D-Line [Part 1]
posted on 06 Feb 2008 23:05 by zinister in ShortFanFiction
Title : D-Line
Description : รถไฟสายโชคชะตา
Author : Zinister
Pairing : YunJae
Rating : PG-13
Genre : Romantic(?)
Warning & Note :
- พึงรำลึกเสมอว่าในฟิคนี้ยุนโฮหล่อลากดินและแจจุงสวยเลิศที่สุดในปฐพี ต่อให้ท่านมีชายหล่อชายสวยในหัวใจกี่คน นาทีนี้ก็ขอให้ลืมไปก่อน
- แฟนฟิคชั่นเรื่องนี้มีการใช้คำพูดไม่สุภาพในบางส่วนและมีเนื้อหาชายรักชาย เด็กอายุต่ำกว่าสิบสามควรมีพี่น้องร่วมสายเลือดวายช่วยพิจารณา (เอ๊ะยังไง?)
- กรุณาพกผ้าสำหรับปิดจมูก เนื่องจากแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้อาจน้ำเน่าขั้นส่งกลิ่นรุนแรง เป็นอันตรายต่อเยื่อบุโพรงจมูก (เรียกอย่างนี้รึเปล่า?)
- ควรเก็บเมาส์ไว้ให้ห่างมือ เพื่อที่ว่าถ้าเกิดเบื่อขึ้นมาเมื่อไรจะได้ชะลอเวลาในการกดปิดหน้าต่างให้ช้ากว่าเดิม(หมายความว่าขอให้ช่วยอดทนอ่านกันหน่อยนั่นเอง)
- คอมเมนท์ได้ตามใจชอบค่ะ ไม่ต้องกลัวคนเขียนไม่อ่าน (ใครเขากลัวอย่างนั้นกัน?)
- ซินรักคนอ่านทุกคนเลย จ๊วบ!!
เตรียมตัวออกเดินทาง
เช้าวันหนึ่งในต้นฤดูใบไม้ผลิ แสงแดดอ่อนสะท้อนลงผิวน้ำเป็นประกายสวยงาม ผู้คนในสวนสาธารณะต่างกำลังออกกำลังกายแข็งขันพลางชื่นชมความงามของทัศนียภาพยามเช้า
“ผมไปเรียนนะครับ” ชายหนุ่มรูปร่างบอบบางเดินออกมาจากบ้านตระกูลคิมซึ่งอยู่ตรงข้ามสวนสาธารณะด้วยใบหน้าสดใส เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าพร้อมจะรับมือกับเช้าวันใหม่แล้ว
“เดินทางดี ๆ นะลูก ตั้งใจเรียนด้วยล่ะ” คนเป็นแม่ออกมาส่งที่หน้าบ้านก่อนกล่าวคำอวยพรด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
เด็กหนุ่มรับคำมารดาด้วยการยิ้มตอบก่อนออกเดินเพื่อไปยังสถานีรถไฟฟ้าซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเท่าไรนัก
ระหว่างทางผู้คนมากมายที่คุ้นหน้ากันดีต่างส่งเสียงทักทายเป็นระยะ ไม่มีแม้สักคนที่รู้จักทว่าทำเมินเฉยได้ ในเมื่อหนุ่มน้อยคนนี้ทั้งมีเสน่ห์และมนุษยสัมพันธ์ดี
ผมสีดำขลับที่ยาวระไหล่ของเขาปลิวเล็กน้อยไปตามแรงสายลมอ่อน ๆ ที่ปะทะกับใบหน้า ทำให้เผยวงหน้าเนียนขาวซึ่งแต่งแต้มด้วยกลีบปากสีชาด ตัดกับนัยน์ตาและเรียวคิ้วสีรัตติกาล สันจมูกคมที่วางตัวอย่างพอเหมาะพอเจาะ รวมทั้งรูปร่างที่ถึงแม้จะสูงไม่น้อยหน้าใคร ทว่าความบอบบางของลำตัวที่มีน้อยกว่าชายทั่วไปต่างก็ทำให้คนคนนี้แลดูสวย อ่อนหวาน และน่าเอ็นดู
“แจจุง...เอานี่ไปทานที่โรงเรียนสิจ๊ะ พอดีป้าทำมาเยอะเลย” เมื่อเดินผ่านร้านค้าหัวมุมถนน คุณป้าใจดีก็ส่งอาหารห่อใหญ่ให้กับเขา
“ขอบคุณมากครับ” เด็กหนุ่มหน้าหวานที่คนทั้งถนนรู้จักกันดีในชื่อแจจุง...น้องคนสุดท้องของตระกูลคิม ยื่นมือออกไปรับพร้อมกล่าวคำขอบคุณอย่างมีมารยาท แล้วยิ้มนางงามอีกครั้งเป็นการปิดท้ายก่อนเดินจากไป
“ฮ้า~ ท้องฟ้าวันนี้สวยชะมัดเลย ค่อย ๆ เดินดีกว่า” สุ้มเสียงหวานหูเร้นลอดออกมาจากเรียวปากคู่สวย เด็กหนุ่มเดินฮัมเพลงอย่างคนอารมณ์ดีตลอดทาง
‹ ‡ ‡ ‡ ‡ ‡ D – L I N E ‡ ‡ ‡ ‡ ‡ ›
ขณะที่คนส่วนหนึ่งกำลังมีความสุขกับอากาศยามเช้า ก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังขลุกอยู่บนเตียงดังเช่นยุนโฮ...ลูกชายคนโตของครอบครัวชอง
“ยุนโฮ ลงมาทานข้าวเช้าได้แล้วจ้ะ” หญิงวัยกลางคนทว่ามีใบหน้าอ่อนวัยกว่าอายุจริงร้องเรียกลูกชายคนเดียวอยู่หน้าห้อง ตราบจนเวลาผ่านไปครู่หนึ่งก็ยังไม่มีเสียงขานรับกลับมาเหมือนดังทุกที
“งืม...” คนถูกเรียกยังนอนพลิกตัวไปมาจนผ้าห่มสีเข้มเลื่อนหล่นจากเตียงไปกองแน่นิ่งกับพื้นห้อง
คนเป็นแม่จึงถือวิสาสะเข้ามาในห้องของลูกคนโต และพบว่าร่างของลูกชายยังนอนอยู่บนเตียง
“ยังไม่ตื่นอีกเหรอ ยุนโฮ! วันนี้ไม่มีเรียนเหรอลูก” ถามเสียงอ่อนพลางเขย่าแขนปลุกคนหลับ
“มี ค..รั...บ” เสียงทุ้มเครือตอบกลับงัวเงียจนฟังแทบไม่ได้ศัพท์
“งั้นก็รีบตื่นสิ นี่มันเจ็ดโมงแล้วนะ เดี๋ยวก็ไม่ทันรถไฟกันพอดี นี่น้องไปตั้งนานแล้วนะลูก” เธอส่ายหน้าเบา ๆ ขณะที่พยายามดึงตัวลูกชายให้ลุกขึ้นจากเตียง
เฮือก!
