D-Line [Part 1]

posted on 06 Feb 2008 23:05 by zinister  in ShortFanFiction

 

  

Title : D-Line
Description : รถไฟสายโชคชะตา
Author : Zinister
Pairing : YunJae
Rating : PG-13
Genre : Romantic(?)
Warning & Note :
- พึงรำลึกเสมอว่าในฟิคนี้ยุนโฮหล่อลากดินและแจจุงสวยเลิศที่สุดในปฐพี  ต่อให้ท่านมีชายหล่อชายสวยในหัวใจกี่คน  นาทีนี้ก็ขอให้ลืมไปก่อน
- แฟนฟิคชั่นเรื่องนี้มีการใช้คำพูดไม่สุภาพในบางส่วนและมีเนื้อหาชายรักชาย  เด็กอายุต่ำกว่าสิบสามควรมีพี่น้องร่วมสายเลือดวายช่วยพิจารณา (เอ๊ะยังไง?)
- กรุณาพกผ้าสำหรับปิดจมูก  เนื่องจากแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้อาจน้ำเน่าขั้นส่งกลิ่นรุนแรง  เป็นอันตรายต่อเยื่อบุโพรงจมูก (เรียกอย่างนี้รึเปล่า?)
- ควรเก็บเมาส์ไว้ให้ห่างมือ  เพื่อที่ว่าถ้าเกิดเบื่อขึ้นมาเมื่อไรจะได้ชะลอเวลาในการกดปิดหน้าต่างให้ช้ากว่าเดิม(หมายความว่าขอให้ช่วยอดทนอ่านกันหน่อยนั่นเอง)
- คอมเมนท์ได้ตามใจชอบค่ะ  ไม่ต้องกลัวคนเขียนไม่อ่าน (ใครเขากลัวอย่างนั้นกัน?)
- ซินรักคนอ่านทุกคนเลย  จ๊วบ!!     
 
 
 
 
 
เตรียมตัวออกเดินทาง 

                เช้าวันหนึ่งในต้นฤดูใบไม้ผลิ  แสงแดดอ่อนสะท้อนลงผิวน้ำเป็นประกายสวยงาม  ผู้คนในสวนสาธารณะต่างกำลังออกกำลังกายแข็งขันพลางชื่นชมความงามของทัศนียภาพยามเช้า

 

                “ผมไปเรียนนะครับ”  ชายหนุ่มรูปร่างบอบบางเดินออกมาจากบ้านตระกูลคิมซึ่งอยู่ตรงข้ามสวนสาธารณะด้วยใบหน้าสดใส  เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าพร้อมจะรับมือกับเช้าวันใหม่แล้ว

 

                “เดินทางดี ๆ นะลูก  ตั้งใจเรียนด้วยล่ะ”  คนเป็นแม่ออกมาส่งที่หน้าบ้านก่อนกล่าวคำอวยพรด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน

 

                เด็กหนุ่มรับคำมารดาด้วยการยิ้มตอบก่อนออกเดินเพื่อไปยังสถานีรถไฟฟ้าซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเท่าไรนัก

 

                ระหว่างทางผู้คนมากมายที่คุ้นหน้ากันดีต่างส่งเสียงทักทายเป็นระยะ  ไม่มีแม้สักคนที่รู้จักทว่าทำเมินเฉยได้  ในเมื่อหนุ่มน้อยคนนี้ทั้งมีเสน่ห์และมนุษยสัมพันธ์ดี

 

                ผมสีดำขลับที่ยาวระไหล่ของเขาปลิวเล็กน้อยไปตามแรงสายลมอ่อน ๆ ที่ปะทะกับใบหน้า  ทำให้เผยวงหน้าเนียนขาวซึ่งแต่งแต้มด้วยกลีบปากสีชาด  ตัดกับนัยน์ตาและเรียวคิ้วสีรัตติกาล  สันจมูกคมที่วางตัวอย่างพอเหมาะพอเจาะ  รวมทั้งรูปร่างที่ถึงแม้จะสูงไม่น้อยหน้าใคร  ทว่าความบอบบางของลำตัวที่มีน้อยกว่าชายทั่วไปต่างก็ทำให้คนคนนี้แลดูสวย  อ่อนหวาน  และน่าเอ็นดู

 

                แจจุง...เอานี่ไปทานที่โรงเรียนสิจ๊ะ  พอดีป้าทำมาเยอะเลย”  เมื่อเดินผ่านร้านค้าหัวมุมถนน  คุณป้าใจดีก็ส่งอาหารห่อใหญ่ให้กับเขา

 

                “ขอบคุณมากครับ”  เด็กหนุ่มหน้าหวานที่คนทั้งถนนรู้จักกันดีในชื่อแจจุง...น้องคนสุดท้องของตระกูลคิม  ยื่นมือออกไปรับพร้อมกล่าวคำขอบคุณอย่างมีมารยาท  แล้วยิ้มนางงามอีกครั้งเป็นการปิดท้ายก่อนเดินจากไป

                 “ฮ้า~  ท้องฟ้าวันนี้สวยชะมัดเลย  ค่อย ๆ เดินดีกว่า”  สุ้มเสียงหวานหูเร้นลอดออกมาจากเรียวปากคู่สวย  เด็กหนุ่มเดินฮัมเพลงอย่างคนอารมณ์ดีตลอดทาง




     ‹ ‡ ‡ ‡ ‡ ‡  D – L I N E  ‡ ‡ ‡ ‡ ‡ ›



                ขณะที่คนส่วนหนึ่งกำลังมีความสุขกับอากาศยามเช้า  ก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังขลุกอยู่บนเตียงดังเช่นยุนโฮ...ลูกชายคนโตของครอบครัวชอง

 

                “ยุนโฮ  ลงมาทานข้าวเช้าได้แล้วจ้ะ”  หญิงวัยกลางคนทว่ามีใบหน้าอ่อนวัยกว่าอายุจริงร้องเรียกลูกชายคนเดียวอยู่หน้าห้อง  ตราบจนเวลาผ่านไปครู่หนึ่งก็ยังไม่มีเสียงขานรับกลับมาเหมือนดังทุกที

 

                “งืม...”  คนถูกเรียกยังนอนพลิกตัวไปมาจนผ้าห่มสีเข้มเลื่อนหล่นจากเตียงไปกองแน่นิ่งกับพื้นห้อง

