Passionate You!! [Part 40]
posted on 24 Jan 2008 10:13 by zinister in PassionateYou
Zinister : คราวนี้ทิ้งท้ายจากตอนล่าสุดที่อัพเกือบไปสัปดาห์กว่า คราวนี้จะเรียกว่าซินอัพเร็วได้มั้ยคะเนี่ย ฮ่าฮ่า Passionate You!! Vol.1 ยังเปิดให้จองอยู่นะคะ ตามลิงค์นี้ >> http://zinister.exteen.com/20080108/passionate-you << ระยะเวลาโอนเงินจะเริ่มจาก 16 กุมภาพันธ์ ถึง 16 เมษายนค่ะ เอาล่ะ...ไปอ่านกันเลย ^ ^
Part 40
“ปล่อยผม!” เสียงโวยวายของยองอุนดังก้องจนคนนางพยาบาลต้องชายตามองเป็นเชิงตำหนิ
ตอนนี้สมาชิกวงเฟธทั้งสี่คนกำลังยืนอยู่หน้าห้องพักฟื้นที่มีป้ายชื่อติดหราว่าปาร์ค จองซู แต่ละคนมีสีหน้าไม่สบายใจ ทั้งเรื่องเพื่อนที่อยู่ ๆ ก็ล้มป่วยลง ทั้งยังเรื่องโอกาสการออดิชั่นต่อหน้าผู้บริหารค่ายเพลงดังและโปรดิวเซอร์มือทอง
“จองซูกำลังหลับอยู่ นายจะเข้าไปกวนทำไม ไว้ค่อยคุยกันทีหลังก็ได้” ฮีชอลดึงตัวน้องชายเอาไว้พลางก้มศีรษะเป็นเชิงขอโทษให้กับคนไข้คนอื่นที่เดินผ่านไปมา
“ก็เพราะเขาไม่ใช่หรอ เราถึงพลาดโอกาสน่ะ” สุ้มเสียงที่เปล่งออกมาบ่งบอกเป็นอย่างดีว่าผู้พูดไม่พอใจมากแค่ไหน
“ยองอุน สงบสติอารมณ์ซะ!! นายไม่เห็นหรอว่าจองซูกำลังป่วย การเป็นคนดังมันสำคัญมากกว่าชีวิตคนรึไง!” ผู้เป็นพี่ยึดไหล่น้องเอาไว้แน่นก่อนพูดใส่หน้าด้วยความโมโห
เสียงที่ดังโหวกเหวกอยู่ ณ โถงทางเดิน ปลุกให้คนในห้องพักฟื้นที่หลับไปนานเริ่มรู้สึกตัว จองซูกวาดตามองไปรอบ ๆ แต่ไม่พบใคร ทว่าเสียงที่ดังจากหน้าห้องก็บอกได้ว่าเพื่อนของเขากำลังยืนอยู่ตรงนั้น...กำลังเถียงกัน
“แล้วสิ่งที่เราพยายามมาล่ะ พี่จะปล่อยให้มันหลุดมือไปแบบนี้น่ะเหรอ” น้องชายยังคงพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาเรื่อย ๆ
“พี่ว่าเราเอาไว้คุยกันวันหลังดีกว่า นายคิดว่าพี่จองซูจะรู้สึกยังไงถ้าตื่นมาได้ยินนายพูดแบบนี้น่ะ” ฮีบอนเข้ามาช่วยปรามอีกคน หวังว่าการที่เธอ...ซึ่งเป็นผูหญิงคนเดียวในกลุ่มจะสามารถใช้ความใจเย็นสงบอารมณ์ร้อนของฝ่ายตรงข้ามได้
“ก็ดีสิ! เขาจะได้รู้ว่าทำอะไรไว้” ทว่าก็ไม่เป็นผล เพราะยองอุนยังคงดื้อดึง
“ฉันบอกให้กลับก็คือกลับ อย่ามาทำตัวงี่เง่าแถวนี้! เยซอง...นายช่วยไปดูจองซูที” ฮีชอลตวัดเสียงเฉียบ จ้องตาน้องชายด้วยสายตาคาดโทษอย่างที่ยองอุนไม่เคยเห็นมาก่อน
ประโยคหลังฮีชอลบอกกับเยซอง และแทบไม่ต้องรอ...เยซองก็แทบจะวิ่งเข้าห้องพักฟื้นอยู่แล้ว
“จอง...ซู” เมื่อเยซองเข้ามาถึง ชายหนุ่มก็ประดุจไร้ซึ่งด้วยคำพูด เมื่อคนที่ควรจะหลับอยู่นั้นกำลังนั่งเอาหลังพิงหัวเตียง สายตามองตรงมายังเขา
“ทำไม มีเรื่องอะไรกันหรอเยซอง บอกฉัน...” ในดวงตาคู่สวยนั้นฉายร่องรอยความเสียใจชัดเจน จองซูพยายามคาดคั้นทั้งน้ำเสียงและท่าทาง
“เรื่องแมวมองคนนั้นน่ะ...” เพื่อนรักพยายามตอบเลี่ยงประเด็นหลัก เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายคิดมากทั้งที่ก็รู้แล้วว่าจองซูได้ยินสิ่งที่พวกตนพูดทั้งหมด