ทว่าเมื่อได้ยินมารดาเตือนเรื่องเวลาที่จวนเจียนจะให้เขาไปสาย ยุนโฮก็รีบดีดตัวขึ้นนั่งทันที อาการง่วงงุนเมื่อครู่หายเป็นปลิดทิ้ง
“สาย! สายแล้ว สายแล้ว!! ทำไมแม่ไม่ปลุกผมให้เร็วกว่านี้ล่ะ” เจ้าลูกชายตัวดีหันมาตัดพ้อหลังจากโวยวายจนเป็นที่พอใจ
“เอ๊ะเจ้าลูกคนนี้! นาฬิกาปลุกก็มีทำไมไม่รู้จักตั้งเวลา แล้วยังจะมาโทษแม่อีก” คนเป็นแม่ส่งค้อนกลับไปวงใหญ่
“ผมตั้งแล้วนะ แต่มันไม่ยอมปลุกนี่” ยุนโฮตอบขณะฉวยเอาผ้าขนหนูวิ่งเข้าห้องน้ำอย่างรวดเร็ว และเมื่อเข้าไปข้างในนั้นก็แทบจะทันทีที่เสียงน้ำดังแว่วออกมา
“ก็สมควรอยู่หรอก สังเกตบ้างไหมว่าถ่านมันหมด แล้วก็ยังไม่รู้จักหามาเปลี่ยนอีก” เธอหยิบนาฬิกาปลุกบนหัวเตียงของลูกชายขึ้นมาดู และพบว่าเสียงติกต็อกที่ควรมีมันไม่เหลือให้ได้ยินแม้แต่ครั้งเดียว
“ก็แม่แหละ ตอนไปซื้อของทำไมไม่ซื้อมาด้วยอ่ะ” ชายหนุ่มที่เพิ่งวิ่งผ่านน้ำก้าวออกมาจากห้องน้ำส่วนตัวแล้วเริ่มค้นชุดนักเรียนจากตู้เสื้อผ้าทั้งที่ยังเช็ดเนื้อเช็ดตัวไม่แห้งสนิทดีเสียด้วยซ้ำ
“พอ ๆ แม่ไม่อยากมาเถียงกับเราแล้ว แต่งตัวเสร็จก็ลงไปทานข้าวซะนะ แม่ไปทำงานก่อนล่ะ” เมื่อเห็นว่าลูกชายกำลังจะแต่งตัวซ้ำยังทำท่าว่าจะปลดผ้าขนหนูต่อหน้าอย่างไม่เคอะเขินทั้งที่โตเป็นหนุ่มแล้ว คนเป็นแม่ก็รีบปลีกตัวออกมา
“เดินทางดี ๆ นะครับ” ยุนโฮตะโกนตามหลังมารดาขณะที่มือก็เร่งติดกระดุมและตรวจดูความเรียบร้อยของเครื่องแบบให้เข้าที่เข้าทาง
ภาพในกระจกตู้เสื้อผ้าสะท้อนให้เห็นภาพของชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งบึกบึนสมชาย เรือนผมสีนิลถูกตัดและเซ็ตอย่างดีให้ด้านบนชี้แล้วไล่ระดับมาตามใบหน้าเรียว ดวงตาคมดุจพญาเหยี่ยวจ้องตอบเงาของตัวเองด้วยท่าทีมั่นใจ ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มขึ้นนิดหนึ่งเมื่อเห็นว่าตัวเองดูดีพอแล้ว
เรียวคิ้วยกขึ้นเมื่อตาเรียวเบิ่งขึ้นเล็กน้อย ยุนโฮนึกขึ้นได้ว่าเขากำลังจะสายจึงรีบวิ่งลงไปข้างล่าง หยิบขนมปังปิ้งแผ่นหนึ่งสำหรับอาหารเช้าแล้วสปีดฝีเท้าออกจากบ้านไป
ในสถานีรถไฟใกล้บ้าน เด็กหนุ่มสองคนกำลังวิ่งอย่างสุดฝีเท้าเพื่อมาให้ทันรถไฟเที่ยวล่าสุด ทั้งที่คนหนึ่งนั้นตื่นแต่เช้าทว่ากลับมาถึงเวลาไล่เลี่ยกับอีกคนซึ่งเพิ่งตื่นไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
“อ๊า~ สายแล้ว สายแล้ว!” ยุนโฮมาถึงก่อน ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ประตูรถไฟเพิ่งเปิด ชายหนุ่มไหลตามฝูงชนจนเข้าไปอยู่ในรถไฟฟ้าได้สำเร็จ
“ชิ! ไอ้แมวบ้า ข่วนมาได้!” แจจุงมาถึงหลังจากนั้นพร้อมกับกุมข้อมือของตัวเองไปด้วย เพราะมัวแต่เดินเอ้อระเหยซ้ำยังแวะเล่นกับลูกแมวข้างทางจนโดนข่วนเอาจึงตระหนักได้ว่าต้องมาเรียน ทว่ากว่าจะรู้ตัวก็เกือบสายเสียแล้ว
คนสวยมาถึงในเวลาที่ประตูรถไฟใกล้จะปิดอยู่รอมร่อ เด็กหนุ่มรีบวิ่งไปให้ทันแต่กลับสะดุดเท้าตัวเองล้มลงเสียก่อน
โครม!