 

                คนเป็นแม่จึงถือวิสาสะเข้ามาในห้องของลูกคนโต  และพบว่าร่างของลูกชายยังนอนอยู่บนเตียง

 

                “ยังไม่ตื่นอีกเหรอ  ยุนโฮ!  วันนี้ไม่มีเรียนเหรอลูก”  ถามเสียงอ่อนพลางเขย่าแขนปลุกคนหลับ

 

                “มี ค..รั...บ”  เสียงทุ้มเครือตอบกลับงัวเงียจนฟังแทบไม่ได้ศัพท์

 

                “งั้นก็รีบตื่นสิ  นี่มันเจ็ดโมงแล้วนะ  เดี๋ยวก็ไม่ทันรถไฟกันพอดี  นี่น้องไปตั้งนานแล้วนะลูก”  เธอส่ายหน้าเบา ๆ ขณะที่พยายามดึงตัวลูกชายให้ลุกขึ้นจากเตียง

 

                เฮือก!

 

                ทว่าเมื่อได้ยินมารดาเตือนเรื่องเวลาที่จวนเจียนจะให้เขาไปสาย  ยุนโฮก็รีบดีดตัวขึ้นนั่งทันที  อาการง่วงงุนเมื่อครู่หายเป็นปลิดทิ้ง

 

                “สาย!  สายแล้ว  สายแล้ว!!  ทำไมแม่ไม่ปลุกผมให้เร็วกว่านี้ล่ะ”  เจ้าลูกชายตัวดีหันมาตัดพ้อหลังจากโวยวายจนเป็นที่พอใจ 

 

                “เอ๊ะเจ้าลูกคนนี้!  นาฬิกาปลุกก็มีทำไมไม่รู้จักตั้งเวลา  แล้วยังจะมาโทษแม่อีก”  คนเป็นแม่ส่งค้อนกลับไปวงใหญ่

 

                “ผมตั้งแล้วนะ  แต่มันไม่ยอมปลุกนี่”  ยุนโฮตอบขณะฉวยเอาผ้าขนหนูวิ่งเข้าห้องน้ำอย่างรวดเร็ว  และเมื่อเข้าไปข้างในนั้นก็แทบจะทันทีที่เสียงน้ำดังแว่วออกมา

 

                “ก็สมควรอยู่หรอก  สังเกตบ้างไหมว่าถ่านมันหมด  แล้วก็ยังไม่รู้จักหามาเปลี่ยนอีก”  เธอหยิบนาฬิกาปลุกบนหัวเตียงของลูกชายขึ้นมาดู  และพบว่าเสียงติกต็อกที่ควรมีมันไม่เหลือให้ได้ยินแม้แต่ครั้งเดียว

 

                “ก็แม่แหละ  ตอนไปซื้อของทำไมไม่ซื้อมาด้วยอ่ะ”  ชายหนุ่มที่เพิ่งวิ่งผ่านน้ำก้าวออกมาจากห้องน้ำส่วนตัวแล้วเริ่มค้นชุดนักเรียนจากตู้เสื้อผ้าทั้งที่ยังเช็ดเนื้อเช็ดตัวไม่แห้งสนิทดีเสียด้วยซ้ำ

 

                “พอ ๆ  แม่ไม่อยากมาเถียงกับเราแล้ว  แต่งตัวเสร็จก็ลงไปทานข้าวซะนะ  แม่ไปทำงานก่อนล่ะ”  เมื่อเห็นว่าลูกชายกำลังจะแต่งตัวซ้ำยังทำท่าว่าจะปลดผ้าขนหนูต่อหน้าอย่างไม่เคอะเขินทั้งที่โตเป็นหนุ่มแล้ว  คนเป็นแม่ก็รีบปลีกตัวออกมา

 

                “เดินทางดี ๆ นะครับ”  ยุนโฮตะโกนตามหลังมารดาขณะที่มือก็เร่งติดกระดุมและตรวจดูความเรียบร้อยของเครื่องแบบให้เข้าที่เข้าทาง

 

                ภาพในกระจกตู้เสื้อผ้าสะท้อนให้เห็นภาพของชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งบึกบึนสมชาย  เรือนผมสีนิลถูกตัดและเซ็ตอย่างดีให้ด้านบนชี้แล้วไล่ระดับมาตามใบหน้าเรียว  ดวงตาคมดุจพญาเหยี่ยวจ้องตอบเงาของตัวเองด้วยท่าทีมั่นใจ  ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มขึ้นนิดหนึ่งเมื่อเห็นว่าตัวเองดูดีพอแล้ว

 

                เรียวคิ้วยกขึ้นเมื่อตาเรียวเบิ่งขึ้นเล็กน้อย  ยุนโฮนึกขึ้นได้ว่าเขากำลังจะสายจึงรีบวิ่งลงไปข้างล่าง  หยิบขนมปังปิ้งแผ่นหนึ่งสำหรับอาหารเช้าแล้วสปีดฝีเท้าออกจากบ้านไป


     ชานชาลา 


               
ในสถานีรถไฟใกล้บ้าน  เด็กหนุ่มสองคนกำลังวิ่งอย่างสุดฝีเท้าเพื่อมาให้ทันรถไฟเที่ยวล่าสุด  ทั้งที่คนหนึ่งนั้นตื่นแต่เช้าทว่ากลับมาถึงเวลาไล่เลี่ยกับอีกคนซึ่งเพิ่งตื่นไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง

 

                “อ๊า~  สายแล้ว  สายแล้ว!  ยุนโฮมาถึงก่อน  ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ประตูรถไฟเพิ่งเปิด  ชายหนุ่มไหลตามฝูงชนจนเข้าไปอยู่ในรถไฟฟ้าได้สำเร็จ

 

                “ชิ!  ไอ้แมวบ้า  ข่วนมาได้!  แจจุงมาถึงหลังจากนั้นพร้อมกับกุมข้อมือของตัวเองไปด้วย  เพราะมัวแต่เดินเอ้อระเหยซ้ำยังแวะเล่นกับลูกแมวข้างทางจนโดนข่วนเอาจึงตระหนักได้ว่าต้องมาเรียน  ทว่ากว่าจะรู้ตัวก็เกือบสายเสียแล้ว

 

                คนสวยมาถึงในเวลาที่ประตูรถไฟใกล้จะปิดอยู่รอมร่อ  เด็กหนุ่มรีบวิ่งไปให้ทันแต่กลับสะดุดเท้าตัวเองล้มลงเสียก่อน

 

                โครม!

