Passionate You!! [Part 38]
posted on 26 Nov 2007 22:22 by zinister in PassionateYou
ตอนที่ 38
ทางด้านยุนโฮในช่วงเช้าวันเดียวกันที่มหาวิทยาลัย...
“ ร้านที่บอกวันก่อนเป็นไงมั่งวะ ” ยูชอนที่ขนาบข้างมาด้วยจุนซูเดินมาทักยุนโฮที่เพิ่งเรียนช่วงเช้าเสร็จ
“ ดีว่ะ ท่าทางแจจุงจะชอบ ขอบใจนะเว้ย ” ยุนโฮที่กำลังเก็บข้าวของใส่กระเป๋าขนาดพอเหมาะเงยหนาขึ้นมาตอบเพื่อน โดยไม่ลืมที่จะยิ้มทักทายเลยผ่านไปถึงจุนซูด้วย ทั้งสามคนเดินไปคุยไปกระทั่งมาถึงลานจอดรถ
“ เปลี่ยนคำขอบใจแกเป็นมื้อเที่ยงของฉันกับจุนซูดีกว่า ” ยูชอนว่าพลางเผลอดึงจุนซูให้เข้ามาใกล้โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว
“ งั้นแกเลือกละกัน เอาแถวบริษัทก็ดี บ่ายนี้มีนัดเจอลูกค้า ” ยูชอนว่าพลางก้าวขึ้นมานั่งในรถของยุนโฮโดยไม่ลืมที่จะดึงจุนซูเข้ามาด้วย
ยุนโฮมองการกระทำของเพื่อนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะรู้ดีว่าถ้าขืนทักออกไป ยูชอนมีหวังตีหน้าขรึมทำฟอร์มกลบเกลื่อนอีกแน่ ๆ
“ รู้แล้วละน่า ใครโทรมาวะ ” ประโยคหลังบ่นกับตัวเองเมื่อมือถือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงกำลังสั่นอย่างเอาเป็นเอาตาย
หน้าจอขึ้นหมายเลขที่ไม่ต้องบันทึกไว้ในเครื่องก็รู้ดีว่ามาจากบ้านของตัวเอง ชายหนุ่มรับสาย แต่ยังไม่ทันพูดอะไร อีกด้านหนึ่งก็พูดแทรกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“ คุณยุนโฮคะ... ตอนนี้คุณแจจุงอยู่ที่โรงพยาบาล...... ” เสียงของแม่นมที่เขาไว้ใจดังมาตามสาย เมื่อฟังจบครบความ ชายหนุ่มตัดสายทิ้งทันที ซ้ำยังกดเท้าเพิ่มความเร็วของเจ้าเหล็กสี่ล้อนี่เพิ่มมากขึ้นอีก สร้างความประหลาดใจให้กับเพื่อนทั้งสอง
ทันทีที่ได้ยินว่าคนรักอยู่ที่โรงพยาบาล ยุนโฮก็แทบไม่ฟังอะไรต่ออีกแล้ว ชายหนุ่มรีบหักพวงมาลัยรถบึ่งไปโรงพยาบาลในทันที ลืมหมดสิ้นทั้งเรื่องเรียนและเรื่องการงาน ในใจนึกถึงเพียงคนเดียวเท่านั้น
เมื่อมาถึง ยุนโฮก็รีบเปิดประตูห้องพักผู้ป่วยเข้าไปไม่รอช้า ตามมาด้วยยูชอนกับจุนซูที่ยังไม่รู้เรื่องอะไรดีนักจนเห็นชื่อผู้ป่วยหน้าห้องจึงเข้าใจ
“ นี่มันอะไร เกิดอะไรขึ้น! ” คุณชายคนโตของตระกูลพูดเสียงกร้าวเมื่อเห็นว่าคนบนเตียงยังนอนนิ่ง ผิวกายที่ขาวอยู่แล้วยิ่งซีดเซียวยิ่งกว่าเดิม
“ คุณแจจุงเธอกระโดดลงมาจากระเบียงแล้วก็ตกลงไปในสระน่ะค่ะ ส่วนเหตุผลก็... ” ซึลกิไม่พูดต่อแต่ปรายตามองไปยังวัตถุสี่เหลี่ยมที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง
เจ้ากล่องใบนั้นที่ยังไม่แห้งดีนักทำให้ยุนโฮพอปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่าแจจุงคงจะลงไปเก็บมันนั่นเอง
“ อยู่ดี ๆ กล่องมันคงไม่ตกลงไปเองหรอกใช่มั้ย ” ยุนโฮถามเสียงเย็น
แต่ยังไม่ทันที่ซึลกิจะได้ตอบอะไร เสียงเครื่องมือสื่อสารประจำกายของยุนโฮก็ดังขึ้นมาเสียก่อน หน้าจอบอกว่าเลขาฯหนุ่มคู่ใจเป็นคนโทรเข้ามา
“ มีอะไร! ” กรอกเสียงลงไปห้วน ๆ ลองว่าถ้าอึนฮยอกติดต่อมา ก็คงไม่พ้นเรื่องงาน
“ อีกหนึ่งชั่วโมงมีประชุมนะครับ ห้ามสาย ห้ามเบี้ยว ส่วนเรื่องคุณแจจุง ผมมีคำตอบที่คุณต้องการรู้ให้หลังประชุมเสร็จ ” เพราะอย่างนี้ไงอึนฮยอกจึงเป็นเลขาคนสนิท ก็เล่นรู้ทันเขาไปหมดทุกอย่าง
“ เดี๋ยวฉันเข้าไป ” ยุนโฮบอกประโยคสุดท้ายแล้ววางสายไป
ชายหนุ่มเลื่อนเก้าอี้มานั่งข้างเตียงผู้ป่วย ยื่นมือไปกุมมือของแจจุงเอาไว้แล้วบีบมันเบา ๆ ราวกับต้องการส่งผ่านความอบอุ่นให้คนที่ยังไม่รู้สึกตัว
ยูชอนดึงตัวจุนซูที่รู้สึกว่าตัวเองชักจะเป็นส่วนเกินในห้องนี้ออกไป โดยที่ซึลกิก็ตามออกมาด้วย ปล่อยให้แจจุงกับยุนโฮอยู่ด้วยกันตามลำพังอย่างที่ควรจะเป็น
“ เราไปหาอะไรกินกัน ซื้อเผื่อยุนโฮมันด้วย ” ยูชอนหันมาบอกจุนซู แล้วทั้งคู่ก็เดินกุมมือกันไปอย่างนั้น โดยที่ยูชอนไม่รู้เลยว่าตัวเขาได้ทำให้ใจของคนที่เดินข้างกันสั่นรัวราวกลองลั่น
จุนซูรู้ดีว่ายูชอนนั้นไม่รู้หรอกว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้าง ท่าทางที่ราวกับแสดงความเป็นเจ้าของแบบนั้น...