คนบนรถไฟได้ยินเสียงล้มนั้นถนัดหู ทว่าไม่มีใครยื่นมือไปช่วยสักคนด้วยกลัวว่าตัวเองจะพลาดรถไฟเที่ยวนี้ เว้นเสียแต่...
“คุณ...ลุกไหวไหม รีบมาเร็ว” เป็นยุนโฮนั่นเองที่ช่วยฉุดแจจุงให้ยืนขึ้นแล้วดึงเข้ามาในรถไฟได้สำเร็จ จากนั้นบานประตูก็เลื่อนปิดเข้าหากัน
กลีบปากสวยพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอกก่อนจะหันไปหาคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังซึ่งเพิ่งช่วยดึงเขาเข้ามาในรถไฟ ด้วยหวังว่าจะเอ่ยคำขอบคุณ
อาจเป็นด้วยความใกล้ชิดอย่างไม่ตั้งใจหรือเพราะส่วนสูงที่ต่างกันไม่มากเท่าไร ทำให้เมื่อแจจุงหันหน้ากลับไป เรียวปากสีชาดก็สัมผัสเข้ากับผิวแก้มของยุนโฮพอดิบพอดี
“อะ เอ่อ...ขอโทษครับ” เสียงหวานเปล่งออกมาติดขัด แก้มใสแต้มสีเลือดชวนมองก้มลงต่ำเช่นเดียวกับดวงตาที่หลุบลง แจจุงเบี่ยงตัวออกเล็กน้อยด้วยความเขินอายเมื่อพบว่านอกจากตัวเองจะเพิ่งหอมแก้มชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนนั้นด้วยความบังเอิญแล้ว ร่างกายของพวกเขาอย่างแนบชิดติดกันอย่างเกินพอดี ซ้ำท่อนแขนแข็งแรงยังคงพาดผ่านเอวของเขาซึ่งเป็นผลพวงมาจากการที่อีกฝ่ายรวบตัวเขาขึ้นมาบนรถไฟนั่นเอง
“แล้วก็..ขอบคุณมาก” ประโยคต่อมาถูกเปล่งออกด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือยิ่งกว่าเดิม แจจุงรู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อนแดงจนแทบไหม้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ไม่เป็นไรครับ อ๊ะ!...” ยุนโฮตอบกลับพลางส่งยิ้มให้คนในวงแขน ดูเหมือนชายหนุ่มจะยังไม่รู้ตัวว่าเขากำลังโอบเอวอีกฝ่ายอยู่
ถ้าคุณเคยอ่านการ์ตูนชายหญิงหรือนิยายวัยรุ่นทั่วไป ก็น่าจะเดาได้ว่าในขบวนรถไฟที่แออัดด้วยผู้คนแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อทั้งสองคนถูกดันจนแนบชิดกันเสียยิ่งกว่าเดิม
สุ้มเสียงของยุนโฮที่หายไปเป็นเพราะแรงจากฝูงชนนั่นแหละ ที่ดันเข้ามาเสียจนปากหนานั้นยึดครองกลีบปากนุ่มนิ่มของแจจุงเข้าไปเต็มเปา แถมยังต้องค้างอยู่อย่างนั้นอีกพักหนึ่งเมื่อดูเหมือนคนรอบข้างยิ่งเบียดเข้ามาราวจงใจ
ดวงตาของยุนโฮกลอกไปมาสำรวจหนุ่มหน้าหวานตรงหน้า ขณะที่คนถูกจ้องกลับหลับตาปี๋แถมยังกำชายเสื้อนักเรียนของอีกฝ่ายเสียแน่น
เป็นครั้งแรกที่ยุนโฮรู้จักคำว่าสายหยาดฟ้ามาดิน เขานึกไม่ออกเลยว่าในชีวิตนี้จะสามารถหาผู้ชายคนใดที่เป็นเจ้าของวงหน้างดงามเพียงนี้ได้จากที่ไหนอีก
ในเมื่อที่สุดของที่สุดกำลังยืนอยู่ตรงหน้านี่แล้ว
เมื่อริมฝีปากของทั้งคู่ผละออกจากกัน เปลือกตาสีน้ำนมก็ยกขึ้นเผยนัยน์ตาดำขลับดุจท้องฟ้ารัตติกาล ทั้งสองคนจ้องตากันอยู่อย่างนั้นราวทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวได้หยุดเคลื่อนไหวไปแล้ว
ตาต่อตาที่ประสานกันเรียกแต้มชาดกระจายทั่วแก้มใสลามเรื่อยไปจนถึงใบหู ทั้งที่เขินอายขนาดนั้นแต่แจจุงก็ไม่อาจละสายตาจากชายหนุ่มเจ้าของดวงตาคมเรียวนั้นได้เลย
และต่อให้เป็นผู้ชาย นาทีนี้ยุนโฮก็ไม่สนใจ ด้วยรู้ตัวดีว่า......ตกหลุมรักเข้าไปเต็มเปา