 

                คนบนรถไฟได้ยินเสียงล้มนั้นถนัดหู  ทว่าไม่มีใครยื่นมือไปช่วยสักคนด้วยกลัวว่าตัวเองจะพลาดรถไฟเที่ยวนี้  เว้นเสียแต่...

 

                “คุณ...ลุกไหวไหม  รีบมาเร็ว”  เป็นยุนโฮนั่นเองที่ช่วยฉุดแจจุงให้ยืนขึ้นแล้วดึงเข้ามาในรถไฟได้สำเร็จ  จากนั้นบานประตูก็เลื่อนปิดเข้าหากัน

 

                กลีบปากสวยพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอกก่อนจะหันไปหาคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังซึ่งเพิ่งช่วยดึงเขาเข้ามาในรถไฟ  ด้วยหวังว่าจะเอ่ยคำขอบคุณ

 

                อาจเป็นด้วยความใกล้ชิดอย่างไม่ตั้งใจหรือเพราะส่วนสูงที่ต่างกันไม่มากเท่าไร  ทำให้เมื่อแจจุงหันหน้ากลับไป  เรียวปากสีชาดก็สัมผัสเข้ากับผิวแก้มของยุนโฮพอดิบพอดี

 

                “อะ  เอ่อ...ขอโทษครับ”  เสียงหวานเปล่งออกมาติดขัด  แก้มใสแต้มสีเลือดชวนมองก้มลงต่ำเช่นเดียวกับดวงตาที่หลุบลง  แจจุงเบี่ยงตัวออกเล็กน้อยด้วยความเขินอายเมื่อพบว่านอกจากตัวเองจะเพิ่งหอมแก้มชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนนั้นด้วยความบังเอิญแล้ว  ร่างกายของพวกเขาอย่างแนบชิดติดกันอย่างเกินพอดี  ซ้ำท่อนแขนแข็งแรงยังคงพาดผ่านเอวของเขาซึ่งเป็นผลพวงมาจากการที่อีกฝ่ายรวบตัวเขาขึ้นมาบนรถไฟนั่นเอง

 

                “แล้วก็..ขอบคุณมาก”  ประโยคต่อมาถูกเปล่งออกด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือยิ่งกว่าเดิม  แจจุงรู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อนแดงจนแทบไหม้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

                “ไม่เป็นไรครับ  อ๊ะ!...”  ยุนโฮตอบกลับพลางส่งยิ้มให้คนในวงแขน  ดูเหมือนชายหนุ่มจะยังไม่รู้ตัวว่าเขากำลังโอบเอวอีกฝ่ายอยู่

 

                ถ้าคุณเคยอ่านการ์ตูนชายหญิงหรือนิยายวัยรุ่นทั่วไป  ก็น่าจะเดาได้ว่าในขบวนรถไฟที่แออัดด้วยผู้คนแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อทั้งสองคนถูกดันจนแนบชิดกันเสียยิ่งกว่าเดิม

 

                สุ้มเสียงของยุนโฮที่หายไปเป็นเพราะแรงจากฝูงชนนั่นแหละ  ที่ดันเข้ามาเสียจนปากหนานั้นยึดครองกลีบปากนุ่มนิ่มของแจจุงเข้าไปเต็มเปา  แถมยังต้องค้างอยู่อย่างนั้นอีกพักหนึ่งเมื่อดูเหมือนคนรอบข้างยิ่งเบียดเข้ามาราวจงใจ

 

                ดวงตาของยุนโฮกลอกไปมาสำรวจหนุ่มหน้าหวานตรงหน้า  ขณะที่คนถูกจ้องกลับหลับตาปี๋แถมยังกำชายเสื้อนักเรียนของอีกฝ่ายเสียแน่น

 

                เป็นครั้งแรกที่ยุนโฮรู้จักคำว่าสายหยาดฟ้ามาดิน  เขานึกไม่ออกเลยว่าในชีวิตนี้จะสามารถหาผู้ชายคนใดที่เป็นเจ้าของวงหน้างดงามเพียงนี้ได้จากที่ไหนอีก

 

            ในเมื่อที่สุดของที่สุดกำลังยืนอยู่ตรงหน้านี่แล้ว

 

                เมื่อริมฝีปากของทั้งคู่ผละออกจากกัน  เปลือกตาสีน้ำนมก็ยกขึ้นเผยนัยน์ตาดำขลับดุจท้องฟ้ารัตติกาล  ทั้งสองคนจ้องตากันอยู่อย่างนั้นราวทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวได้หยุดเคลื่อนไหวไปแล้ว

 

                ตาต่อตาที่ประสานกันเรียกแต้มชาดกระจายทั่วแก้มใสลามเรื่อยไปจนถึงใบหู  ทั้งที่เขินอายขนาดนั้นแต่แจจุงก็ไม่อาจละสายตาจากชายหนุ่มเจ้าของดวงตาคมเรียวนั้นได้เลย

 

                 และต่อให้เป็นผู้ชาย  นาทีนี้ยุนโฮก็ไม่สนใจ  ด้วยรู้ตัวดีว่า......ตกหลุมรักเข้าไปเต็มเปา          

                ต่อมาไม่นาน  ทั้งคู่ก็ถึงจุดหมายปลายทาง  ร่างเล็กที่ถูกฝูงชนบดเบียดนั้นปล่อยให้ตัวเองเดินไปตามการชักจูงของผู้ชายร่างสูงที่ไม่เพียงแต่ช่วยเขายามขึ้นรถไฟเท่านั้น  หากยังช่วยเบิกทางเมื่อเขาต้องลงอีกด้วย

 

                ที่เป็นอย่างนั้นเพราะยุนโฮสังเกตเห็นว่าแจจุงใส่เครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนข้างกัน  เมื่อตัวเองต้องลง  ยุนโฮจึงดึงแจจุงมาด้วยกัน

 

                ทั้งสองคนเดินต่ออีกหน่อยก็มาหยุดอยู่ที่หน้าโรงเรียนที่เรียกได้ว่าสร้างกำแพงติดกันเลยทีเดียว

 