มีแต่เขา.. คิม จุนซูคนนี้นี่แหละที่คิดไปเอง
ท่าทีที่บางครั้งดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็มีใจ แต่บางครั้งก็กลับเฉยชา ทำให้จุนซูไม่เคยมั่นใจเสียที
เขารักยูชอนด้วยใจจริง แต่ฝ่ายนั้นล่ะ...
รู้สึกอะไรกับเขาบ้างไหม
ระยะเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงก่อนการประชุม ยูชอนกับจุนซูใช้มันหมดไปกับมื้อกลางวันทั้งส่วนของตัวเองและส่วนของยุนโฮ
ชายหนุ่มทั้งสองคนเดินเข้ามาในบริษัทด้วยท่าทีไม่รีบร้อนเท่าไรนัก จุนซูที่ดูผ่อนคลายยามอยู่นอกบริษัทกลับดูแข็งขันขึ้นมาทันที เมื่อ ณ เวลานี้ หน้าที่ของเขาก็คือเลขานุการของปาร์ค ยูชอน
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งตรงไปยังห้องประชุมโดยที่ระหว่างทางนั้น พนักงานทั้งหลายต่างก็ส่งเสียงทักทายเป็นระยะ แน่นอนว่ายูชอนย่อมไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับอะไร มีเพียงจุนซูเท่านั้นที่ระบายยิ้มบางเป็นการตอบกลับ
เมื่อถึงหน้าลิฟต์ จุนซูและยูชอนก็เจอกับอีกหนึ่งหุ้นส่วนใหญ่...
ชิน ดงฮีและเลขานุการคนเก่ง... โจ กยูฮยอน
“ สวัสดีครับ ” จุนซูเป็นคนเอ่ยทักทายชายหนุ่มร่างท้วมและอีกหนึ่งหนุ่มร่างผอมก่อน พร้อมกับส่งยิ้มจริงใจอันเป็นเอกลักษณ์ให้
“ ไม่เจอกันไม่เท่าไร คุณกยูฮยอนเปลี่ยนไปเยอะเลยนะครับ ” จุนซูตั้งข้อสังเกตที่คนร่างผอมคนที่ยูชอนมองว่าไม่น่าไว้ใจตั้งแต่แรกเจอ
ทรงผมและการแต่งกายที่ดูล้าสมัย รวมทั้งกิริยาเฉิ่มเชยที่เคยเป็น บัดนี้หาดูไม่ได้จากชายหนุ่มตรงหน้าเลย สร้างความแปลกใจให้จุนซู แต่ก็เพียงเล็กน้อย เพราะตัวเขาก็ไม่ได้สนิทอะไรกับเลขาฯคนนี้
“ ก็.. นิดหน่อยน่ะครับ ” กยูฮยอนอมยิ้มพลางเกาจมูกตัวเองแก้เขิน
“ จะยืนคุยอีกนานมั้ย ” เสียงขรึมของยูชอนแทรกขึ้น แม้จะเรียบเฉยแต่ก็เจือแววไม่พอใจ
จุนซูหันไปเห็นยูชอนและชินดงที่ยืนรออยู่ในลิฟต์อยู่แล้วก็รีบตามเข้าไป พลางลอบมองเสี้ยวหน้าของยูชอนด้วยความกังวล
ระหว่างที่อยู่ในลิฟต์และตามทางเดินมาห้องประชุมนั้น กยูฮยอนพยายามชวนจุนซูคุยตลอด ถึงแม้อีกฝ่ายจะถามคำตอบคำก็ตาม
ที่เป็นอย่างนั้นเพราะจุนซูรู้ดีว่าถ้ายูชอนมีอาการเมินเฉยแบบนี้เมื่อไร ควรเงียบไว้เป็นดีที่สุด ทว่าเลขาฯของคุณชินก็ชวนคุยอยู่นั่น
“ คุณยูชอน! ”
และเมื่อมาถึงหน้าห้องประชุม หญิงสาวคนหนึ่งก็เรียกชื่อเจ้านายของจุนซู พร้อมเดินตรงมาหาร่างสูงโปร่งนั้นอย่างว่องไว
จุนซูจำได้ว่าเธอคนนั้นเป็นหนึ่งในคนที่ยูชอนเคยมีสัมพันธ์สวาทด้วย ชายหนุ่มไม่แปลกใจที่มาเจอเธอคนนี้ที่นี่ เพราะท่ามกลางบรรดาผู้หญิงของยูชอน ก็มีหลายคนที่อยู่ในแวดวงธุรกิจ
ยูชอนไม่ได้เอ่ยคำทักทายกลับ ทว่าเขาระบายยิ้มบางที่มุมปาก ทั้งยังไม่รังเกียจที่หญิงสาวจะเข้ามาประชิด และยินยอมสละแขนขวาให้มือเรียวนั้นจับอย่างเต็มใจ
“ มีอะไรรึเปล่าครับ ” เสียงทักของกยูฮยอนทำให้จุนซูหันเหสายตาจากภาพบาดตานั้น เมื่อเห็นสายตาเป็นห่วงของอีกฝ่ายทำให้เขารู้ตัวว่าเผลอเม้มปากแน่นจนริมฝีปากสีสดแดงจัด
“ อ่ะ.. เปล่าครับ ” จุนซูรีบตอบกลับแล้วเดินเข้าห้องประชุมไป กยูฮยอนได้แต่มองตามแผ่นหลังบางนั้นก่อนที่ตัวเองจะก้าวเท้าเข้าไปบ้างเมื่อสำนึกได้ว่าอีกสิบนาทีการประชุมครั้งนี้จะเริ่มขึ้น
การประชุมเป็นไปอย่างอึดอัดเมื่อตัวแทนตระกูลชองอย่างยุนโฮมีสีหน้าเคร่งเครียดและเหม่อลอยเป็นพัก ๆ ทางด้านยูชอนก็มัวแต่จ้องเลขาฯหนุ่มของตัวเองเช่นเดียวกับเลขานุการของชินดง ทั้งหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในการประชุมก็ใช้เวลานี้เพื่อพะเน้าพะนอชายหนุ่มจากตระกูลปาร์ค