“ทำไม! เขาไม่ให้เราไปออดิชั่นแล้วหรอ” หนุ่มตาสวยสวนกลับมาเสียงดังด้วยความตกใจ
เมื่อถูกมองด้วยเรียวตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความกังวลใจ เยซองก็ทนไม่ไหว ใจอ่อนยอมเล่าถึงเหตุทั้งหมด
“เปล่า...ไปน่ะไปได้ แต่ว่าเขาโกรธมากที่วันนั้นพวกเราทำท่าไม่สนใจเขา ก็เลยจะเอาคนในวงเราออกคนนึง แล้วเอาคนอื่นมาแทน คือ...วันที่เขามาดูพวกเราเล่น เขาไม่ค่อยพอใจเท่าไรน่ะ ตอนแรกเขาจะให้โอกาสรับเราทั้งวงนี่แหละ แต่...”
“ใคร?” ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะพูดจบ คนบนเตียงก็ถามแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“นายคงไม่อยากรู้” เยซองพูดเสียงเบา ทว่าในห้องเงียบเช่นนี้ จองซูได้ยินมันชัดเจน
“เยซอง...บอกฉัน คังอินใช่ไหม?” เป็นอีกครั้งที่คนป่วยคาดคั้นเอาคำตอบจากเพื่อนรัก ซึ่งเจ้าตัวไม่เคยรู้ว่าคนในตำแหน่งเพื่อนรักที่ถูกยัดเยียดให้นั้น ไม่สามารถหยุดความรู้สึกไว้ที่คำว่าเพื่อนได้แม้แต่นิดเดียว และมันเป็นอย่างนี้...เนิ่นนานเหลือเกิน
ความเงียบและความอึดอัดที่โรยตัวกระจายทั่วห้องทำให้เยซองได้แต่เบือนหน้าหลบสายตา แต่ก็ยังรู้ว่าคนถามจะเอาคำตอบให้ได้
“อืม” ชายหนุ่มมือเบสตอบกลับไม่เต็มเสียง
“นายกลับไปเถอะเยซอง ฉันอยากคิดอะไรเงียบ ๆ คนเดียว” เมื่อได้ยินคำตอบอย่างนั้น เสียงเศร้าก็กล่าวความต้องการของตัวเอง
“แต่...” เยซองมองจองซูที่ล้มตัวลงนอนอีกครั้งอย่างไม่ค่อยสบายใจ
“ขอร้องล่ะ...” น้ำเสียงสั่นเครือน่าสงสารทำให้เพื่อนรักไม่อยากขัดใจ
“งั้นฉันจะรออยู่ข้างนอก ถ้ามีอะไรนายเรียกฉันได้ตลอด” เยซองเดินออกจากห้องไปแต่ยังไม่วายทิ้งท้ายด้วยความเป็นห่วง
: : : : : : : : : : Passionate You!! : : : : : : : : : :
เสียงเคาะนิ้วเป็นจังหวะเพลงซึ่งดังต็อกแต็กอยู่ข้างหู ทำให้คนที่เผลอหลับไม่รู้ตัวจำต้องตื่นขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้
จองซูหรี่ตาขึ้นมองเจ้าของเสียงรบกวนและพบกับร่างผอมบางของเพื่อนสนิทและหัวหน้าวงเฟธกำลังนั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้ นิ้วเรียวยังคงวางอยู่กับขอบโต๊ะตรงหัวเตียง
“ตื่นแล้วหรอ ฉันมีเรื่องอยากคุยกับนายอยู่พอดี” ฮีชอลขยับเข้ามาช่วยประคองเพื่อนให้ลุกขึ้นนั่ง
“ฮีชอล...ฉันก็มีเรื่องอยากจะคุยกับนาย” จองซูก้มหน้าราวใช้ความคิดครู่หนึ่ง ก่อนเงยกลับขึ้นมาสบตาชายหนุ่มผมแดง
“งั้นเอาเป็นเรื่องของฉันก่อนก็แล้วกัน...บอกฉันมาตามตรงเถอะนะ จองซู...นายกับน้องฉันมีความสัมพันธ์กันแบบไหน” ฮีชอลไม่สนใจว่าเพื่อนรักจะพูดอะไร เขาเป็นฝ่ายเริ่มต้นถามก่อนตรง ๆ
เขาคงไม่ถามอย่างนี้ หากผลการตรวจไม่ออกมาว่าคนตาสวยไข้ขึ้นเนื่องจากการอักเสบของแผลเพราะการมีเพศสัมพันธ์
และมันจะเป็นใครอื่นไปได้ ถ้าไม่ใช่คนที่ชอบทำตัวติดกันอย่างยองอุน!