                “ขอบคุณมากครับ”  แจจุงเอ่ยเสียงเบา  บนใบหน้ายังคงแดงเรื่อด้วยเลือดฝาด

 

                “ไม่เป็นไร  คราวหลังก็ระวังหน่อยก็แล้วกัน”  ยุนโฮตอบกลับมาก่อนยิ้มให้แล้วทำท่าหันหลังจะเดินเข้าโรงเรียน

 

                “เอ่อ  ผมชื่อแจจุง...คิม แจจุง”  คนสวยกลั้นใจตะโกนตามหลังอีกฝ่ายไปทั้งที่ชายหนุ่มคนนั้นอยู่ห่างจากเขาไม่ถึงห้าเมตร  ไม่มีความจำเป็นที่ต้องตะโกนเลยสักนิด

 

                “ชอง ยุนโฮ”  คนหล่อร้ายหันกลับมายิ้มพราวเสน่ห์  ตอบกลับมาด้วยสุ้มเสียงน่าฟัง

                 เมื่อได้ยินดังนั้นแจจุงก็พอใจแล้ว  เขาฮัมเพลงตลอดทางที่กึ่งเดินกึ่งกระโดดเข้าโรงเรียน  เช่นเดียวกับยุนโฮที่ไม่สามารถเก็บรอยยิ้มบนใบหน้าให้รอดพ้นสายตาคนเดินสวนไปมาได้เลย




     สถานีที่ ๑ 


               
“วันนี้มีเรื่องอะไรดี ๆ หรือไง  หน้าบานเชียวนะ”  คิม จุนซู  เพื่อนสนิทที่สุดของแจจุงเอ่ยทักขึ้นมาเมื่อเห็นว่าเพื่อนรักหน้าหวานยิ้มกว้างไม่หุบมาตั้งแต่เช้า  ซ้ำยังดูเหมือนว่าคนสวยจะลืมวิธีเดินตามปกติไปเสียสนิท  เพราะทั้งวันการเคลื่อนที่ของแจจุงดูราวกับกึ่งกระโดดก็ไม่ปาน

 

                “นิดหน่อยน่ะ”  คนถูกทักตอบพลางอมยิ้มขณะสองมือควานเอาชุดพละจากล็อกเกอร์มาเปลี่ยน  ปกติวิชาพลานามัยเป็นวิชาที่แจจุงไม่อยากจะเรียนสักเท่าไร  เพราะตัวเองมักตกเป็นเป้าสายตาของบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นที่เรียนวิชานี้รวมด้วยกันอยู่เสมอ  ยิ่งเป็นวิชาว่ายน้ำด้วยแล้ว  เขาแทบจะใส่ชุดคลุมลงน้ำเสียด้วยซ้ำ

 

                ทว่าเวลานี้แจจุงไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องนั้นเพราะมัวแต่นึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้า  ซึ่งทันทีที่ทำอย่างนั้น  เลือดก็สูบฉีดพากันมาอออยู่ข้างแก้มนวลโดยอัตโนมัติ

 

                “ไม่นิดหน่อยแล้วมั้ง  ทำเอานางฟ้าของพวกเรายิ้มได้ทั้งวันแบบนี้”  คำเยินยอที่จุนซูพูดไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยสักนิด  ในเมื่อนักเรียนทุกคนต่างก็ยกฉายานี้ให้กับเพื่อนของเขา  เป็นอันรู้กันว่าหากเอ่ยคำว่านางฟ้า  คนที่จะปรากฏขึ้นมาในห้วงคำนึงก็คือคิม แจจุงคนนี้นี่เอง

 

                “จุนซูอ่า  อย่าล้อกันสิ”  คนหน้าหวานว่าพลางตีแขนเพื่อนเบา ๆ  ซึ่งบ่งให้รู้ว่าเขินมากกว่าคิดโกรธจริงจัง

 

                ทั้งสองคนคุยหยอกล้อกันอีกก่อนแว่วเสียงนกหวีดของครูผู้สอน  ซึ่งเรียกนักเรียนมารวมกันและเป็นสัญญาณว่าชั่วโมงเรียนกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

 

                “อ๊ะ!  อาจารย์เรียกไปรวมแล้ว  รีบไปเถอะ”  จุนซูรีบหยิบเสื้อนอกช่วยคลุมให้แจจุงแล้วจูงมืออีกฝ่ายออกไปด้วยกัน

 

                วันนี้เริ่มต้นชั่วโมงด้วยการอบอุ่นร่างกายแล้วจัดนักเรียนกลุ่มละสิบคนให้ว่ายแข่งกัน  นักเรียนที่ยังไม่ถึงรอบของตัวเองก็นั่งรออยู่ริมสระ  ซึ่งแจจุงกับจุนซูก็เป็นสองในนั้น 

 

                “แจจุง ๆ  ดูคนนั้นสิ  ตลกจัง”  เป็นเพราะสระว่ายน้ำโรงเรียนของแจจุงอยู่ติดกับสนามฟุตบอลของโรงเรียนข้าง ๆ  เมื่อว่างจัด  จุนซูซึ่งหลงใหลเจ้ากีฬาไล่เตะลูกกลม ๆ จึงชอบมองเด็กโรงเรียนนั้นเล่นกัน

 

                “คนไหน”  ดวงตากลมโตเหลียวไปตามนิ้วเพื่อนแล้วสบเข้ากับร่างของคนคุ้นตาที่เพิ่งแยกจากกันไม่ถึงหกชั่วโมง  และคนที่เขาเห็นก็เรียกสีชาดให้แต้มทั่วนวลแก้มได้ไม่ยาก

 

                “สองคนที่กำลังแท็คมือกันไง”  และยิ่งจุนซูระบุชี้ชัดลงไป  แจจุงก็รู้แจ้งว่าสองคนที่จุนซูหมายถึง  หนึ่งในนั้นคือยุนโฮ

 

                “อือ...แล้วทำไมหรอ”  ถามเพื่อนโดยยังไม่ละสายตาจากร่างสูงหุ่นนักกีฬาที่กำลังเลี้ยงลูกหลบฝ่ายตรงข้ามอีกครั้งหลังเพิ่งทำคะแนนไปเมื่อครู่

 