ต่อมาไม่นาน ทั้งคู่ก็ถึงจุดหมายปลายทาง ร่างเล็กที่ถูกฝูงชนบดเบียดนั้นปล่อยให้ตัวเองเดินไปตามการชักจูงของผู้ชายร่างสูงที่ไม่เพียงแต่ช่วยเขายามขึ้นรถไฟเท่านั้น หากยังช่วยเบิกทางเมื่อเขาต้องลงอีกด้วย
ที่เป็นอย่างนั้นเพราะยุนโฮสังเกตเห็นว่าแจจุงใส่เครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนข้างกัน เมื่อตัวเองต้องลง ยุนโฮจึงดึงแจจุงมาด้วยกัน
ทั้งสองคนเดินต่ออีกหน่อยก็มาหยุดอยู่ที่หน้าโรงเรียนที่เรียกได้ว่าสร้างกำแพงติดกันเลยทีเดียว
“ขอบคุณมากครับ” แจจุงเอ่ยเสียงเบา บนใบหน้ายังคงแดงเรื่อด้วยเลือดฝาด
“ไม่เป็นไร คราวหลังก็ระวังหน่อยก็แล้วกัน” ยุนโฮตอบกลับมาก่อนยิ้มให้แล้วทำท่าหันหลังจะเดินเข้าโรงเรียน
“เอ่อ ผมชื่อแจจุง...คิม แจจุง” คนสวยกลั้นใจตะโกนตามหลังอีกฝ่ายไปทั้งที่ชายหนุ่มคนนั้นอยู่ห่างจากเขาไม่ถึงห้าเมตร ไม่มีความจำเป็นที่ต้องตะโกนเลยสักนิด
“ชอง ยุนโฮ” คนหล่อร้ายหันกลับมายิ้มพราวเสน่ห์ ตอบกลับมาด้วยสุ้มเสียงน่าฟัง
เมื่อได้ยินดังนั้นแจจุงก็พอใจแล้ว เขาฮัมเพลงตลอดทางที่กึ่งเดินกึ่งกระโดดเข้าโรงเรียน เช่นเดียวกับยุนโฮที่ไม่สามารถเก็บรอยยิ้มบนใบหน้าให้รอดพ้นสายตาคนเดินสวนไปมาได้เลยสถานีที่ ๑
“วันนี้มีเรื่องอะไรดี ๆ หรือไง หน้าบานเชียวนะ” คิม จุนซู เพื่อนสนิทที่สุดของแจจุงเอ่ยทักขึ้นมาเมื่อเห็นว่าเพื่อนรักหน้าหวานยิ้มกว้างไม่หุบมาตั้งแต่เช้า ซ้ำยังดูเหมือนว่าคนสวยจะลืมวิธีเดินตามปกติไปเสียสนิท เพราะทั้งวันการเคลื่อนที่ของแจจุงดูราวกับกึ่งกระโดดก็ไม่ปาน
“นิดหน่อยน่ะ” คนถูกทักตอบพลางอมยิ้มขณะสองมือควานเอาชุดพละจากล็อกเกอร์มาเปลี่ยน ปกติวิชาพลานามัยเป็นวิชาที่แจจุงไม่อยากจะเรียนสักเท่าไร เพราะตัวเองมักตกเป็นเป้าสายตาของบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นที่เรียนวิชานี้รวมด้วยกันอยู่เสมอ ยิ่งเป็นวิชาว่ายน้ำด้วยแล้ว เขาแทบจะใส่ชุดคลุมลงน้ำเสียด้วยซ้ำ
ทว่าเวลานี้แจจุงไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องนั้นเพราะมัวแต่นึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้า ซึ่งทันทีที่ทำอย่างนั้น เลือดก็สูบฉีดพากันมาอออยู่ข้างแก้มนวลโดยอัตโนมัติ
“ไม่นิดหน่อยแล้วมั้ง ทำเอานางฟ้าของพวกเรายิ้มได้ทั้งวันแบบนี้” คำเยินยอที่จุนซูพูดไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยสักนิด ในเมื่อนักเรียนทุกคนต่างก็ยกฉายานี้ให้กับเพื่อนของเขา เป็นอันรู้กันว่าหากเอ่ยคำว่านางฟ้า คนที่จะปรากฏขึ้นมาในห้วงคำนึงก็คือคิม แจจุงคนนี้นี่เอง
“จุนซูอ่า อย่าล้อกันสิ” คนหน้าหวานว่าพลางตีแขนเพื่อนเบา ๆ ซึ่งบ่งให้รู้ว่าเขินมากกว่าคิดโกรธจริงจัง
ทั้งสองคนคุยหยอกล้อกันอีกก่อนแว่วเสียงนกหวีดของครูผู้สอน ซึ่งเรียกนักเรียนมารวมกันและเป็นสัญญาณว่าชั่วโมงเรียนกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
“อ๊ะ! อาจารย์เรียกไปรวมแล้ว รีบไปเถอะ” จุนซูรีบหยิบเสื้อนอกช่วยคลุมให้แจจุงแล้วจูงมืออีกฝ่ายออกไปด้วยกัน
วันนี้เริ่มต้นชั่วโมงด้วยการอบอุ่นร่างกายแล้วจัดนักเรียนกลุ่มละสิบคนให้ว่ายแข่งกัน นักเรียนที่ยังไม่ถึงรอบของตัวเองก็นั่งรออยู่ริมสระ ซึ่งแจจุงกับจุนซูก็เป็นสองในนั้น