“......”
“ตอบฉันหน่อยเถอะ...ฉันรู้นะว่าที่นายเป็นแบบนี้ก็เพราะยองอุน เห็นแก่ความเป็นเพื่อนของเรา ตอบฉันมาเถอะ” คาดคั้นเมื่อเพื่อนยังคงเงียบ
“......” จองซูกำลังสับสน ไม่รู้ว่าควรบอกเรื่องนี้กับใครไหม
ก่อนหน้าเคยคิดว่าตัวเองทนได้ ต่อให้ยองอุนไม่รักเขาก็ตาม แต่หลังจากที่ตัดสินใจไปแล้ว...เขาถึงรู้ว่าตัวเองไม่มีทางมีความสุขได้แน่ ความเจ็บปวดยามได้อยู่ด้วยกันมันมากกว่าตอนที่เขาได้แต่มองอีกฝ่ายข้างเดียวเสียอีก
“พูดเถอะจองซู ฉันอยากช่วยนายนะ อย่างน้อยแค่ระบายออกมาก็ได้” ฮีชอลเอื้อมมือไปแตะไหล่เพื่อนรัก ดูเหมือนบ่าทั้งสองข้างที่ลู่ลงนั้นจะทนรับความเจ็บช้ำเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป
“ฮีชอล ฮึก...ฉัน...” สัมผัสอบอุ่นผ่านมือของเพื่อนทำให้จองซูเงยหน้าขึ้นมาทั้งน้ำตา
ฮีชอลใช้นิ้วไล้น้ำตานันพ้นหน้าเพื่อนรักอย่างอ่อนโยน เขากุมมืออีกฝ่ายเป็นการให้กำลังใจ และนั่นเองทำให้จองซูตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมด
ทุกสิ่งทุกอย่างถูกถ่ายทอดผ่านออกมาพร้อมกับเสียงสะอึกสะอื้นในลำคอของคนที่เป็นได้แค่ตัวแทน
“ร้องออกมาเถอะ...” คนผมแดงว่าพลางรั้งตัวเพื่อนเข้ามากอด
“ฮีชอล ฉันผิดมากหรือไงที่ไปรักเขา” จองซูยอมปล่อยตัวไปตามแรงดึงของฮีชอล ให้หน้าของตัวเองแนบกับแผ่นอกของเพื่อน
“จองซู” หัวหน้าวงครางเสียงทดท้อ มือยกขึ้นตบแผ่นหลังเพื่อนรักเบา ๆ เป็นการปลอบประโลม
“ฉันควรจะทนต่อไปไหม ฉันอยากเข้มแข็ง แต่...” มือกำเสื้อคนตรงหน้าแน่น จองซูซุกหน้าเข้าหาฮีชอลคล้ายเด็กต้องการความอบอุ่น
“ร้องออกมาเถอะนะ ต่อหน้าฉันนายไม่จำเป็นต้องเข้มแข็ง” ฮีชอลรับรู้ถึงความทุกข์ทรมานของเพื่อนได้ นึกว่าตัวเองอยู่ในใจที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยระแคะระคายอะไรเลย
ทุกคนเห็นเพียงแต่ว่าจองซูมันจะแกล้งยองอุนอยู่บ่อย ๆ แถมพวกเขายังรวมหัวด้วยอีกต่างหาก แต่ไม่มีใครรู้เลยว่านั่นเป็นเพราะอีกฝ่ายต้องการหาเรื่องเข้าใกล้น้องชายของเขา
ขอโทษนะจองซู...ขอโทษที่ฉันไม่รู้อะไรเลย
ทั้งที่เราเป็นเพื่อนรักกัน หกปีแล้วนะสำหรับมิตรภาพ แต่ฉันกลับมองไม่ออกว่านายกำลังทุกข์ใจ มันเป็นอย่างนี้มานานเท่าไรแล้ว..