                “พอเห็นสองคนนั้นฉันก็สงสัยเรื่องที่คนเขาพูดว่าเพื่อนกันจะมีอะไรเหมือนกันมันคงจะจริง”  เมื่อได้ยินประโยคนี้  แจจุงก็ถึงกับหันกลับมามองหน้าเพื่อนรัก

 

                “ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ”  คนสวยถามพลางมองเพื่อนสนิทที่กำลังใช้นิ้วแตะปาก  เรียวคิ้วเลิกขึ้นพอประมาณ  ทำท่าทางเอียงคออย่างน่ารักน่าชัง

 

                คิม จุนซูไม่ใช่คนสวยบาดตาตั้งแต่แรกพบเหมือนแจจุง  ทว่าเสน่ห์ไม่ได้ด้อยกว่ากันเลย  เวลาเดียวกับที่ทุกคนมอบฉายาให้แจจุงเป็นนางฟ้า  จุนซูก็ถูกกล่าวขวัญว่าเป็นเทพธิดาผู้ร่าเริงด้วยเขามีไมตรีต่อทุกคน

 

                “ก็ดูนายสองคนนั้นสิ  เป็นเพื่อนกันแล้วปากห้อยเหมือนกันเลย  อิยะฮ่าฮ่า!  คนน่ารักว่าพลางอ้าปากหัวเราะเสียงดัง  มือไม้ตบเข่าตัวเองอย่างชอบอกชอบใจ

 

                “บ้า!  ไปว่าเขา”  พอพูดจบก็แถมท้ายด้วยการขว้างค้อนให้อีกวงใหญ่  แจจุงสะบัดหน้าหนีด้วยท่าทีที่ดูก็รู้ว่างอน

 

                “อะไรกัน  ไม่พอใจหรอแจจุง  มีอะไรในกอไผ่รึเปล่า”  เมื่อเห็นอาการเป็นเดือดเป็นร้อนแทนของเพื่อนสนิท  จุนซูก็ยิ่งมั่นใจว่าระหว่างคนหนึ่งในนั้นกับแจจุงต้องมีความสัมพันธ์กันแน่ ๆ

 

                “เอ...กับใครกันนะ  คนที่หน้าผากเถิก ๆ คนนั้น  หรือว่าคนที่เพิ่งทำประตู”  จุนซูทำเสียงเล็กเสียงน้อยพร้อมกับปรายตามองไปยังสองหนุ่มในสนาม

 

                “บ้าน่า!  ฉันกับยุนโฮไม่มีอะไรกันสักหน่อย”  ดาวโรงเรืยนรีบสะบัดหน้ากลับมาทันทีโดยไม่ทันนึกว่าได้เผลอปากพูดอะไรออกไป

 

                “ว้าว!  รู้จักกันด้วยหรอเนี่ย!  เล่ามาให้หมดเลยนะว่ารู้จักกันได้ยังไง”  คนน่ารักแสร้งทำท่าตกใจได้น่าหมั่นไส้  ก่อนเอ่ยคั้นให้เพื่อนรักปริปาก

 

                “ฮื้อ!  มันไม่มีอะไรน่าสนใจหรอกน่า”  เป็นอีกครั้งที่แจจุงพยายามหันหน้าหนีจุนซุ  ทว่าฝ่ายนั้นใช้สองมือยึดวงหน้าหวานเอาไว้  ซ้ำยังส่งสายตาออดอ้อนดุจลูกแมวนัยว่าถ้าวันนี้ไม่ได้รู้เรื่องทั้งหมด  คิม จุนซูคงอกแตกตายด้วยความอยากรู้เป็นแน่

 

                “ร...รู้แล้วก็อย่าไปบอกใครล่ะ”  แจจุงหลุบตาลงต่ำก่อนเอ่ยประโยคที่เพื่อนรักต้องการ  และเมื่อได้ยินดังนั้น  มือของจุนซูก็ละออกจากใบหน้าทันที

 

                เหตุการณ์เมื่อเช้าถูกนำกลับมาเป็นหัวข้อสนทนาโดยที่คนพูดก็เล่าไปสลับกับบิดไม้บิดมือด้วยความเขินอาย  จนเด็กนักเรียนคนอื่นพากันสงสัยในท่าทีของขวัญใจตัวเอง  ซึ่งดูคล้ายคนกำลังตกอยู่ในห้วงรักเสียเหลือเกิน

 

                “โห!  การ์ตูนมาก ๆ!  พวกนายนี่เป็นพระเอกนางเอกในการ์ตูนตาหวานได้เล...”  จุนซูตะโกนขึ้นมาด้วยเสียงอันดัง  จนแจจุงต้องรีบปิดปากเอาไว้แทบไม่ทัน  แต่กระนั้นจุนซูก็พูดออกไปเยอะแล้ว  แถมยังดึงดูดความสนใจทุกคนได้ดีเสียด้วยสิ

 

                “เงียบน่า  เห็นไหมว่าเพื่อนหันมามองกันแล้วน่ะ”  แจจุงทำมือเป็นเชิงเตือนให้เพื่อนเงียบ  ก่อนจะมองซ้ายขวาด้วยท่าทีเลิกลัก

 

                “ช่างประไร  ดูสิ ๆ  ยุนโฮของนายมองมาทางนี้ด้วย”  แต่มีหรือที่โดนว่าแล้วคนอย่างจุนซูจะสลด  เขาแกะมือแจจุงออกแล้วชี้ไม้ชี้มือไปทางยุนโฮ

 

                “ของฉันที่ไหนกันเล่า!  แจจุงรีบโพล่งขึ้นมาทันทีก่อนรีบตะครุบมือปิดปากตัวเองเมื่อนึกได้ว่าพูดเสียงดังเกินไปแล้ว

 

                “อะไร ๆ  พวกนายจูบกันแล้วนะ  ไม่ต้องเขินน่าแจจุง  ชอบเขาใช่ไหมล่ะ”  จุนซูเบียดตัวกระแซะไหล่เพื่อน  นิ้วเล็ก ๆ ถูกยกขึ้นมาจิ้มแก้มหยอกล้อคนข้างตัว

 

                “ก็...”  คนสวยเกิดอาการพูดไม่ออกชั่วขณะ  แจจุงไม่ต่อประโยคจนจบทว่ากลับหลุบตาลงต่ำเป็นเชิงยอมรับกลาย ๆ

 