“แจจุง ๆ ดูคนนั้นสิ ตลกจัง” เป็นเพราะสระว่ายน้ำโรงเรียนของแจจุงอยู่ติดกับสนามฟุตบอลของโรงเรียนข้าง ๆ เมื่อว่างจัด จุนซูซึ่งหลงใหลเจ้ากีฬาไล่เตะลูกกลม ๆ จึงชอบมองเด็กโรงเรียนนั้นเล่นกัน
“คนไหน” ดวงตากลมโตเหลียวไปตามนิ้วเพื่อนแล้วสบเข้ากับร่างของคนคุ้นตาที่เพิ่งแยกจากกันไม่ถึงหกชั่วโมง และคนที่เขาเห็นก็เรียกสีชาดให้แต้มทั่วนวลแก้มได้ไม่ยาก
“สองคนที่กำลังแท็คมือกันไง” และยิ่งจุนซูระบุชี้ชัดลงไป แจจุงก็รู้แจ้งว่าสองคนที่จุนซูหมายถึง หนึ่งในนั้นคือยุนโฮ
“อือ...แล้วทำไมหรอ” ถามเพื่อนโดยยังไม่ละสายตาจากร่างสูงหุ่นนักกีฬาที่กำลังเลี้ยงลูกหลบฝ่ายตรงข้ามอีกครั้งหลังเพิ่งทำคะแนนไปเมื่อครู่
“พอเห็นสองคนนั้นฉันก็สงสัยเรื่องที่คนเขาพูดว่าเพื่อนกันจะมีอะไรเหมือนกันมันคงจะจริง” เมื่อได้ยินประโยคนี้ แจจุงก็ถึงกับหันกลับมามองหน้าเพื่อนรัก
“ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ” คนสวยถามพลางมองเพื่อนสนิทที่กำลังใช้นิ้วแตะปาก เรียวคิ้วเลิกขึ้นพอประมาณ ทำท่าทางเอียงคออย่างน่ารักน่าชัง
คิม จุนซูไม่ใช่คนสวยบาดตาตั้งแต่แรกพบเหมือนแจจุง ทว่าเสน่ห์ไม่ได้ด้อยกว่ากันเลย เวลาเดียวกับที่ทุกคนมอบฉายาให้แจจุงเป็นนางฟ้า จุนซูก็ถูกกล่าวขวัญว่าเป็นเทพธิดาผู้ร่าเริงด้วยเขามีไมตรีต่อทุกคน
“ก็ดูนายสองคนนั้นสิ เป็นเพื่อนกันแล้วปากห้อยเหมือนกันเลย อิยะฮ่าฮ่า!” คนน่ารักว่าพลางอ้าปากหัวเราะเสียงดัง มือไม้ตบเข่าตัวเองอย่างชอบอกชอบใจ
“บ้า! ไปว่าเขา” พอพูดจบก็แถมท้ายด้วยการขว้างค้อนให้อีกวงใหญ่ แจจุงสะบัดหน้าหนีด้วยท่าทีที่ดูก็รู้ว่างอน
“อะไรกัน ไม่พอใจหรอแจจุง มีอะไรในกอไผ่รึเปล่า” เมื่อเห็นอาการเป็นเดือดเป็นร้อนแทนของเพื่อนสนิท จุนซูก็ยิ่งมั่นใจว่าระหว่างคนหนึ่งในนั้นกับแจจุงต้องมีความสัมพันธ์กันแน่ ๆ
“เอ...กับใครกันนะ คนที่หน้าผากเถิก ๆ คนนั้น หรือว่าคนที่เพิ่งทำประตู” จุนซูทำเสียงเล็กเสียงน้อยพร้อมกับปรายตามองไปยังสองหนุ่มในสนาม
“บ้าน่า! ฉันกับยุนโฮไม่มีอะไรกันสักหน่อย” ดาวโรงเรืยนรีบสะบัดหน้ากลับมาทันทีโดยไม่ทันนึกว่าได้เผลอปากพูดอะไรออกไป
“ว้าว! รู้จักกันด้วยหรอเนี่ย! เล่ามาให้หมดเลยนะว่ารู้จักกันได้ยังไง” คนน่ารักแสร้งทำท่าตกใจได้น่าหมั่นไส้ ก่อนเอ่ยคั้นให้เพื่อนรักปริปาก
“ฮื้อ! มันไม่มีอะไรน่าสนใจหรอกน่า” เป็นอีกครั้งที่แจจุงพยายามหันหน้าหนีจุนซุ ทว่าฝ่ายนั้นใช้สองมือยึดวงหน้าหวานเอาไว้ ซ้ำยังส่งสายตาออดอ้อนดุจลูกแมวนัยว่าถ้าวันนี้ไม่ได้รู้เรื่องทั้งหมด คิม จุนซูคงอกแตกตายด้วยความอยากรู้เป็นแน่
“ร...รู้แล้วก็อย่าไปบอกใครล่ะ” แจจุงหลุบตาลงต่ำก่อนเอ่ยประโยคที่เพื่อนรักต้องการ และเมื่อได้ยินดังนั้น มือของจุนซูก็ละออกจากใบหน้าทันที
เหตุการณ์เมื่อเช้าถูกนำกลับมาเป็นหัวข้อสนทนาโดยที่คนพูดก็เล่าไปสลับกับบิดไม้บิดมือด้วยความเขินอาย จนเด็กนักเรียนคนอื่นพากันสงสัยในท่าทีของขวัญใจตัวเอง ซึ่งดูคล้ายคนกำลังตกอยู่ในห้วงรักเสียเหลือเกิน
“โห! การ์ตูนมาก ๆ! พวกนายนี่เป็นพระเอกนางเอกในการ์ตูนตาหวานได้เล...” จุนซูตะโกนขึ้นมาด้วยเสียงอันดัง จนแจจุงต้องรีบปิดปากเอาไว้แทบไม่ทัน แต่กระนั้นจุนซูก็พูดออกไปเยอะแล้ว แถมยังดึงดูดความสนใจทุกคนได้ดีเสียด้วยสิ