จองซูร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมกอดนั้น ทั้งเนื้อตัวสั่นสะท้าน ความอัดอั้นทั้งหมดผ่านออกมาทางน้ำตานองหน้าและเสียงร่ำไห้แหบแห้ง
ฮีชอลกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นมาอีกราวกับต้องการแบ่งเอาความช้ำใจจากเพื่อน อย่างน้อยให้ได้สักครึ่งหนึ่งก็ยังดี
คนที่ผ่านไปมาอาจะรำคาญเสียงร้องไห้ที่ดังก้องไปทั่วห้องจนได้ยินมาถึงข้างนอก ทว่านั่นยังดังได้ไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งของเสียงครวญครางด้วยความทรมานในใจจองซูเสียด้วยซ้ำ
“ฮีชอล...ฉันมีเรื่องอยากให้นายช่วย” หลังจากร้องไห้และระบายจนพอใจ คนตาหวานก็เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง
“ฉันยินดีเสมอ ว่าแต่...เรื่องอะไรล่ะ” ฮีชอลพูดพลางใช้ผ้าซับหน้าเพื่อนรักอย่างอ่อนโยน
“อย่าบอกคังอินได้ไหม เรื่องที่ฉันเล่าให้นายฟังทั้งหมด ห้ามบอกอะไรเขาแม้แต่นิดเดียว” จองซูจับมือเพื่อนที่กำลังเช็ดน้ำตาให้เขาด้วยมือทั้งสองข้างของตัวเอง
“แต่ฉันว่านายควรจะบอกเขา” ฮีชอลขมวดคิ้วมุ่น ในเมื่อทรมานขนาดนี้ยังจะเก็บไว้อีกทำไมกัน และฮีชอลคิดว่าท่าทางของยองอุนเหมือนคนยังไม่รู้ตัวมากกว่าไม่เคยรัก..
ก่อนหน้านี้ถึงปากยองอุนจะบ่นว่าจองซูสักเท่าไร แต่ก็คอยดูแลอยู่เสมอ ถึงจะชอบทำท่าเหมือนไม่พอใจ แต่เวลาจองซูต้องการอะไรก็ไม่ขัด
เขาเพิ่งเห็นสองคนดูอึมครึมก็ช่วงเริ่มมีความสัมพันธ์กันนี่เอง...
“ไม่! ถ้าเขารู้ว่าฉันรัก...เราอาจจะห่างกันมากกว่านี้ ขอร้องนะฮีชอล อย่าบอกคังอิน” จองซูมองเพื่อนด้วยสายตาเว้าวอน คาดคั้นจะเอาคำตอบที่ต้องการเสียให้ได้
“อืม...” ฮีชอลครางอือออในลำคอ เขารับคำด้วยความไม่เต็มใจ
“ขอบคุณนะ ขอบคุณมาก...” จองซูเสียงสั่นด้วยเหตุผลสองประการ
ส่วนหนึ่งดีใจที่อย่างน้อยยองอุนจะยังคงไม่ล่วงรู้ความลับของเขา อีกประการคือ..มันช้ำใจเสียจนไม่อยากสู้ต่อ
ใครบางคนบอกว่าความรักทำให้คนโง่เขลา...
ตอนนี้เขาก็คงโง่งมสมบูรณ์แบบจริง ๆ เพราะทั้งที่รู้ตัวว่ารักต่อไปก็ไม่ได้ประโยชน์ แต่ก็ยืนยันที่จะไม่ลบเลือนความรู้สึกนั้น
“นายพักเถอะนะ จะได้หายไว ๆ” ฮีชอลว่าพลางเอนตัวเพื่อนลงนอน เขาจัดการคลุมผ้าห่มให้เพื่อนรักอย่างเรียบร้อย เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายปิดเปลือกตาลงแล้วจึงค่อยเดินออกมา
“ได้ยินหมดแล้วใช่ไหมเยซอง” หัวหน้าวงเอ่ยออกมาเป็นประโยคแรกเมื่อปิดประตูห้องคนไข้ ทำเอาคนที่ยืนหลบมุมอยู่ถึงกับสะดุ้ง
“ฉัน...” เยซองอึกอักขึ้นมาทันที ฮีชอลรู้ด้วยหรือว่าเขาแอบฟัง
ถ้าอย่างนั้นก็รู้ด้วยสินะว่าเขารักจองซูมากแค่ไหน...
“ฉันรู้นะว่านายคิดยังไงกับจองซู ส่วนนายจะเอาเรื่องที่ได้ยินไปบอกน้องฉันไหมมันก็เรื่องของนาย” ฮีชอลพูดขึ้นมาราวอ่านใจอีกฝ่ายออก ซ้ำยังพูดเหมือนอยากให้เขาเอาเรื่องนี้ไปบอกยองอุน
แต่รู้ไหม...มาฝากความหวังไว้ที่เขาแบบนี้ มันดีแล้วหรือ?