ยิ่งหลังช่วงพัก บรรยากาศยิ่งทวีความอึมครึมเมื่อจุนซูเดินหายไปกับกยูฮยอน ทำให้ยูชอนยิ่งหงุดหงิดจนไม่เป็นอันทำงาน แม้ว่าสองคนนั้นเพียงแค่ไปเข้าห้องน้ำก็ตามที ส่วนยุนโฮเองก็รีบติดต่อถามอาการของคนรัก และพบว่าอีกฝ่ายนั้นยังไม่รู้สึกตัวเช่นเคย
เห็นได้ชัดว่าถ้าไม่เพราะสติของประธานตระกูลชิน การประชุมครั้งนี้คงล้มไม่เป็นท่า
“ นี่นามบัตรของผมนะครับ ถ้ามีปัญหาอะไรก็ปรึกษาได้ทุกเมื่อ ” ชายหนุ่มโจ กยูฮยอน หยุดคุยกับจุนซูพร้อมแลกนามบัตรกันก่อนจากหลังการประชุมเสร็จสิ้น
“ ขอบคุณครับ ” จุนซูรับมาพร้อมยิ้มตอบอย่างมีไมตรี เขาไม่ได้คิดอะไรเกินเลยไปมากกว่าการผูกมิตร ทว่ายูชอนกลับไม่เห็นเป็นอย่างนั้น
“ จุนซู กลับ! ”
สิ้นเสียงทุ้มที่กดต่ำแทบเป็นคำราม เรียวแขนของจุนซูก็ถูกดึงอย่างแรงไปทางด้านหลัง มือที่เกร็งแน่นทำให้คนตัวเล็กกว่าเจ็บอย่างช่วยไม่ได้ หากจุนซูก็ไม่ได้ร้องหรืออิดออดแต่อย่างใด สิ่งที่ทำมีเพียงก้มหัวเป็นเชิงขอโทษกับกยูฮยอน แล้วเดินตามแรงดึงนั้นไป เพราะยูชอนในเวลานี้ไม่ใช่คนใจดีอย่างที่แสดงให้เห็นในระยะหลัง
ทางด้านยุนโฮ ทันทีที่การประชุมเสร็จสิ้นลง ชายหนุ่มก็รีบตรงไปยังโรงพยาบาล เพื่อไปเฝ้าชายคนรัก
เมื่อพบว่าคุณชายคนโตมาถึง ซึลกิพร้อมเด็กรับใช้อีกหนึ่งคนก็ปลีกตัวออกมา เปิดโอกาสให้ทั้งสองคนได้อยู่ตามลำพัง
ยุนโฮหยุดยืนอยู่ข้างเตียง ใช้มือสากของตัวเองไล้ไปตามโครงหน้าของคนที่ยังนอนไม่ได้สติ รู้สึกใจหายทุกครั้งเมื่อเหลือบมองยังแผ่นอกบางที่กระเพื่อมขึ้นลงเล็กน้อยบ่งบอกว่าลมหายใจของคนคนนี้อ่อนแรงเพียงไร
ยุนโฮนั่งลงตรงเก้าอี้ที่ถูกวางไว้แถวนั้น สองมืออุ่นเลื่อนไปกุมมือของแจจุงเอาไว้... มือที่เย็นจัดข้างนั้น
ดวงตาคมดุจพญาเหยี่ยวทอดมองใบหน้าสวยของคนรักอย่างอบอุ่นระคนไปด้วยความเป็นห่วง ตั้งแต่เด็กแล้วหรืออาจจะเรียกได้ว่าเมื่อแรกเกิด... ที่แจจุงสุขภาพอ่อนแอและง่ายที่จะล้มป่วย
ซึลกิมองผ่านกระจกของประตูห้อง นอกจากคนในครอบครัวแล้ว... ไม่เคยเลยสักครั้งที่ยุนโฮจะใช้สายตาอ่อนโยนแบบนั้นมองใคร
เพราะมันมีไว้เพียงเพื่อคนที่รักและคนสำคัญ
“ ขอโทษครับ ” เสียงชายหนุ่มจากทางด้านหลังทำให้แม่นมหันไปมอง และผู้ที่มาใหม่ไม่ใช่ใครอื่นไกล อึนฮยอก... เลขานุการคนสนิทของยุนโฮ
อึนฮยอกเคาะประตูสองสามครั้ง และเมื่อก้าวเท้าเข้าไปในห้อง ก็พบว่าสายตาของเจ้านายหนุ่มจ้องมองอยู่ก่อนแล้ว
“ เรื่องที่คุณควรจะรู้... ” เลขานุการหนุ่มผมทองยืนพิงกรอบประตู ในมือถือซองสีน้ำตาลที่ยุนโฮรอที่จะอ่านมันมานานตลอดการประชุม
ยุนโฮแทบจะกระชากมันออกจากมือของอึนฮยอกทั้งที่จริงแล้วเขาเพียงแค่รีบร้อนอยากรู้เรื่องราวทั้งหมดมากนั่นเอง
ดวงตาคู่เดียวกับที่ฉายแววอ่อนโยนเมื่อครู่ไล่กวาดเรียงไปตามแต่ละบรรทัด ก่อนที่จะพลันกลายเป็นแข็งกร้าวและเย็นชา
“ ไปเตรียมรถ ” ยุนโฮว่าพลางโยนกุญแจรถของตัวเองให้กับคนสนิท อึนอยอกรับไว้แล้วค้อมตัวเล็กน้อยเพื่อรับคำสั่งนั้นแล้วจากไป
นักธุรกิจหนุ่มหันกลับมายังแจจุง... คนรักของเขา ร่างสูงค้อมตัวแล้วยื่นหน้าเข้าใกล้ จากนั้นริมฝีปากอิ่มก็จรดจูบลงบนหน้าผากมน
ยุนโฮผละออกแล้วฝากคำพูดประโยคสุดท้ายเป็นคำมั่นสัญญาก่อนที่จะจากไปเพื่อจัดการสะสางเรื่องที่ค้างคา
“ แล้วฉันจะกลับมา... แจจุง ”
ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีเข้มดีไซน์เท่ห์ที่ช่วยเสริมให้คนสวมดูทะมัดทะแมงคล่องตัว คนเดียวกับเจ้าของใบหน้าคมเข้มที่หญิงสาวทั้งหลายใฝ่ฝันถึง กำลังก้าวเท้ายาวอย่างเร่งรีบไปตามทางเดินสู่ประตูคฤหาสน์ของตนเอง ใบหน้าที่ยามปกติมักจะปรากฏรอยยิ้มอยู่เสมอกลับเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยจนน่าตกใจ แววตาเย็นชาพานทำให้ชอง ยุนโฮทวีความน่ากลัวขึ้นไปอีก