“เงียบน่า เห็นไหมว่าเพื่อนหันมามองกันแล้วน่ะ” แจจุงทำมือเป็นเชิงเตือนให้เพื่อนเงียบ ก่อนจะมองซ้ายขวาด้วยท่าทีเลิกลัก
“ช่างประไร ดูสิ ๆ ยุนโฮของนายมองมาทางนี้ด้วย” แต่มีหรือที่โดนว่าแล้วคนอย่างจุนซูจะสลด เขาแกะมือแจจุงออกแล้วชี้ไม้ชี้มือไปทางยุนโฮ
“ของฉันที่ไหนกันเล่า!” แจจุงรีบโพล่งขึ้นมาทันทีก่อนรีบตะครุบมือปิดปากตัวเองเมื่อนึกได้ว่าพูดเสียงดังเกินไปแล้ว
“อะไร ๆ พวกนายจูบกันแล้วนะ ไม่ต้องเขินน่าแจจุง ชอบเขาใช่ไหมล่ะ” จุนซูเบียดตัวกระแซะไหล่เพื่อน นิ้วเล็ก ๆ ถูกยกขึ้นมาจิ้มแก้มหยอกล้อคนข้างตัว
“ก็...” คนสวยเกิดอาการพูดไม่ออกชั่วขณะ แจจุงไม่ต่อประโยคจนจบทว่ากลับหลุบตาลงต่ำเป็นเชิงยอมรับกลาย ๆ
“จุ๊ ๆ ไม่ต้องกังวล ๆ เดี๋ยวท่านคิม จุนซูคนนี้จะช่วยเป็นพ่อสื่อให้เอง” คนตัวดีว่าพลางยืดอกแสดงความมั่นใจสุด ๆ
“จะบ้าหรอ!! พวกฉันเป็นผู้ชายทั้งคู่เลยนะ จะคบกันได้ยังไงเล่า!” แจจุงแหวขึ้นมาทันที
“แล้วไง? ไม่เห็นจะเกี่ยวเลย แถมนายน่ะ...สวยกว่าผู้หญิงทั้งโรงเรียนเราซะอีก ฉันว่านายยุนโฮอะไรนั่นก็ต้องคิดอะไรบ้างแหละ ไม่อย่างนั้นคงไม่เหลียวมองทุกหนึ่งนาทีแบบนี้หรอก” คนน่ารักพูดพร้อมทำตาเจ้าเล่ห์
“เวอร์แล้ว ใครว่าเขามองฉันกัน อาจจะมองสาว ๆ แถวนี้ก็ได้” แจจุงทำปากยื่นน่ารักน่าชัง
“จ้ะ ๆ ปฏิเสธไปเถอะ เรื่องจริงก็เห็น ๆ กันอยู่” จุนซูเอ่ยประชดประชัน ทำเป็นหนีความจริงนะแจจุง
‹ ‡ ‡ ‡ ‡ ‡ D – L I N E ‡ ‡ ‡ ‡ ‡ ›
“มองอะไรวะยุน เหลียวทุกเสี้ยวนาทีเลยนะมึง” ปาร์ค ยูชอน เพื่อนรักของชอง ยุนโฮ พ่วงตำแหน่งประธานชมรมฟุตบอล ตะโกนถามเพื่อนสมัยเด็กเสียงห้าว เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมักจะหยุดเล่นแล้วมองไปทางโรงเรียนข้าง ๆ อยู่บ่อย ๆ
“ว่าที่แฟนกู” น้ำเสียงที่ตอบกลับมาฟังดูเพ้อและเลื่อนลอย ยุนโฮพูดโดยที่สายตาก็จับจ้องไปยังสระว่ายน้ำของอีกโรงเรียน
“หา! คนไหนวะ ระบุด่วน” ยูชอนรีบวิ่งเข้ามาใกล้ เขาเกาะไหล่ยุนโฮพลางชะเง้อมองด้วยความสนใจ
“นั่นไง ที่นั่งข้างสระอ่ะ” คนที่แอบดูอยู่ก่อนชี้มือไปทางร่างบอบบางของเด็กหนุ่มสองคนที่ตนมองอยู่
“สวยดี เฮ้ย! น่ารักชิบ” เพื่อนปากห้อยหลุดครางคำชมออกมา
“หยุดเลยมึง ห้ามมอง” ยุนโฮดันไหล่เพื่อนสนิทออกห่างก่อนเอื้อมมือตะปบปิดตายูชอนอย่างรวดเร็ว ขืนให้มองนานเดี๋ยวนางฟ้าของเขาก็สึกหรอพอดี
“อะไร? อย่าบอกนะว่ามึงควบสอง” ยูชอนเบี่ยงหน้าหลบมือชื้นเหงื่อของยุนโฮแล้วมองหน้าเพื่อนราวกับจะหาเรื่อง
“หืม?” คนหล่อขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจคำถามของเพื่อนรัก
“โน่น! กูมองคนหน้ากลมโน่น อย่าบอกนะว่ามึงหวงเพื่อนของว่าที่แฟนด้วย” ยูชอนพยักพเยิดหน้าไปทางจุนซู
“ไม่ได้มองแจจุงกูก็แล้วไป” เจ้าหมีถอนหายใจโล่งอก อย่างไรเสียเขาก็ไม่อยากแข่งเรื่องความรักกับเพื่อนตัวเองหรอกนะ
“ไอ้ยุน! ก็รู้อยู่ว่ากูกับมึงถูกใจคนละไทป์ ยังจะมาทำหวงไม่เข้าเรื่อง” ไม่พูดเปล่าแต่ยังมือไวตบไหล่เสียงดัง จนยุนโฮหันหลับ เงื้อมือเตรียมตอบโต้เต็มที่ ทว่า...