ในเมื่อเขาแอบรักจองซูมานาน..นานพอ ๆ กับที่ได้รู้จักกัน แล้วเขาจะบอกยองอุนทำไมหากตัวเองต้องการจะสมหวัง
เขาควรจะบอกยองอุน............อย่างนั้นหรือ?
: : : : : : : : : : Passionate You!! : : : : : : : : : :
ดวงตาเรียวทอดมองออกไปนอกกระจกใสที่ซึ่งตรงสุดสนามหญ้านั้นมีเด็กหญิงและเด็กชายคู่หนึ่งกำลังวิ่งเล่นด้วยกัน พี่ชายที่ตัวโตกว่าเด็ดดอกไม้ให้กับน้องสาวแล้วลูบเรือนผมนิ่มสลวยสีดำขลับอย่างอ่อนโยน
ยูฮวานเคาะนิ้วตามจังหวะดนตรีที่ดังก้องในหูอันมีจุดกำเนิดจากหูฟังไอพ็อดราคาแพง ขณะที่ตาก็จ้องมองพี่น้องสองคนซึ่งเป็นลูกของคนรับใช้ในบ้านเล่นกัน
ซีวอนเดินเข้ามาในห้องโดยพยายามให้เกิดเสียงน้อยที่สุดเพื่อที่ว่าคนกำลังนั่งอยู่จะไม่รู้ตัว และมันก็สำเร็จตามที่เขาหวังเมื่อยูฮวานไม่รู้สักนิดว่าตอนนี้มีใครอีกคนอยู่ในห้องสมุดนอกเหนือจากตัวเอง
เหมือนทุกวันที่เขาต้องตามคุณหนูให้ไปเรียนหนังสือและมักพบยูฮวานนั่งอยู่ในห้องสมุด กำลังมองเด็กสองคนวิ่งเล่นกัน
“นึกแล้วเชียวว่าคุณต้องอยู่ที่นี่” มือหนาของพี่เลี้ยงหนุ่มวางลงบนไหล่ลาดของนายน้อย หวังให้คนตัวเล็กสะดุ้งจนตัวโยน ทว่ากลับไม่เป็นอย่างนั้น...
“ก็รู้นี่นา ยังจะไปหาที่ห้องอื่นอีก” ยูฮวานไม่มีอาการตกใจเนื่องด้วยซีวอนชอบแกล้งแบบนี้บ่อยจนชินเสียแล้ว
“ปากยังเก่งเหมือนเดิมเลยนะครับ ต้องให้สอนกันใหม่ไหม” พี่เลี้ยงคนเก่งเอ่ยเสียงทุ้ม ก้มตัวโน้มหน้าลงมาจนลมหายใจราดรดต้นคอขาวของคนที่นั่งอยู่
“อยากสอนก็สอนสิ จะทนเรียนให้ก็แล้วกัน” คุณหนูว่าอย่างถือดี ทว่าในน้ำเสียงกลับเจือแววขบขัน ยูฮวานพูดกลั้วหัวเราะมากกว่าจะคิดจริงจัง
เมื่อได้ยินอย่างนั้น ซีวอนก็จัดการเรียนการสอนได้เร็วทันใจ โดยใช้ปากตัวเองนั่นแหละ ทาบไปกับเรียวปากบางนั่นเสีย แล้วลิ้นอุ่นก็เริ่มชอนไชไปทั่วโพรงปากหวานผิดคำพูดของคนตัวเล็ก
เนิ่นนานที่ลิ้นอุ่นทั้งสองผลัดกันรุกและรับ ยูฮวานจิกมือลงบนที่วางแขนของเก้าอี้ตัวโต ร่างของเขาระทวยอ่อนเสียจนแทบจมหายไปกับเบาะนุ่มซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะแรงรุกเร้าจากคนที่ยืนคร่อมเขาอยู่
ซีวอนเริ่มจากจูบแผ่วเบาแล้วเพิ่มแรงบดเบียดไปเรื่อย รสปากหอมหวานทำให้ลิ้มรสเท่าไรก็ไม่เพียงพอ ชายหนุ่มโน้มตัวมากขึ้นตามแรงจูบที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน
“อือ...” เด็กน้อยครางรับในลำคอ ยูฮวานเลื่อนมือไปเกาะไหล่คนตัวโตกว่าเอาไว้เป็นที่ยึด เรียวลิ้นตอบสนองตามที่พี่เลี้ยงคนเก่งสอน เริ่มเรียนรู้ที่จะหายใจทำให้จูบครั้งนี้ยาวนานกว่าที่คิด
ซีวอนผละริมฝีปากออกด้วยความเสียดาย แต่ลิ้นอุ่นก็แลบเลียกลีบปากคุณหนูเป็นการปิดท้ายการฉวยโอกาสครั้งนี้
ยูฮวานยังคงหลับตาพริ้มก่อนค่อย ๆ หรี่ขึ้น มองใบหน้าพี่เลี้ยงที่ตัวเองรักสุดใจตาปรอย
“แบบนี้ไม่เรียกว่าทนแล้วมั้งครับ” ซีวอนเอ่ยแซวกลั้วหัวเราะ ทำเอาคนที่ไม่รู้ตกไปอยู่ในอ้อมกอดอีกฝ่ายเมื่อไรตาวาวขึ้นมาทันที
“ซีวอนบ้า! มันเกี่ยวกับจูบตรงไหนกัน” คุณหนูผละตัวออกมาว่าเสียงเขียว ใช้หลังมือเช็ดปากตัวเองจนแดงไปหมดด้วยความขัดใจเมื่อรู้ว่าเผลอใจไปอีกแล้ว
“อ้าว! ก็จูบบ่อย ๆ รับรสหวานจากปากผมบ่อย ๆ คุณจะได้ปากหวานขึ้นมาบ้างยังไงละครับ” ซีวอนยังคงสนุกกับการแกล้งคนน่ารักนี่
“หลงตัวเอง!” เด็กน้อยตวัดเสียงฉับ ที่จริงเขามีแต่ฝ่ายรุกชมว่าฝ่ายรับหวานไม่ใช่เหรอ แล้วนี่ทำไมดูมันสลับกันไปหมด!
“คุณเองก็หลงตัวผมเหมือนกันไม่ใช่หรอ” พี่เลี้ยงเลื่อนตัวมากระซิบข้างหูเสียงพร่า มือหนาซุกซนแอบลูบไล้ใต้เสื้อยืดตัวเก่งของเด็กน้อย
“ฮึ้ย! เล่นคำอยู่นั่น เดี๋ยวบอกพี่ให้ไล่ออกซะหรอก” คุณหนูขี้โมโหสะบัดเนื้อสะบัดตัวให้พ้นจากการฉวยโอกาส ตัวเล็ก ๆ ตั้งท่าจะเดินหนีเมื่อเห็นความต้องการบางอย่างในแววตาของคนตัวสูง
“งั้นสงสัยผมต้องมัดใจคุณแล้วล่ะ จะเอาให้ไม่อยากห่างผมเลย” ทว่าแค่ซีวอนเอื้อมมือออกมา ก็คว้าได้ข้อมือนายน้อยเสียแล้ว
วันนี้จะสอนท่า เอ้ย! บทเรียนอะไรดีน้า~~~~
: : : : : : : : : : Passionate You!! : : : : : : : : : :
บนเตียงนุ่มนอนสบาย ร่างเล็กของยูฮวานกำลังถูกกดให้เป็นฝ่ายรองรับความเป็นชายของผู้ที่กำลังรุกรานอย่างหนักอย่างซีวอน
“พอแล้ว...” นายน้อยครางทดท้อเมื่อพี่เลี้ยงไม่มีทีท่าว่าจะยอมหยุดเสียที ตัวเขาช้ำไปหมดแล้ว
“อีกนิดนึงนะ อ๊ะ...” ซีวอนต่อรอง เขาครางนิดหนึ่งเมื่อจุดสูงสุดของอารมณ์ใกล้จะบรรลุอีกครา
“ฮื้อ! ก็บอกว่าพอแล้วไง!” เด็กน้อยเริ่มดิ้นรนขัดขืนให้น้ำหนักที่ทาบลงมาพ้นออกจากตัว ทว่าข้อมือทั้งสองข้างก็ถูกรวบเอาไว้ ซ้ำยังสะโพกที่ถูกยึดครองไม่ให้เป็นอิสระนั่นอีก
“อ๊า!! อีกรอบเดียวนะ นะ...” ซีวอนเร่งกระแทกกายจนสร็จสมอารมณ์หมาย ทว่ายังต้องการอีกอย่างไม่รู้จักพอ
“นี่! ตกลงใครแก่กว่ากันแน่ ไม่ต้องมาอ้อนเลย เอาออกไปเร็ว ๆ ด้วย!” ยูฮวานโวยวาย เขาผลักร่างของพี่เลี้ยงให้เขยื้อนออก ซึ่งคราวนี้ซีวอนก็ยอมถอนตัวแต่โดยดี ด้วยเห็นว่าคนรักตัวเล็กของเขามีสีหน้าอ่อนเพลียเพียงไร