บรรดาสาวใช้ที่ออกมาต้อนรับต่างก้มหน้าหลบตาไปตาม ๆ กัน ยุนโฮพูดคำสั่งแล้วเดินผ่านไปอย่างไม่ไม่ใส่ใจ
“ เรียกสเตฟานี่ไปหาฉันที่ห้อง! ”
ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังแว่วเข้ามาในการรับรู้ของยุนโฮที่มัวจมอยู่กับความคิดของตัวเอง สักครู่สาวรับใช้คนที่เรียกหาก็เข้ามา
สเตฟานี่พาเรือนร่างที่ปรากฏส่วนโว้งเค้าชัดเจนเดินนวยนาดเข้ามาหายุนโฮ ใบหน้าฉายแววยั่วยวนทั้งสายตาและรอยยิ้ม
“ คุณยุนโฮเรียกสเตฟานี่หรอคะ ” เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ถูกดัดเสียหวานจนน่าคลื่นไส้สำหรับยุนโฮ ชายหนุ่มแค่นยิ้มเมื่อได้ฟัง
แล้วร่างเพรียวก็ล้มลงกองกับพื้นเมื่อถูกลอบตีจากทางด้านหลัง สเตฟานี่หมดสติในทันที ขณะที่คนที่มองอยู่ตั้งแต่ต้นยกยิ้มเหี้ยมเกรียมเมื่อทุกสิ่งเป็นไปตามที่วางแผนไว้
“ ต่อจากนี้ก็หน้าที่ของพวกนาย อย่าทำให้ฉันผิดหวัง! ” ยุนโฮพูดโดยไม่มองหน้าคนฟัง รู้เพียงว่าฝ่ายนั้นค้อมศีรษะลงรับคำสั่งจากลักษณะของเงาบนพื้นพรมที่แปลกไป
ยุนโฮยิ้มแล้วชายหนุ่มก็ต่อโทรศัพท์สายใน
“ ขอไวน์อย่างดี เอาขึ้นมาให้ฉันที่ห้อง ” จากนั้นเขาก็จัดการเลือกที่นั่งมุมดีที่จะสามารถจิบไวน์ขณะเดียวกับที่สามารถมองภาพตรงหน้าได้ชัดเจน
เพื่อแจจุงแล้ว... ยุนโฮต้องมั่นใจว่าเขาได้ทำให้คนที่ทำแจจุงเจ็บ...เจ็บถึงที่สุด!
ซ่า!
น้ำเย็นจัดรสชาติแสนเค็มถูกสาดกระทบเข้าอย่างจังบนใบหน้าสะสวยของหญิงสาว สเตฟานี่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาทันทีแล้วไอค่อกแค่กเมื่อน้ำทำให้การหายใจของเธอติดขัด
“ อือ... ” เสียงหวานครางเครือในลำคอเมื่อรู้สึกปวดด้านหลังของศีรษะ ซ้ำเมื่อพยายามขยับร่างกายของตัวเอง ก็พบกับเรื่องน่าตกใจ เพราะทั้งแขนและขาถูกจับขึงพืดแยกออกจากกัน ขอบประโปรงสั้นของชุดเครื่องแบบสาวใช้เลิกขึ้นสูงจนแทบเห็นไปไหนต่อไหน
สเตฟานี่มองไปรอบ ๆ อย่างหวาดระแวง สภาพล่อแหลมแบบนี้ไม่ชวนให้นึกถึงเรื่องดีได้เลย แล้วดวงตากลมโตนั้นก็สะดุดเข้ากับร่างสูงของชายหนุ่มที่เธอคุ้นหน้าเป็นอย่างดี
เขาคนนั้น...นั่งไขว่ห้างท่าทางสบายอารมณ์อยู่ตรงมุมห้องข้างหน้าต่างบานใหญ่ ในมือมีแก้วไวน์บรรจุของแหลวสีแดงข้นจนแทบดำดุจสีเลือด
“ คุณยุนโฮ... ” เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ทว่าคนที่ถูกเรียกกลับนิ่ง ไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกนั้น
เพียะ!
แล้วใบหน้าสะสวยก็ถูกตบฉาดใหญ่จนหน้าหัน ผมยาวสลวยที่ปล่อยสยายกระจายไปตามแรงกระทบ
เพียะ!
ยังไม่ทันตั้งตัว ฝ่ามือหยาบกร้านก็กระทบเข้าหาใบหน้าอีกด้านหนึ่ง เพียงแค่สองฉาดก็ทำเอาแก้มเนียนแดงเรื่อเป็นรอยฝ่ามือและเริ่มบวมอย่างเห็นได้ชัด
“ คุณยุนโฮ... ช่วยสเต..ฟานี่ด้วย อ๊า!! ” เมื่อร้องขอความเห็นใจอีกครั้ง เรือนผมดำขลับนั้นก็ถูกกระชากเต็มมือจนหน้าหงาย สเตฟานี่กรีดร้องสุดเสียงเมื่อรู้สึกราวกับว่าแรงกระชากนั้นจะดึงทั้งศีรษะของเธอให้หลุดออกจากคอ
ทว่าสิ่งที่ยุนโฮส่งให้มีเพียงรอยยิ้มพออกพอใจและมือที่ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบอย่างไม่เร่งรีบ ท่าทีสบายใจนั้นราวกับกำลังชมภาพยนตร์เรื่องโปรด
สเตฟานี่พยายามเอี้ยวตัวออกจากมือของบุคคลนั้น อย่างน้อยก็พยายามให้ใบหน้าของตัวเองเลิกแหงนเงยเห็นเพียงแค่เพดานเช่นนี้ และเมื่อความพยายามนั้นสำเร็จ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็คือ...
อ่างน้ำ...