“มึงสองคนจะคุยกันอีกนานมั้ยวะ กูจะได้ให้คนอื่นมาลงแทน” เสียงผู้รักษาประตูทีมตัวเองตะโกนถามเมื่อพบว่าหัวหอกของทีมทั้งสองมัวแต่ยืนจ้อ จนฝ่ายตรงข้ามเลี้ยงลูกเข้ามาใกล้แล้ว
ทำให้ชายหนุ่มทั้งสองได้สติ กลับมาสนใจเกมต่อ‹ ‡ ‡ ‡ ‡ ‡ D – L I N E ‡ ‡ ‡ ‡ ‡ ›
“เดินไปเลยซี่ จะกลัวอะไรเล่า!” จุนซูดันหลังเพื่อนที่อยู่ ๆ เกิดอาการรักโรงเรียนขึ้นมากะทันหัน มัวแต่หลบหลังเสา ไม่ยอมเดินออกไปเสีบทีทั้งที่เลยเวลาเลิกเรียนมาสักพักแล้ว
“ฉันไม่ได้กลัวซะหน่อย” การกระทำและคำพูดช่างแตกต่างเหลือเกิน ทั้งที่พูดออกไปอย่างนั้น แต่มือของแจจุงกลับยึดเสาอาคารแน่นขณะที่กระเป๋าเป้ด้านหลังโดนจุนซูดึงจนสุดแรง
“ไม่กลัวก้เดินไปเลยเด้~~” จุนซูกระชากครั้งสุดท้ายจนหงายหลังลงไปจ้ำเบ้ากับพื้นด้วยกันทั้งคู่ แต่คนตัวเล็กก็ไม่มีท่าทีว่าจะเจ็บเลยแม้แต่น้อย เขารีบลุกขึ้นยืนแล้วฉุดเพื่อนหน้าหวานขึ้นมาด้วยกัน พร้อมปัดเศษดินที่เปื้อนกางเกงให้เพื่อนรัก
“อะ อืม บายจุนซู” แจจุงสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เหมือนเรียกขวัญกำลังใจ เขาโบกมือเบา ๆ ให้จุนซูเป็นเชิงลา แต่อยู่ ๆ เพื่อนรักก็คว้าเขามากอดไว้แน่น
“ถ้าได้อยู่ใกล้กันก็อย่ายอมให้เขาง่ายนักล่ะ” จุนซูกระซิบที่ข้างหูก่อนตบหลังแจจุงเบา ๆ แล้วผละออก ก่อนจะเดินนำหน้าออกไป
“บ้า! พูดอะไรก็ไม่รู้” ทิ้งแจจุงที่เพิ่งประมวลผลประโยคเสร็จให้ร้องว่าลมว่าอากาศอยู่ที่เดิม‹ ‡ ‡ ‡ ‡ ‡ D – L I N E ‡ ‡ ‡ ‡ ‡ ›
“รออะไรอยู่มึง ที่รักมึงจะกลับบ้านแล้วไง รีบไปดิวะ” ทางด้านยุนโฮเองก็ไม่น้อยหน้า แค่เห็นว่าแจจุงเพิ่งเดินออกไป เขาก็ยืนนิ่งเป็นหินอยู่หน้ารั้วโรงเรียนตัวเอง
“เฮ้ย! แต่กูทำหน้าไม่ถูกนี่หว่าถ้าเขาหันมาเจออ่ะ แจจุงจะเข้าใจว่ากูสะกดรอยตามเขาเปล่าวะ” เป็นเพื่อนกันมาขาดแค่ไม่กี่ปีจะครบทั้งชีวิต ยูชอนสาบานได้ว่าเพิ่งเคยเห็นยุนโฮลุกลี้ลุกลนขนาดนี้ ท่าทางคนนี้จะจริงจังมาก
“โหย...หน้ามึงโคตรพระเอกอ่ะ เขาไม่มองเป็นผู้ร้ายหรอก ตาม ๆ ไปเหอะ พอเขาหันมาก็บอกว่ามึงกำลังจะกลับบ้านดิ ปกติก็กลับเวลานี้อยู่แล้วนี่หว่า” ยูชอนตอบส่ง ๆ ไป เพราะตัวเองอยากกลับบ้านจะแย่ทั้งที่ปกติต้องถ่วงเวลาอยู่โรงเรียนจนเย็นย่ำ
นั่นก็เพราะเขาสังเกตเห็นว่าคนที่เดินออกมาก่อนแจจุงออกไปเป็นคนน่ากลมแสนน่ารักของเขานี่นา...
“เออว่ะ คิดมากไปได้เนาะกู งั้นไปนะเว้ย!” ยุนโฮคลี่ยิ้มออกมาด้วยความมั่นใจแล้วตบไหล่เพื่อนเป็นเชิงขอบคุณ
“เออ โชคดี! อย่าไปเผลอลูบ ๆ คลำ ๆ เขาล่ะ” ยูชอนเอ่ยแซวพร้อมยิ้มเก๋ เมื่อเห็นว่ายุนโฮเดินตามแจจุงออกไปแล้ว เขาก็ออกเดินไปทางตรงข้ามที่เห็นว่าจุนซูเพิ่งเดินไป
‹ ‡ ‡ ‡ ‡ ‡ D – L I N E ‡ ‡ ‡ ‡ ‡ ›
ยุนโฮเดินตามแจจุงไปเงียบ ๆ ได้แต่ส่งสายตาจดจ้องมองแผ่นหลังที่เดินห่างตัวเองไม่กี่ก้าวเพราะไม่กล้าทัก จนทั้งสองคนมาถึงสถานีรถไฟ
แจจุงเองก็รู้สึกแปลก ๆ เหมือนมีใครกำลังจ้องอยู่ตั้งแต่ออกจากโรงเรียน ชายหนุ่มจึงหันกลับมาทันที และเมื่อหันมาเห็นว่าเป็นใคร แจจุงก็เงียบไปเหมือนกัน
“เอ่อ...สวัสดี” ยุนโฮเอ่ยทักก่อนพลางเกาต้นคอตัวเองด้วยไม่รู้ว่าควรจะเอามือไปวางไว้ที่ไหน รู้สึกว่าแขนขาตัวเองมันช่างเกะกะเสียจริง ๆ
“สวัสดีครับ ปกติคุณกลับขบวนนี้เหมือนกันเหรอ” แจจุงก้มหน้าเล็กน้อยก่อนชายตาขึ้นมอง เป็นหนึ่งในกิริยายั่วยวนโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว
“อืม” เมื่อคนตัวสูงกว่าเห็นท่าทางอย่างนั้นก็เกิดอาการคล้ายจะเป็นใบ้ขึ้นมากะทันหัน สุ้มเสียงที่คิดจะพูดจะบอกออกไปกลับติดขัดอยู่ในลำคอ