“เฮ้อ...” เด็กน้อยถอนหายใจเมื่อเข้าสิ่งที่ทำให้เขาอึดอัดเคลื่อนหายออกจากร่างกายแล้ว
“เหนื่อยมากเลยหรือครับ” ซีวอนที่พลิกตัวลงนอนข้างกันหันตัวตะแคงถาม มืออบอุ่นแทรกเข้าไปในกลุ่มผมนุ่มนิ่มชื้นเหงื่อของคนรัก
“ก็ลองมาเปลี่ยนกันไหมล่ะ” เจ้าตัวเล็กตวัดทั้งเสียงและสายตาอย่างที่บ่งบอกว่ากำลังไม่พอใจ
“แน่ใจหรือครับว่าอยากเปลี่ยน” ไม่พูดเปล่าแต่ยังส่งสายตากรุ้มกริ่มไปให้ จนคนฟังทนไม่ไหว ทำท่าจะลุกออกจากเตียง
“จะไปไหนครับ” ซีวอนคว้าเอวบางเอาไว้ได้ ชายหนุ่มเกยคางตัวเองลงบนหัวไหล่มนอย่างออดอ้อนเมื่อเห็นว่ายูฮวานกำลังอารมณ์เสีย
“ไปไหนก็ได้ที่ไม่มีคนกวนประสาทอย่างนาย!” เด็กชายตวาดกลับมาพลางดิ้นให้คนที่กอดเขายอมปล่อยวงแขนเสียที
“โอ๋...ผมแค่ล้อเล่นนะ อย่าเพิ่งโมโหสิครับ มานอนคุยกันดีกว่า” ทว่าพี่เลี้ยงคนเก่งไม่นำพาต่อท่าทีขัดขืนนั้น เขารั้งตัวยูฮวานให้ล้มลงมานอนเคียงกันอีกครั้งหนึ่ง
“คุยกันแป๊บเดียวเอง” ซีวอนพูดต่อเมื่อเห็นคุณหนูของเขาขมวดคิ้วไม่สบอารมณ์
“อือ ๆ...” ยูฮวานครางอือออรับในลำคอพอให้มันผ่าน ๆ ไป
“คุณนี่น้า น่ารักที่สุดเลย” คนตัวสูงพูดน้ำเสียงน่ารัก แอบฉวยโอกาสอีกครั้งด้วยการหอมแก้มยูฮวานไปสองที แล้วปิดท้ายด้วยจูบเบา ๆ อีกหนึ่ง
“แล้วอยากคุยเรื่องอะไรล่ะ” เด็กน้อยพูดเอียงอาย ใบหน้าแดงเรื่อเมื่อโดนขโมยจูบ
“ผมสงสัยน่ะว่าทำไมคุณถึงชอบไปดูเด็กสองคนนั้นเล่นกันบ่อย ๆ” ซีวอนนอนหงาย เขาจัดท่าให้คนตัวเล็กนอนทับแขนข้างหนึ่งก่อนที่จะโอบเข้ามา ทำให้กลายเป็นว่ายูฮวานนอนซบอกเขาอย่างที่ต้องการโดยที่นายน้อยไม่รู้ตัว
“.........” ยูฮวานเงียบเหมือนกำลังชั่งใจว่าควรหรือไม่ควรบอก
“มีเหตุผลที่บอกไม่ได้หรือครับ” ถามเพราะคนในอ้อมกอดนิ่งไปนาน
“อิจฉาน่ะ...ฉันแค่อิจฉาที่เห็นพวกเขาเล่นด้วยกัน มันดูน่าสนุกดีนะ แต่ก่อนฉัน พี่มิคกี้ แล้วพี่จุนซูก็เคยเป็นแบบนั้นล่ะ แต่พอพ่อกับแม่ไม่อยู่...ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป” เด็กน้อยค่อย ๆ เอ่ยออกมาช้า ๆ มันเป็นสิ่งที่เขารู้สึกมานานแล้วแต่ไม่เคยบอกใคร
“การนั่งดูพวกเขาเล่นกันท่าทางมีความสุขแบบนั้นทำให้บางทีฉันก็อยากร้องไห้ รอยยิ้มของพวกเขาดูจริงใจจนฉันเจ็บปวด ฉันอยากได้สิ่งนั้นจากใครสักคน แต่ทุกคนที่เข้าหาล้วนใส่หน้ากากเสแสร้งแกล้งดีเพียงเพราะฉันเป็นคุณหนูตระกูลปาร์ค นายไม่เคยสงสัยหรือไงว่าทำไมฉันถึงมีเพื่อนแค่คิบอมกับทงเฮ” พูดจบประโยคด้วยเสียงสั่นเครือ ยูฮวานซบหน้าลงกับอกอุ่นของพี่เลี้ยงอย่างหาที่พึ่ง