                “จุ๊ ๆ  ไม่ต้องกังวล ๆ  เดี๋ยวท่านคิม จุนซูคนนี้จะช่วยเป็นพ่อสื่อให้เอง”  คนตัวดีว่าพลางยืดอกแสดงความมั่นใจสุด ๆ

 

                “จะบ้าหรอ!!  พวกฉันเป็นผู้ชายทั้งคู่เลยนะ  จะคบกันได้ยังไงเล่า!  แจจุงแหวขึ้นมาทันที

 

                “แล้วไง?  ไม่เห็นจะเกี่ยวเลย  แถมนายน่ะ...สวยกว่าผู้หญิงทั้งโรงเรียนเราซะอีก  ฉันว่านายยุนโฮอะไรนั่นก็ต้องคิดอะไรบ้างแหละ  ไม่อย่างนั้นคงไม่เหลียวมองทุกหนึ่งนาทีแบบนี้หรอก”  คนน่ารักพูดพร้อมทำตาเจ้าเล่ห์

 

                “เวอร์แล้ว  ใครว่าเขามองฉันกัน  อาจจะมองสาว ๆ แถวนี้ก็ได้”  แจจุงทำปากยื่นน่ารักน่าชัง

 

                “จ้ะ ๆ  ปฏิเสธไปเถอะ  เรื่องจริงก็เห็น ๆ กันอยู่”  จุนซูเอ่ยประชดประชัน  ทำเป็นหนีความจริงนะแจจุง






 
    ‹ ‡ ‡ ‡ ‡ ‡  D – L I N E  ‡ ‡ ‡ ‡ ‡ ›     






               
“มองอะไรวะยุน  เหลียวทุกเสี้ยวนาทีเลยนะมึง”  ปาร์ค ยูชอน  เพื่อนรักของชอง ยุนโฮ  พ่วงตำแหน่งประธานชมรมฟุตบอล  ตะโกนถามเพื่อนสมัยเด็กเสียงห้าว  เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมักจะหยุดเล่นแล้วมองไปทางโรงเรียนข้าง ๆ อยู่บ่อย ๆ

 

                “ว่าที่แฟนกู”  น้ำเสียงที่ตอบกลับมาฟังดูเพ้อและเลื่อนลอย  ยุนโฮพูดโดยที่สายตาก็จับจ้องไปยังสระว่ายน้ำของอีกโรงเรียน

 

                “หา!  คนไหนวะ  ระบุด่วน”  ยูชอนรีบวิ่งเข้ามาใกล้  เขาเกาะไหล่ยุนโฮพลางชะเง้อมองด้วยความสนใจ

 

                “นั่นไง  ที่นั่งข้างสระอ่ะ”  คนที่แอบดูอยู่ก่อนชี้มือไปทางร่างบอบบางของเด็กหนุ่มสองคนที่ตนมองอยู่

 

                “สวยดี  เฮ้ย!  น่ารักชิบ”  เพื่อนปากห้อยหลุดครางคำชมออกมา

 

                “หยุดเลยมึง  ห้ามมอง”  ยุนโฮดันไหล่เพื่อนสนิทออกห่างก่อนเอื้อมมือตะปบปิดตายูชอนอย่างรวดเร็ว  ขืนให้มองนานเดี๋ยวนางฟ้าของเขาก็สึกหรอพอดี

 

                “อะไร?  อย่าบอกนะว่ามึงควบสอง”  ยูชอนเบี่ยงหน้าหลบมือชื้นเหงื่อของยุนโฮแล้วมองหน้าเพื่อนราวกับจะหาเรื่อง

 

                “หืม?”  คนหล่อขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจคำถามของเพื่อนรัก

 

                “โน่น!  กูมองคนหน้ากลมโน่น  อย่าบอกนะว่ามึงหวงเพื่อนของว่าที่แฟนด้วย”  ยูชอนพยักพเยิดหน้าไปทางจุนซู

 

                “ไม่ได้มองแจจุงกูก็แล้วไป”  เจ้าหมีถอนหายใจโล่งอก  อย่างไรเสียเขาก็ไม่อยากแข่งเรื่องความรักกับเพื่อนตัวเองหรอกนะ

 

                “ไอ้ยุน!  ก็รู้อยู่ว่ากูกับมึงถูกใจคนละไทป์  ยังจะมาทำหวงไม่เข้าเรื่อง”  ไม่พูดเปล่าแต่ยังมือไวตบไหล่เสียงดัง  จนยุนโฮหันหลับ  เงื้อมือเตรียมตอบโต้เต็มที่  ทว่า...

 

                “มึงสองคนจะคุยกันอีกนานมั้ยวะ  กูจะได้ให้คนอื่นมาลงแทน”  เสียงผู้รักษาประตูทีมตัวเองตะโกนถามเมื่อพบว่าหัวหอกของทีมทั้งสองมัวแต่ยืนจ้อ  จนฝ่ายตรงข้ามเลี้ยงลูกเข้ามาใกล้แล้ว

                 ทำให้ชายหนุ่มทั้งสองได้สติ  กลับมาสนใจเกมต่อ 




    ‹ ‡ ‡ ‡ ‡ ‡  D – L I N E  ‡ ‡ ‡ ‡ ‡ ›     






               
“เดินไปเลยซี่  จะกลัวอะไรเล่า
!  จุนซูดันหลังเพื่อนที่อยู่ ๆ เกิดอาการรักโรงเรียนขึ้นมากะทันหัน  มัวแต่หลบหลังเสา  ไม่ยอมเดินออกไปเสีบทีทั้งที่เลยเวลาเลิกเรียนมาสักพักแล้ว

 

                “ฉันไม่ได้กลัวซะหน่อย”  การกระทำและคำพูดช่างแตกต่างเหลือเกิน  ทั้งที่พูดออกไปอย่างนั้น  แต่มือของแจจุงกลับยึดเสาอาคารแน่นขณะที่กระเป๋าเป้ด้านหลังโดนจุนซูดึงจนสุดแรง

 

                “ไม่กลัวก้เดินไปเลยเด้~~  จุนซูกระชากครั้งสุดท้ายจนหงายหลังลงไปจ้ำเบ้ากับพื้นด้วยกันทั้งคู่  แต่คนตัวเล็กก็ไม่มีท่าทีว่าจะเจ็บเลยแม้แต่น้อย  เขารีบลุกขึ้นยืนแล้วฉุดเพื่อนหน้าหวานขึ้นมาด้วยกัน  พร้อมปัดเศษดินที่เปื้อนกางเกงให้เพื่อนรัก