อ่างใบไม่ใหญ่ไม่เล็กถูกบรรจุด้วยน้ำและน้ำแข็งก่อนเล็กก้อนน้อย ไอที่ระเหยออกมายืนยันได้ดีว่าอุณหภูมิของของเหลวนั้นต่ำเพียงไร
“ อึก... ” ยังไม่ทันที่จะได้พูดหรือต่อรอง ใบหน้าสะสวยก็ถูกกดให้จมลงในน้ำ ความเย็นจัดจากของเหลวไร้สีทำให้ใบหน้านั้นเจ็บเสียจนชา
สเตฟานี่พยายามขัดขืน ดิ้นรนให้ตัวเองหลุดพ้นจากมือหนาของคนที่ตัวเองไม่รู้จัก ทว่าเส้นผมยาวสยายที่เจ้าตัวดูแลอย่างดีก็ถูกขยุ้มดึงจนหน้าหงายอีกครั้ง
ชั่วเวลาที่ใบหน้าละออกมาจากภาชนะใส่น้ำ หญิงสาวพยายามสูดลมหายใจเข้าร่างกาย แต่ก็ถูกกดกลับลงไปใหม่ อากาศที่ควรจะได้กลับแทนที่ด้วยของเหลว
หากนั่นคือน้ำธรรมดา คงไม่ทำให้สเตฟานี่ทรมานเท่าที่ยุนโฮต้องการ น้ำนั้นจึงถูกผสมจนเค็ม ความรู้สึกยามสำลักน้ำเหล่านั้นไม่ต่างจากเวลาที่กำลังจมลงในทะเล ทั้งแสบตา แสบคอ และหายใจไม่ออก
สเตฟานี่ถูกจับกดน้ำอีกหลายครั้งสลับกับถูกตบหน้าอีกหลายที กระทั่งสติของหญิงสาวเริ่มพร่าเลือน และก่อนที่จะหมดสติไปนั้น ประโยคเดียวที่เธอได้ยินจากยุนโฮก็คือ...
“ ถ้าอยากได้ผัวนัก ฉันก็จะสงเคราะห์ให้! ”
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่กระทั่งไวน์ขวดแรกหมดลง แต่การลงโทษยังคงดำเนินต่อไป ไวน์ขวดที่สองถูกสั่งขึ้นมา ยุนโฮนั่งประสานมือวางบนขาที่นั่งไขว่ห้างพร้อมเอนหลังสบายอารมณ์
การลงโทษเริ่มต้นอีกครั้งทั้งที่สเตฟานี่ยังไม่ได้สติกระทั่งหญิงสาวฟื้นขึ้นมา ทว่าการเอาคืนที่ว่านั้นก็ยังไม่ยุติ และไม่มีทีท่าว่ายุนโฮจะยอมหยุดง่าย ๆ
เสียงกรีดร้องครวญครางและท่าทีทรมานของสาวใช้ตรงหน้าไม่สามารถเรียกร้องความเห็นใจจากชายที่ชื่อชอง ยุนโฮได้เลย
ก๊อก! ก๊อก!
สิ้นเสียงเคาะ ประตูบานใหญ่ก็ถูกเปิดออกโดยคนด้านนอก ไวน์เย็นเฉียบขวดใหม่ถูกนำมาเสิร์ฟโดยสาวใช้จางริน
สองสิ่งแรกที่รับรู้ได้เมื่อก้าวเข้ามาในห้องนี้คือเสียงครางเครือทรมานและกลิ่นคาวเลือด จางรินมองภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าตัวเองด้วยความตกใจ
ภาพของสเตฟานี่ที่ถูกขึงพืดทั้งแขนขา เสื้อผ้าถูกฉีกกระชากจนขาดวิ่น ทั้งเนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ บางแห่งมีแผลสดเป็นรอยขีดข่วน คราบเลือดเกรอะกรังตามปากแผลนั้น และที่เห็นได้ชัดที่สุดคงเป็นบริเวณระหว่างขาเรียวสวย เป็นสิ่งที่ทำให้เดาได้ว่าบทลงโทษของสเตฟานี่นั้นเป็นไปในรูปแบบไหน
กลีบปากสีสดถูกบดขยี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนช้ำ ทั้งยังมีรอยแตก แต่เสียงครางหวีดหวิวก็ยังคงแว่วออกมาให้ได้ยินยามที่ร่างหนาของชายที่ยุนโฮสั่งมาคนนั้นกระแทกตัวเข้าไปภายในช่องทางที่ทั้งฉีกขาดและบอบช้ำ
และคำตอบของรอยขีดข่วนตามร่างกายของสเตฟานี่ก็เผยสู่สายตาของจางริน เมื่อมือของชายที่ยังคร่อมร่างบนตัวสเตฟานี่ตวัดฟาดแส้ลงบนร่างกายบอบบาง อกอิ่มและเอวบางแอ่นเร่าขึ้นมาเมื่อความเจ็บแสบตรงเข้าเล่นงาน
จางรินวางถังน้ำแข็งที่ช่วยรักษาอุณหภูมิไวน์ลงบนโต๊ะตัวเล็กข้างตัวเจ้านายหนุ่ม สายตามองคนตรงหน้าด้วยความหวาดหวั่น
คุณยุนโฮที่ยิ้มแย้มเสมอยามอยู่กับคุณแจจุงคนนั้นหายไปไหน คนตรงหน้าที่เธอเห็นในตอนนี้คือใครกัน...
“ มีอะไร? ” ยุนโฮเงยหน้าถามหลานสาวแม่นมประจำตัวเพราะสังเกตว่าจางรินจ้องเขามาพักหนึ่ง และสายตาที่ดูขลาดกลัวปนลังเลนั้นทำให้เขารู้สึกรำคาญเสียเหลือเกิน
“คือ... ” ถึงแม้ฝ่ายนั้นจะเปิดโอกาสให้พูด แต่จางรินก็ไม่กล้าเสี่ยงพูดออกไปในทันที
“ คุณยุนโฮคะ... ถึงสเตฟานี่จะทำผิดจริง แต่คุณทำแบบนี้ไม่เกินไปหน่อยเหรอ ” หญิงสาวชำเลืองมองเสี้ยวหน้าของยุนโฮก่อนพูดออกมาตะกุกตะกัก กว่าจะจบความที่ต้องการบอกก็กินเวลาเข้าไปนานโขทั้งที่ประโยคนั้นมันไม่ได้ยาวอะไรเลย
“ ... ” ยุนโฮไม่ตอบแต่ใช้สายตาดุดันเบนจากภาพการกระทำชำเรานั้นมายังสาวใช้ที่ยืนตัวสั่น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ายุนโฮไม่พอใจที่จางรินพูดแบบนั้น
ในเมื่อแจจุงของเขายังนอนหมดสติอยู่ที่โรงพยาบาล คนที่ทำมันต้องโดนลงทัณฑ์จนกว่าแจจุงจะฟื้นจึงจะสาสม!