“.........” ซีวอนนิ่งไป เขาเข้าใจดีว่ายูฮวานรู้สึกอย่างไรถึงมันจะผิดกันสักหน่อยตรงที่เขาเป็นลูกชายคนเดียว ทว่าคนภายนอกก็ใส่หน้ากากเข้าหาไม่แตกต่าง
พี่เลี้ยงลูบหลังคุณหนูเบา ๆ อย่างอ่อนโยน และจุมพิตนุ่มนวลตรงหน้าผากเป็นการปลอบประโลม
“เหตุผลก็แค่นี้แหละ ฉันถามนายบ้างดีกว่า...ครอบครัวของนายเป็นแบบไหน” ยูฮวานเงยหน้าขึ้นถาม พยายามทำเสียงสดใสเพื่อให้รู้ว่าตัวเขาไม่เป็นอะไร เพราะรู้สึกไม่สบายใจเลยเมื่อเห็นซีวอนทำท่าเศร้าตามเขาไปแบบนี้
เมื่อถูกถามเรื่องของตัวเองบ้าง ชายหนุ่มก็เกิดอาการสะดุดขึ้นมาทันที... จะให้บอกตรง ๆ เลยหรือว่าครอบครัวของเขาเองก็ร่ำรวยไม่ต่างกับตระกูลปาร์ค
“เอ่อ...ครอบครัวของผมมีกิจการเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง ถึงเราไม่ค่อยมีเงิน เอ่อ...แต่ก็มีความสุขดี” ท้ายที่สุดชายหนุ่มก็ตัดสินใจโกหกออกไปทั้งที่เป็นสิ่งไม่อยากทำ
“ดีจัง ฉันอยากมีครอบครัวแบบนั้นบ้าง” เด็กน้อยมีน้ำเสียงดีขึ้นอย่างจริงใจ
“งั้นก็แต่งงานกับผมสิครับ จะดูแลอย่างดีเลย เราจะมีลูกด้วยกันสักสอง...” ซีวอนพูดไปเรื่อยและมันคงยาวกว่านั้นหากยูฮวานไม่ขัดขึ้นมาเสียก่อน
“พูดอะไรของนายฮะ! ใครเขาจะไปแต่งกับนายกัน!” ไม่เพียงเท่านั้น...ผู้ชายทำผู้ชายท้องได้ด้วยเรอะ!
“ไม่สนใจเหรอ ผมน่ะ...จริงใจกับคุณสุด ๆ เลยนะ จะเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีเลย” พี่เลี้ยงว่าพลางส่งสายตาหวานซึ้งมาให้คนในอ้อมกอด
“ห้ามโกหกด้วย” ยูฮวานพูดอู้อี้กับแผ่นอกคนตัวสูง ทั้งอาย..ทั้งง่วง
“ครับ...จะไม่โกหกคุณ” ซีวอนรับคำเป็นมั่นเหมาะทว่าในใจกลับไหววูบเมื่อคิดได้ว่าก่อนหน้าเพิ่งโกหกเรื่องครอบครัวของตัวเองไปหมาด ๆ
“แล้วจะสัญญาด้วยอะไร” เด็กน้อยลากเสียงยานคาง เหนื่อยจนใกล้จะหลับเข้าไปทุกที
“สัญญาด้วย...อะ...อ้าว! หลับซะแล้ว” ซีวอนหมายจะให้คำสัญญาแต่เมื่อก้มมองคนในอ้อมกอดก็พบว่าอีกฝ่ายผล็อยหลับไปเสียเมื่อไรก็ไม่รู้
ชายหนุ่มเกลี่ยผมที่ปรกหน้าเด็กน้อยให้ทัดบนใบหู จ้องมองคนรักด้วยสายตาอ่อนโยนแกมเอ็นดูอย่างที่เป็นมาเสมอ
อยากรู้หรือว่าสัญญาด้วยอะไร?
...จะสัญญาด้วยชีวิตเลยครับ...
To Be Continued

อัพแล้ว อัพแล้วววววววววววววว
ต่อดิ่ ต่อออออ
อยากอ่านๆ
#1 By ดักดาน (203.113.40.72) on 2008-01-24 21:51