ไม่ว่าจะเป็นความเอาแต่ใจแบบเด็ก ๆ หรือสีหน้าเชิดงอนน่ารักน่าเอ็นดู
และนั่นยิ่งทำให้ยุนโฮทั้งรักทั้งหลงเสียยิ่งกว่าอะไร...
“โอเค ไปด้วยกันก็...” แต่ก่อนที่ยุนโฮจะพูดจบ เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นเสียก่อน
“ฮัลโหล อืม...เข้าใจแล้ว” ชายหนุ่มรับสายก่อนหลบฉากออกไปคุยทางอื่น น้ำเสียงที่พูดเคร่งขรึมขึ้นเมื่อปลายสายนั้นคืออึนฮยอก...เลขานุการของเขา ซึ่งฝ่ายนั้นโทรมาบอกเขาว่ามีโครงการที่รอให้อนุมัติด่วน ขอให้ยุนโฮเข้าบริษัทก่อนแวะไปเที่ยวในวันนี้
“แจจุ..อ้าว ไปไหนแล้ว” ทันทีที่วางสาย ยุนโฮก็หันกลับมาหวังจะบอกแจจุงว่าอาจจะต้องเลื่อนเวลาเดินทางออกไปนิดหนึ่ง แต่กลับพบว่าคนรักไม่ยืนอยู่ตรงที่เดิมแล้ว
“คุณแจจุงเธอออกจากบ้านไปกับพวกเด็ก ๆ เมื่อกี้เองค่ะ” เด็กรับใช้ที่ยืนอยู่แถวนั้นพอดีเป็นคนให้คำตอบ
ยุนโฮขมวดคิ้วไม่ชอบใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เอาไว้ให้เขากลับมาก่อนเถอะ จะลงโทษเสียให้เข็ด ไม่ยอมรอเขาดีนัก
“เดี๋ยวพวกเธอซื้อของตามที่คุณแม่นมสั่งนะ เดี๋ยวฉันจะเดินไปดูทางนั้นหน่อย” เมื่อมาถึงตลาด ว่าที่คุณนายชองก็หาโอกาสปลีกตัวออกมาจากกลุ่มสาวใช้ นาน ๆ ทีจะได้เดินไปไหนมาไหนคนเดียวแบบนี้ทำให้แจจุงรู้สึกดีอยู่ลึก ๆ
ชายหนุ่มหยุดแวะร้านต่าง ๆ เป็นครั้งคราว เมื่อคิดว่าจะทำเมนูอะไร เขาก็สนุกกับการเลือกวัตถุดิบต่าง ๆ ที่วางเรียงรายให้เขาเลือกสรร
“แจจุง!”
แต่ยังไม่ทันจะได้ของครบตามที่ต้องการ แจจุงก็เจอใครคนหนึ่งเข้าเสียก่อน
“พี่สาว...” แจจุงครางเครือในลำคอเมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาชัด ๆ ชายหนุ่มขยับเท้าก้าวเข้าหาสตรีตรงหน้าหวังจะกอดให้คลายความคิดถึง ทว่าอีกฝ่ายกลับชักเท้าหนีทันควัน
“ยังมีหน้ามาเรียกฉันว่าพี่อีกหรือ เพราะแกนั่นแหละที่ทำให้พ่อฉันเกือบตาย ฉันไม่มีน้องเลว ๆ แบบแก!” เสียงแหลมตวาดสูงจนคนแถวนั้นหยุดมองด้วยความสนใจ ไม่เว้นสาวใช้ตระกูลชองที่แยกย้ายกันไปเมื่อครู่ก็รีบวิ่งกลับมาหาคนรักของเจ้านายทันที
“เดี๋ยวก่อน พวกพี่พูดเรื่องอะไร ผมไม่เข้าใจ พ่อ...พ่อเป็นอะไรครับ” เสียงหวานสั่นเครือ นานแล้วที่เขาไม่ได้รู้ความเป็นไปของคนที่บ้าน ได้แต่คิดไปเองว่าทุกคนอยู่สุขสบายดี