“ ดิฉันว่า... ถ้าคุณแจจุงเธอรู้ว่าคุณทำแบบนี้ เธอคงไม่ชอบใจหรอกค่ะ ” เพราะรู้ว่าจุดอ่อนของเจ้านายยคือตุ๊กตาของน้องสาวคนเดียว จางรินจึงใช้จุดนี้เพื่อห้ามการกระทำป่าเถื่อนของผู้เป็นเจ้านาย
ยุนโฮชะงักไปนิดหนึ่ง แววตาแข็งกร้าวเมื่อครู่อ่อนแสงลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงคนรัก
“ คุณแจจุงไม่ชอบการใช้กำลัง คุณรู้ดีที่สุดไม่ใช่หรือคะ ” เมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไป จางรินจึงไม่ปล่อยโอกาสให้ยุนโฮได้ไตร่ตรองอะไรมากนัก เธอพูดย้ำในจุดที่คิดว่ายุนโฮจะต้องยอมเปลี่ยนใจเมื่อได้ฟัง
“ พอ ” และคำที่เธอว่านั้นก็ได้ผล ยุนโฮสั่งให้ชายร่างหนาที่กำลังเมามันกับกามกิจยุติการกระทำเสีย
แค่พยางค์เดียวเท่านั้นที่ยุนโฮเอ่ยออกมา แต่สามารถหยุดการกระทำของคนที่รับคำสั่งได้ชะงัด ถึงฝ่ายนั้นจะยังค้างคากับเรื่องที่ยังทำไม่เสร็จดี แต่คำสั่งของยุนโฮก็สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
“ ยืนนิ่งอะไรอยู่ พามันออกไปจากห้องฉันเดี๋ยวนี้ แล้วเรียกคนมาทำความสะอาดด้วย ” ยุนโฮพูดน้ำเสียงเย็นชาอันเนื่องมาจากอารมณ์ที่ถึงแม้จะเย็นลงแต่ก็ยังคงความไม่พอใจอยู่ สายตาคมดุจเหยี่ยวปรายตามองคนที่นอนหมดทางหนีด้วยความสมเพช
“ ขอบคุณ.. ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ ” จางรินว่าพลางรีบตรงรี่ไปยังร่างปวกเปียกของสเตฟานี่ หญิงสาวใช้ผ้าห่มคลุมร่างกายเปลือยเปล่านั้นเอาไว้ก่อนแล้วออกไปเรียกให้เด็กขึ้นมาทำความสะอาด รวมทั้งพาสเตฟานี่ไปยังห้องพักของเธอ
ครั้งนี้เพราะอ้างถึงคุณแจจุง คุณยุนโฮถึงยอมอ่อนข้อให้ แต่ถ้าวันไหนไม่มีคุณแจจุงแล้วคุณยุนโฮเกิดโมโหขึ้นมาอีก วันนั้นจะเป็นอย่างไรนะ
จางรินไม่อยากจินตนาการถึงเลยแม้แต่น้อย
To Be Continued
Zinister : ที่จริงตอนนี้ซินอยากให้มันโหดกว่านี้นะ แต่เพราะว่าอาจจะมีตอนพิเศษฉลองวันเกิดฟิค Passionate You!! ครบ 1 ขวบในวันทีี่ 28 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งซินไม่แน่ใจว่าจะเป็นคู่คิแฮหรือบทลงโทษของสเตฟานี่แบบเต็ม ๆ ดี เพราะฉะนั้นก็เลยมีมาเท่าที่เห้นนี่ล่ะค่ะ ^ ^ และเพราะว่ามันกำลังจะครบหนึ่งขวบนี่แหละ ก็เลยอยากขอให้ทุกคนคอมเมนท์เกี่ยวกับความรู้สึกที่มีต่อฟิคอ่ะค่ะ ได้มั้ยเอ่ย ส่วนนี่...ความรู้สึกซินค่ะ >> http://my.dek-d.com//story/viewlongc.php?id=224698&chapter=49
ทางด้านยุนโฮในช่วงเช้าวันเดียวกันที่มหาวิทยาลัย...
“ ร้านที่บอกวันก่อนเป็นไงมั่งวะ ” ยูชอนที่ขนาบข้างมาด้วยจุนซูเดินมาทักยุนโฮที่เพิ่งเรียนช่วงเช้าเสร็จ
“ ดีว่ะ ท่าทางแจจุงจะชอบ ขอบใจนะเว้ย ” ยุนโฮที่กำลังเก็บข้าวของใส่กระเป๋าขนาดพอเหมาะเงยหนาขึ้นมาตอบเพื่อน โดยไม่ลืมที่จะยิ้มทักทายเลยผ่านไปถึงจุนซูด้วย ทั้งสามคนเดินไปคุยไปกระทั่งมาถึงลานจอดรถ
“ เปลี่ยนคำขอบใจแกเป็นมื้อเที่ยงของฉันกับจุนซูดีกว่า ” ยูชอนว่าพลางเผลอดึงจุนซูให้เข้ามาใกล้โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว
“ งั้นแกเลือกละกัน เอาแถวบริษัทก็ดี บ่ายนี้มีนัดเจอลูกค้า ” ยูชอนว่าพลางก้าวขึ้นมานั่งในรถของยุนโฮโดยไม่ลืมที่จะดึงจุนซูเข้ามาด้วย
ยุนโฮมองการกระทำของเพื่อนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะรู้ดีว่าถ้าขืนทักออกไป ยูชอนมีหวังตีหน้าขรึมทำฟอร์มกลบเกลื่อนอีกแน่ ๆ
“ รู้แล้วละน่า ใครโทรมาวะ ” ประโยคหลังบ่นกับตัวเองเมื่อมือถือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงกำลังสั่นอย่างเอาเป็นเอาตาย