“เอ่อ...” แจจุงเองก็ดูจะเก้อเขินกับความเงียบที่โรยตัวระหว่างทั้งสองอย่างนี้ไม่น้อย
“แปลกนะครับ ทั้งที่เราก็ขึ้นรถขบวนเดียวกันทุกวันแต่ทำไมไม่เคยเจอหน้ากันเลย” แล้วคนสวยก็เป็นฝ่ายเปิดหัวข้อสนทนาก่อนพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ
“นั่นสิ วันนี้บังเอิญจริง ๆ เลยเนอะ” ยุนโฮเหมือนหาเส้นเสียงตัวเองเจอในทันทีเพียงแค่อีกฝ่ายส่งยิ้มมาให้ เขาตอบกลับไปเป็นประโยคได้โดยไม่ติดขัด
แล้วเวลาระหว่างที่รอรถไฟจนถึงยามแยกย้ายกันกลับบ้าน ยุนโฮกับแจจุงก็เอาแต่พูดคุยกัน เรียกได้ว่าวันนี้ทั้งสองคนรู้จักกันและกันก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง
ยุนโฮรู้สึกว่าแจจุงเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่ว่าเขาจะเล่าจะบอกอะไรไป อีกฝ่ายก็รับฟังแต่โดยดีพร้อมส่งยิ้มให้เขาได้เอากลับไปฝันถึง ขณะที่แจจุงเองก็ประทับใจในความเป็นสุภาพบุรุษของยุนโฮ
คนตัวสูงอาสาเดินมาส่งถึงที่บ้าน แม้แต่แจจุงเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขาไม่เคยรู้สึกมีความสุขแบบนี้มาก่อน
“ขอบคุณมากนะครับ” เมื่อมาถึงหน้าบ้านตัวเอง แจจุงก็หันมาขอบคุณยุนโฮที่อุตส่าห์เดินมาเป็นเพื่อน
“ไม่เป็นไรหรอก เรื่องแค่นี้เอง” ตอบกลับมาพร้อมระบายยิ้มอ่อนบนใบหน้าแบบที่สาวไหนเห็นเป็นต้องหลง
“เอ่อ...ผมเข้าบ้านก่อนนะ” เมื่อเห็นยุนโฮเงียบไปคล้ายไม่มีอะไรจะพูดอีก แจจุงก็เอ่ยลาแล้วทำท่าจะเดินเข้าบ้านตัวเอง ทว่า...
“แจจุง...คบกันนะ”
ดวงตาโตเบิกกว้างขึ้นขณะที่สมองกำลังประมวลผลประโยคนั้นซ้ำไปซ้ำมา สายลมโอบตัวเป็นเกลียวก่อนพัดผ่านร่างของทั้งคู่ไปพร้อมกับความเงียบ
ใครจะไปนึกว่ายุนโฮจะกล้าบอกรักคนที่เพิ่งเจอหันไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง และยิ่งกว่านั้น...ใครจะนึกว่าแจจุงจะยอมตกปากรับคำง่าย ๆ
แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลย
ทว่า...เรื่องที่ทั้งสองตกลงคบกัน มันก็เป็นเรื่องจริงไปแล้วเมื่อนาทีก่อน
แจจุงพยักหน้ารับเงอะงะราวกับเขาก็งงกับการตัดสินใจของตัวเอง ก่อนที่จะรีบวิ่งหายเข้าไปหลังบานประตูเมื่อสำนึกได้ว่าเพิ่งตอบตกลงคบกับยุนโฮไป
มือขาวทั้งสองข้างถูกยกขึ้นกุมแก้มร้อนผ่าวของตัวเอง แจจุงยิ้มกว้างด้วยความดีใจจนเมื่อยแก้มไปหมด
...เช่นเดียวกับอีกด้านของประตู ที่มียุนโฮยืนยิ้มค้างอยู่ด้วยอาการแบบเดียวกัน...
To Be Continued
Zinister : วันนี้วันเกิดพ่อหมีของนางฟ้า ^ ^ อันที่จริงวันเกิดแจซินก็ไม่มีฟิคมาเซ่น เพราะว่ารอให้วันเกิดลีดเดอร์ก่อนแล้วจะเอามาโคกันเลย ในเมื่อซินก็จะแต่งคู่นี้อยู่แล้ว แถมวันเกิดห่างกันสัปดาห์กว่า ๆ ซึ่งซินปั่นไม่เร็วขนาดได้มาสองเรื่องหรอก (แล้วไอ้ปลายปีที่แล้วคืออะไร? หนึ่งสัปดาห์สามเรื่องหมายความว่าไงคะ?) อวยพรพร้อมกันเลย ก็ขอให้ทั้งสองคนมีความสุขมาก ๆ รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ คิดหวังอะไรขอให้ได้ดังปรารถนา ถ้าจะให้ดีก็อยากให้แจมีลูกได้(นั่นมันความปรารถนาแกมากกว่ามั้งคะซิน) ขอบคุณมากสำหรับความพยายามจนมายืนอยู่ ณ จุดนี้ เป็นที่รักของแคสสิโอเปียทั้งหลายในปัจจุบัน เป็นที่รักของพวกเราตลอดไปนะคะ แล้วเจออีกครึ่งเรื่องวันวาเลนไทน์เน้อ ^ ^
edit @ 6 Feb 2008 23:27:13 by Zinister

) ยุนโฮ นายจะหวานไปไหนเนี่ย...หวานไปแล้ว เล่นเอาแจจุงเขินสุดฤทธิ์ มาให้กำลังคนแต่งนะคะ แล้วจะบอกว่าเราติดฟิค PassionateYou มาก ไปอ่านที่มายฟิคมาหล่ะ
#1 By lin_lin_wu (125.27.227.252) on 2008-02-07 00:00