“ทำมาตีหน้าซื่อ เพราะแกแท้ ๆ เชียว เพราะพ่อจะเอาเงินไปไถ่ตัวแกนั่นแหละ พ่อถึงโรคหัวใจกำเริบ” พี่สาวยังคงเดินหน้าทำร้ายด้วยคำพูด ไม่มีสักวินาทีหนึ่งที่จะหยุดมองความรู้สึกที่ฉายชัดบนใบหน้าน้องชายต่างสายเลือด
“เพราะผม...เพราะผม...” แจจุงพึมพำซ้ำไปซ้ำมา ยอมรับว่าตกใจไม่น้อยกับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
“ใช่! เพราะแกนั่นแหละ ตลอดเวลาพ่อทำงานหนักเพื่อจะหาเงินมาช่วยแก กลัวว่าแกจะถูกคนบ้านนั้นข่มเหง แล้วดูตอนนี้สิ...ไม่มีตรงไหนที่บ่งบอกเลยว่าแกไม่ได้อยู่ดีกินดี ทางนั้นเขาก็หวงแกมากนักนี่ มาบอกว่าจะไม่คืนแกแล้วยังจ่ายค่ารักษาพ่อเสียเสร็จสรรพโดยที่แกไม่แม้แต่จะมาเยี่ยมมาหากันสักนิด เพราะฉะนั้น...เราไม่ใช่พี่น้องกัน เข้าใจใหม่เสียด้วย”
เมื่อพูดจบครบกระบวนความ พี่สาวที่เคยใช้ชีวิตร่วมกันมานานก็เดินจากไป ทิ้งให้แจจุงแข้งขาหมดแรง ล้มพับไปกับพื้นตรงนั้นเอง
To Be Continued
Talk With Zinister
มาปั่นให้ก่อนไปจ่ายเงินซัมเมอร์คอร์สค่ะ ตื่นมาปั่นตั้งแต่ตีห้า ปาฏิหาริย์จริง ๆ ที่มันเสร็จทันก่อน 8:30 น. ตอนแรกว่าจะแต่งตอนนี้หลังจากสอบเสร็จวันที่สิบ แต่รู้สึกว่าน้านนาน เรื่องนี้ไมได้อัพมาเดือนกว่าแล้ว คาดว่าคนอ่านคงลืมเรื่องกันละ อีกอย่างการแต่งฟิคคือวิธีคลายเครียดค่ะ (จากที่เห็นว่าเมื่อสามวันก่อนซินเอาเรื่องสั้นมาลง) ก็เลยออกมาเป็นตอนนี้ค่ะ เริ่มเห็นเค้าความยุ่งยากโผล่มาแล้วเนอะ ไอ้เหตุผลที่อยู่ ๆ ยูชอนถึงทำดีกับจุนซูแบบกะทันหันก็เผยออกมาแล้ว ซ้ำยูฮวานยังรู้อีกว่าซีวอนเป็นญาติของจุนกี แจจุงก็รู้เรื่องป่าป๊า แล้วยังมีความหลังของซองมินและจองซูที่ซินยังไม่ได้เฉลย(เพราะยังเลือกไม่ถูกว่าจะให้อยู่ในเรื่องหรือตอนพิเศษดี) เพราะฉะนั้นก็ติดตามอ่านกันต่อไปหน่อยนะคะ ขอบคุณทุกคนมากค่ะ ^^
edit @ 6 Mar 2008 08:02:30 by Zinister

นิดหายไปน๊านนนนนนนนนนนาน
แล้วน่ะเนี่ย...อ่านพาร์ทนี้แล้วเนี่ย
เศร้าใจแทนจุนซูกับริกกี้..
โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกก
แต่พี่รีบให้พวกเค้าคืนดีเถอะค่ะ...เพราะเรื่องนี้นิดชอบ
2 คู่นี้มากๆๆๆๆๆๆๆพอพี่จบอย่างนี้แล้วมันขัดใจเล็กน้อยถึงปานกลาง
ให้กำลังใจคนแต่งน่ะค่ะ
#1 By SMILE, even through your tears!!!!! on 2008-03-06 14:52