หน้าจอขึ้นหมายเลขที่ไม่ต้องบันทึกไว้ในเครื่องก็รู้ดีว่ามาจากบ้านของตัวเอง ชายหนุ่มรับสาย แต่ยังไม่ทันพูดอะไร อีกด้านหนึ่งก็พูดแทรกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“ คุณยุนโฮคะ... ตอนนี้คุณแจจุงอยู่ที่โรงพยาบาล...... ” เสียงของแม่นมที่เขาไว้ใจดังมาตามสาย เมื่อฟังจบครบความ ชายหนุ่มตัดสายทิ้งทันที ซ้ำยังกดเท้าเพิ่มความเร็วของเจ้าเหล็กสี่ล้อนี่เพิ่มมากขึ้นอีก สร้างความประหลาดใจให้กับเพื่อนทั้งสอง
ทันทีที่ได้ยินว่าคนรักอยู่ที่โรงพยาบาล ยุนโฮก็แทบไม่ฟังอะไรต่ออีกแล้ว ชายหนุ่มรีบหักพวงมาลัยรถบึ่งไปโรงพยาบาลในทันที ลืมหมดสิ้นทั้งเรื่องเรียนและเรื่องการงาน ในใจนึกถึงเพียงคนเดียวเท่านั้น
เมื่อมาถึง ยุนโฮก็รีบเปิดประตูห้องพักผู้ป่วยเข้าไปไม่รอช้า ตามมาด้วยยูชอนกับจุนซูที่ยังไม่รู้เรื่องอะไรดีนักจนเห็นชื่อผู้ป่วยหน้าห้องจึงเข้าใจ
“ นี่มันอะไร เกิดอะไรขึ้น! ” คุณชายคนโตของตระกูลพูดเสียงกร้าวเมื่อเห็นว่าคนบนเตียงยังนอนนิ่ง ผิวกายที่ขาวอยู่แล้วยิ่งซีดเซียวยิ่งกว่าเดิม
“ คุณแจจุงเธอกระโดดลงมาจากระเบียงแล้วก็ตกลงไปในสระน่ะค่ะ ส่วนเหตุผลก็... ” ซึลกิไม่พูดต่อแต่ปรายตามองไปยังวัตถุสี่เหลี่ยมที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง
เจ้ากล่องใบนั้นที่ยังไม่แห้งดีนักทำให้ยุนโฮพอปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่าแจจุงคงจะลงไปเก็บมันนั่นเอง
“ อยู่ดี ๆ กล่องมันคงไม่ตกลงไปเองหรอกใช่มั้ย ” ยุนโฮถามเสียงเย็น
แต่ยังไม่ทันที่ซึลกิจะได้ตอบอะไร เสียงเครื่องมือสื่อสารประจำกายของยุนโฮก็ดังขึ้นมาเสียก่อน หน้าจอบอกว่าเลขาฯหนุ่มคู่ใจเป็นคนโทรเข้ามา
“ มีอะไร! ” กรอกเสียงลงไปห้วน ๆ ลองว่าถ้าอึนฮยอกติดต่อมา ก็คงไม่พ้นเรื่องงาน
“ อีกหนึ่งชั่วโมงมีประชุมนะครับ ห้ามสาย ห้ามเบี้ยว ส่วนเรื่องคุณแจจุง ผมมีคำตอบที่คุณต้องการรู้ให้หลังประชุมเสร็จ ” เพราะอย่างนี้ไงอึนฮยอกจึงเป็นเลขาคนสนิท ก็เล่นรู้ทันเขาไปหมดทุกอย่าง
“ เดี๋ยวฉันเข้าไป ” ยุนโฮบอกประโยคสุดท้ายแล้ววางสายไป
ชายหนุ่มเลื่อนเก้าอี้มานั่งข้างเตียงผู้ป่วย ยื่นมือไปกุมมือของแจจุงเอาไว้แล้วบีบมันเบา ๆ ราวกับต้องการส่งผ่านความอบอุ่นให้คนที่ยังไม่รู้สึกตัว
ยูชอนดึงตัวจุนซูที่รู้สึกว่าตัวเองชักจะเป็นส่วนเกินในห้องนี้ออกไป โดยที่ซึลกิก็ตามออกมาด้วย ปล่อยให้แจจุงกับยุนโฮอยู่ด้วยกันตามลำพังอย่างที่ควรจะเป็น
“ เราไปหาอะไรกินกัน ซื้อเผื่อยุนโฮมันด้วย ” ยูชอนหันมาบอกจุนซู แล้วทั้งคู่ก็เดินกุมมือกันไปอย่างนั้น โดยที่ยูชอนไม่รู้เลยว่าตัวเขาได้ทำให้ใจของคนที่เดินข้างกันสั่นรัวราวกลองลั่น
จุนซูรู้ดีว่ายูชอนนั้นไม่รู้หรอกว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้าง ท่าทางที่ราวกับแสดงความเป็นเจ้าของแบบนั้น...
มีแต่เขา.. คิม จุนซูคนนี้นี่แหละที่คิดไปเอง
ท่าทีที่บางครั้งดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็มีใจ แต่บางครั้งก็กลับเฉยชา ทำให้จุนซูไม่เคยมั่นใจเสียที
เขารักยูชอนด้วยใจจริง แต่ฝ่ายนั้นล่ะ...
รู้สึกอะไรกับเขาบ้างไหม
ระยะเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงก่อนการประชุม ยูชอนกับจุนซูใช้มันหมดไปกับมื้อกลางวันทั้งส่วนของตัวเองและส่วนของยุนโฮ
ชายหนุ่มทั้งสองคนเดินเข้ามาในบริษัทด้วยท่าทีไม่รีบร้อนเท่าไรนัก จุนซูที่ดูผ่อนคลายยามอยู่นอกบริษัทกลับดูแข็งขันขึ้นมาทันที เมื่อ ณ เวลานี้ หน้าที่ของเขาก็คือเลขานุการของปาร์ค ยูชอน
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งตรงไปยังห้องประชุมโดยที่ระหว่างทางนั้น พนักงานทั้งหลายต่างก็ส่งเสียงทักทายเป็นระยะ แน่นอนว่ายูชอนย่อมไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับอะไร มีเพียงจุนซูเท่านั้นที่ระบายยิ้มบางเป็นการตอบกลับ
เมื่อถึงหน้าลิฟต์ จุนซูและยูชอนก็เจอกับอีกหนึ่งหุ้นส่วนใหญ่...