 

                “อะ  อืม  บายจุนซู”  แจจุงสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เหมือนเรียกขวัญกำลังใจ  เขาโบกมือเบา ๆ ให้จุนซูเป็นเชิงลา  แต่อยู่ ๆ เพื่อนรักก็คว้าเขามากอดไว้แน่น

 

                “ถ้าได้อยู่ใกล้กันก็อย่ายอมให้เขาง่ายนักล่ะ”  จุนซูกระซิบที่ข้างหูก่อนตบหลังแจจุงเบา ๆ แล้วผละออก  ก่อนจะเดินนำหน้าออกไป

                 “บ้า!  พูดอะไรก็ไม่รู้”  ทิ้งแจจุงที่เพิ่งประมวลผลประโยคเสร็จให้ร้องว่าลมว่าอากาศอยู่ที่เดิม    




 ‹ ‡ ‡ ‡ ‡ ‡  D – L I N E  ‡ ‡ ‡ ‡ ‡ ›     






               
“รออะไรอยู่มึง  ที่รักมึงจะกลับบ้านแล้วไง  รีบไปดิวะ”  ทางด้านยุนโฮเองก็ไม่น้อยหน้า  แค่เห็นว่าแจจุงเพิ่งเดินออกไป  เขาก็ยืนนิ่งเป็นหินอยู่หน้ารั้วโรงเรียนตัวเอง

 

                “เฮ้ย!  แต่กูทำหน้าไม่ถูกนี่หว่าถ้าเขาหันมาเจออ่ะ  แจจุงจะเข้าใจว่ากูสะกดรอยตามเขาเปล่าวะ”  เป็นเพื่อนกันมาขาดแค่ไม่กี่ปีจะครบทั้งชีวิต  ยูชอนสาบานได้ว่าเพิ่งเคยเห็นยุนโฮลุกลี้ลุกลนขนาดนี้  ท่าทางคนนี้จะจริงจังมาก

 

                “โหย...หน้ามึงโคตรพระเอกอ่ะ  เขาไม่มองเป็นผู้ร้ายหรอก  ตาม ๆ ไปเหอะ  พอเขาหันมาก็บอกว่ามึงกำลังจะกลับบ้านดิ  ปกติก็กลับเวลานี้อยู่แล้วนี่หว่า”  ยูชอนตอบส่ง ๆ ไป  เพราะตัวเองอยากกลับบ้านจะแย่ทั้งที่ปกติต้องถ่วงเวลาอยู่โรงเรียนจนเย็นย่ำ

 

                นั่นก็เพราะเขาสังเกตเห็นว่าคนที่เดินออกมาก่อนแจจุงออกไปเป็นคนน่ากลมแสนน่ารักของเขานี่นา...

 

                “เออว่ะ  คิดมากไปได้เนาะกู  งั้นไปนะเว้ย!  ยุนโฮคลี่ยิ้มออกมาด้วยความมั่นใจแล้วตบไหล่เพื่อนเป็นเชิงขอบคุณ

 

                “เออ  โชคดี!  อย่าไปเผลอลูบ ๆ คลำ ๆ เขาล่ะ”  ยูชอนเอ่ยแซวพร้อมยิ้มเก๋  เมื่อเห็นว่ายุนโฮเดินตามแจจุงออกไปแล้ว  เขาก็ออกเดินไปทางตรงข้ามที่เห็นว่าจุนซูเพิ่งเดินไป


 

 

 

  ‹ ‡ ‡ ‡ ‡ ‡  D – L I N E  ‡ ‡ ‡ ‡ ‡ ›     






               
ยุนโฮเดินตามแจจุงไปเงียบ ๆ  ได้แต่ส่งสายตาจดจ้องมองแผ่นหลังที่เดินห่างตัวเองไม่กี่ก้าวเพราะไม่กล้าทัก  จนทั้งสองคนมาถึงสถานีรถไฟ

 

                แจจุงเองก็รู้สึกแปลก ๆ เหมือนมีใครกำลังจ้องอยู่ตั้งแต่ออกจากโรงเรียน  ชายหนุ่มจึงหันกลับมาทันที  และเมื่อหันมาเห็นว่าเป็นใคร  แจจุงก็เงียบไปเหมือนกัน

 

                “เอ่อ...สวัสดี”  ยุนโฮเอ่ยทักก่อนพลางเกาต้นคอตัวเองด้วยไม่รู้ว่าควรจะเอามือไปวางไว้ที่ไหน  รู้สึกว่าแขนขาตัวเองมันช่างเกะกะเสียจริง ๆ

 

                “สวัสดีครับ  ปกติคุณกลับขบวนนี้เหมือนกันเหรอ”  แจจุงก้มหน้าเล็กน้อยก่อนชายตาขึ้นมอง  เป็นหนึ่งในกิริยายั่วยวนโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว

 

                “อืม”  เมื่อคนตัวสูงกว่าเห็นท่าทางอย่างนั้นก็เกิดอาการคล้ายจะเป็นใบ้ขึ้นมากะทันหัน  สุ้มเสียงที่คิดจะพูดจะบอกออกไปกลับติดขัดอยู่ในลำคอ

 

                “เอ่อ...”  แจจุงเองก็ดูจะเก้อเขินกับความเงียบที่โรยตัวระหว่างทั้งสองอย่างนี้ไม่น้อย

 

                “แปลกนะครับ  ทั้งที่เราก็ขึ้นรถขบวนเดียวกันทุกวันแต่ทำไมไม่เคยเจอหน้ากันเลย”  แล้วคนสวยก็เป็นฝ่ายเปิดหัวข้อสนทนาก่อนพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ

 

                “นั่นสิ  วันนี้บังเอิญจริง ๆ เลยเนอะ”  ยุนโฮเหมือนหาเส้นเสียงตัวเองเจอในทันทีเพียงแค่อีกฝ่ายส่งยิ้มมาให้  เขาตอบกลับไปเป็นประโยคได้โดยไม่ติดขัด

 

                แล้วเวลาระหว่างที่รอรถไฟจนถึงยามแยกย้ายกันกลับบ้าน  ยุนโฮกับแจจุงก็เอาแต่พูดคุยกัน  เรียกได้ว่าวันนี้ทั้งสองคนรู้จักกันและกันก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง

 

                ยุนโฮรู้สึกว่าแจจุงเป็นผู้ฟังที่ดี  ไม่ว่าเขาจะเล่าจะบอกอะไรไป  อีกฝ่ายก็รับฟังแต่โดยดีพร้อมส่งยิ้มให้เขาได้เอากลับไปฝันถึง  ขณะที่แจจุงเองก็ประทับใจในความเป็นสุภาพบุรุษของยุนโฮ

 

                คนตัวสูงอาสาเดินมาส่งถึงที่บ้าน  แม้แต่แจจุงเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขาไม่เคยรู้สึกมีความสุขแบบนี้มาก่อน

 

                “ขอบคุณมากนะครับ”  เมื่อมาถึงหน้าบ้านตัวเอง  แจจุงก็หันมาขอบคุณยุนโฮที่อุตส่าห์เดินมาเป็นเพื่อน

 

                “ไม่เป็นไรหรอก  เรื่องแค่นี้เอง”  ตอบกลับมาพร้อมระบายยิ้มอ่อนบนใบหน้าแบบที่สาวไหนเห็นเป็นต้องหลง

 

                “เอ่อ...ผมเข้าบ้านก่อนนะ”  เมื่อเห็นยุนโฮเงียบไปคล้ายไม่มีอะไรจะพูดอีก  แจจุงก็เอ่ยลาแล้วทำท่าจะเดินเข้าบ้านตัวเอง  ทว่า...

 

                แจจุง...คบกันนะ

 

                ดวงตาโตเบิกกว้างขึ้นขณะที่สมองกำลังประมวลผลประโยคนั้นซ้ำไปซ้ำมา  สายลมโอบตัวเป็นเกลียวก่อนพัดผ่านร่างของทั้งคู่ไปพร้อมกับความเงียบ

 

                ใครจะไปนึกว่ายุนโฮจะกล้าบอกรักคนที่เพิ่งเจอหันไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง  และยิ่งกว่านั้น...ใครจะนึกว่าแจจุงจะยอมตกปากรับคำง่าย ๆ

 

                แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลย

 

            ทว่า...เรื่องที่ทั้งสองตกลงคบกัน  มันก็เป็นเรื่องจริงไปแล้วเมื่อนาทีก่อน

 

                แจจุงพยักหน้ารับเงอะงะราวกับเขาก็งงกับการตัดสินใจของตัวเอง  ก่อนที่จะรีบวิ่งหายเข้าไปหลังบานประตูเมื่อสำนึกได้ว่าเพิ่งตอบตกลงคบกับยุนโฮไป

 

                มือขาวทั้งสองข้างถูกยกขึ้นกุมแก้มร้อนผ่าวของตัวเอง  แจจุงยิ้มกว้างด้วยความดีใจจนเมื่อยแก้มไปหมด

 

                ...เช่นเดียวกับอีกด้านของประตู  ที่มียุนโฮยืนยิ้มค้างอยู่ด้วยอาการแบบเดียวกัน...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   To Be Continued    


               
Zinister : วันนี้วันเกิดพ่อหมีของนางฟ้า ^ ^  อันที่จริงวันเกิดแจซินก็ไม่มีฟิคมาเซ่น  เพราะว่ารอให้วันเกิดลีดเดอร์ก่อนแล้วจะเอามาโคกันเลย  ในเมื่อซินก็จะแต่งคู่นี้อยู่แล้ว  แถมวันเกิดห่างกันสัปดาห์กว่า ๆ  ซึ่งซินปั่นไม่เร็วขนาดได้มาสองเรื่องหรอก (แล้วไอ้ปลายปีที่แล้วคืออะไร?  หนึ่งสัปดาห์สามเรื่องหมายความว่าไงคะ?)  อวยพรพร้อมกันเลย  ก็ขอให้ทั้งสองคนมีความสุขมาก ๆ  รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ  คิดหวังอะไรขอให้ได้ดังปรารถนา  ถ้าจะให้ดีก็อยากให้แจมีลูกได้(นั่นมันความปรารถนาแกมากกว่ามั้งคะซิน)  ขอบคุณมากสำหรับความพยายามจนมายืนอยู่ ณ จุดนี้  เป็นที่รักของแคสสิโอเปียทั้งหลายในปัจจุบัน  เป็นที่รักของพวกเราตลอดไปนะคะ  แล้วเจออีกครึ่งเรื่องวันวาเลนไทน์เน้อ ^ ^

 

 

edit @ 6 Feb 2008 23:27:13 by Zinister

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ยุนแจ love at first sight น่ารักอะ

#1 By lin_lin_wu (125.27.227.252) on 2008-02-07 00:00

อืม มมม
แบบว่ารักนะ 24 ชั่วโมงไง
น่ารักมาก แอบเชียร์คู่ยูซู

#2 By minnie (58.8.122.164) on 2008-02-07 00:03

รักแรกพบที่หวานที่สุด...แถมนุ้งแจของเรายังเสียเปรียบสุดๆ (รึว่ามันดีใจวะเนี่ย!! big smile) ยุนโฮ นายจะหวานไปไหนเนี่ย...หวานไปแล้ว เล่นเอาแจจุงเขินสุดฤทธิ์ มาให้กำลังคนแต่งนะคะ แล้วจะบอกว่าเราติดฟิค PassionateYou มาก ไปอ่านที่มายฟิคมาหล่ะ
สู้สู้นะคะ

#3 By นู๋แบ๊งง (58.137.129.220) on 2008-02-07 11:45

รักแต่แรกเห็น แถมได้มีโอกาสแนบชิดซะ
หวานมากเลย ยุนแจ ลุคนี้น่ารักทั้งคู่เลย
ขออย่าให้รักหวาน ๆ นี้มีอุปสรรคน้า

#4 By yj on 2008-02-07 16:02

อุ้ย น่ารักอ้า
มาต่อไวๆน๊า
เค้ารออยู่อ่ะ

#5 By NooN (118.172.132.30) on 2008-02-07 16:24

โหหหหหหห

เจอกันครั้งแรกก้อจ้วบบส์เลยเน้ออ555

น่ารักอ่า คึคึ

#6 By bowron_inu_TVXQ (125.25.196.204) on 2008-02-13 22:08