ชิน ดงฮีและเลขานุการคนเก่ง... โจ กยูฮยอน
“ สวัสดีครับ ” จุนซูเป็นคนเอ่ยทักทายชายหนุ่มร่างท้วมและอีกหนึ่งหนุ่มร่างผอมก่อน พร้อมกับส่งยิ้มจริงใจอันเป็นเอกลักษณ์ให้
“ ไม่เจอกันไม่เท่าไร คุณกยูฮยอนเปลี่ยนไปเยอะเลยนะครับ ” จุนซูตั้งข้อสังเกตที่คนร่างผอมคนที่ยูชอนมองว่าไม่น่าไว้ใจตั้งแต่แรกเจอ
ทรงผมและการแต่งกายที่ดูล้าสมัย รวมทั้งกิริยาเฉิ่มเชยที่เคยเป็น บัดนี้หาดูไม่ได้จากชายหนุ่มตรงหน้าเลย สร้างความแปลกใจให้จุนซู แต่ก็เพียงเล็กน้อย เพราะตัวเขาก็ไม่ได้สนิทอะไรกับเลขาฯคนนี้
“ ก็.. นิดหน่อยน่ะครับ ” กยูฮยอนอมยิ้มพลางเกาจมูกตัวเองแก้เขิน
“ จะยืนคุยอีกนานมั้ย ” เสียงขรึมของยูชอนแทรกขึ้น แม้จะเรียบเฉยแต่ก็เจือแววไม่พอใจ
จุนซูหันไปเห็นยูชอนและชินดงที่ยืนรออยู่ในลิฟต์อยู่แล้วก็รีบตามเข้าไป พลางลอบมองเสี้ยวหน้าของยูชอนด้วยความกังวล
ระหว่างที่อยู่ในลิฟต์และตามทางเดินมาห้องประชุมนั้น กยูฮยอนพยายามชวนจุนซูคุยตลอด ถึงแม้อีกฝ่ายจะถามคำตอบคำก็ตาม
ที่เป็นอย่างนั้นเพราะจุนซูรู้ดีว่าถ้ายูชอนมีอาการเมินเฉยแบบนี้เมื่อไร ควรเงียบไว้เป็นดีที่สุด ทว่าเลขาฯของคุณชินก็ชวนคุยอยู่นั่น
“ คุณยูชอน! ”
และเมื่อมาถึงหน้าห้องประชุม หญิงสาวคนหนึ่งก็เรียกชื่อเจ้านายของจุนซู พร้อมเดินตรงมาหาร่างสูงโปร่งนั้นอย่างว่องไว
จุนซูจำได้ว่าเธอคนนั้นเป็นหนึ่งในคนที่ยูชอนเคยมีสัมพันธ์สวาทด้วย ชายหนุ่มไม่แปลกใจที่มาเจอเธอคนนี้ที่นี่ เพราะท่ามกลางบรรดาผู้หญิงของยูชอน ก็มีหลายคนที่อยู่ในแวดวงธุรกิจ
ยูชอนไม่ได้เอ่ยคำทักทายกลับ ทว่าเขาระบายยิ้มบางที่มุมปาก ทั้งยังไม่รังเกียจที่หญิงสาวจะเข้ามาประชิด และยินยอมสละแขนขวาให้มือเรียวนั้นจับอย่างเต็มใจ
“ มีอะไรรึเปล่าครับ ” เสียงทักของกยูฮยอนทำให้จุนซูหันเหสายตาจากภาพบาดตานั้น เมื่อเห็นสายตาเป็นห่วงของอีกฝ่ายทำให้เขารู้ตัวว่าเผลอเม้มปากแน่นจนริมฝีปากสีสดแดงจัด
“ อ่ะ.. เปล่าครับ ” จุนซูรีบตอบกลับแล้วเดินเข้าห้องประชุมไป กยูฮยอนได้แต่มองตามแผ่นหลังบางนั้นก่อนที่ตัวเองจะก้าวเท้าเข้าไปบ้างเมื่อสำนึกได้ว่าอีกสิบนาทีการประชุมครั้งนี้จะเริ่มขึ้น
การประชุมเป็นไปอย่างอึดอัดเมื่อตัวแทนตระกูลชองอย่างยุนโฮมีสีหน้าเคร่งเครียดและเหม่อลอยเป็นพัก ๆ ทางด้านยูชอนก็มัวแต่จ้องเลขาฯหนุ่มของตัวเองเช่นเดียวกับเลขานุการของชินดง ทั้งหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในการประชุมก็ใช้เวลานี้เพื่อพะเน้าพะนอชายหนุ่มจากตระกูลปาร์ค
ยิ่งหลังช่วงพัก บรรยากาศยิ่งทวีความอึมครึมเมื่อจุนซูเดินหายไปกับกยูฮยอน ทำให้ยูชอนยิ่งหงุดหงิดจนไม่เป็นอันทำงาน แม้ว่าสองคนนั้นเพียงแค่ไปเข้าห้องน้ำก็ตามที ส่วนยุนโฮเองก็รีบติดต่อถามอาการของคนรัก และพบว่าอีกฝ่ายนั้นยังไม่รู้สึกตัวเช่นเคย
เห็นได้ชัดว่าถ้าไม่เพราะสติของประธานตระกูลชิน การประชุมครั้งนี้คงล้มไม่เป็นท่า
“ นี่นามบัตรของผมนะครับ ถ้ามีปัญหาอะไรก็ปรึกษาได้ทุกเมื่อ ” ชายหนุ่มโจ กยูฮยอน หยุดคุยกับจุนซูพร้อมแลกนามบัตรกันก่อนจากหลังการประชุมเสร็จสิ้น
“ ขอบคุณครับ ” จุนซูรับมาพร้อมยิ้มตอบอย่างมีไมตรี เขาไม่ได้คิดอะไรเกินเลยไปมากกว่าการผูกมิตร ทว่ายูชอนกลับไม่เห็นเป็นอย่างนั้น
“ จุนซู กลับ! ”
สิ้นเสียงทุ้มที่กดต่ำแทบเป็นคำราม เรียวแขนของจุนซูก็ถูกดึงอย่างแรงไปทางด้านหลัง มือที่เกร็งแน่นทำให้คนตัวเล็กกว่าเจ็บอย่างช่วยไม่ได้ หากจุนซูก็ไม่ได้ร้องหรืออิดออดแต่อย่างใด สิ่งที่ทำมีเพียงก้มหัวเป็นเชิงขอโทษกับกยูฮยอน แล้วเดินตามแรงดึงนั้นไป เพราะยูชอนในเวลานี้ไม่ใช่คนใจดีอย่างที่แสดงให้เห็นในระยะหลัง
ทางด้านยุนโฮ ทันทีที่การประชุมเสร็จสิ้นลง ชายหนุ่มก็รีบตรงไปยังโรงพยาบาล เพื่อไปเฝ้าชายคนรัก
เมื่อพบว่าคุณชายคนโตมาถึง ซึลกิพร้อมเด็กรับใช้อีกหนึ่งคนก็ปลีกตัวออกมา เปิดโอกาสให้ทั้งสองคนได้อยู่ตามลำพัง
ยุนโฮหยุดยืนอยู่ข้างเตียง ใช้มือสากของตัวเองไล้ไปตามโครงหน้าของคนที่ยังนอนไม่ได้สติ รู้สึกใจหายทุกครั้งเมื่อเหลือบมองยังแผ่นอกบางที่กระเพื่อมขึ้นลงเล็กน้อยบ่งบอกว่าลมหายใจของคนคนนี้อ่อนแรงเพียงไร
ยุนโฮนั่งลงตรงเก้าอี้ที่ถูกวางไว้แถวนั้น สองมืออุ่นเลื่อนไปกุมมือของแจจุงเอาไว้... มือที่เย็นจัดข้างนั้น
ดวงตาคมดุจพญาเหยี่ยวทอดมองใบหน้าสวยของคนรักอย่างอบอุ่นระคนไปด้วยความเป็นห่วง ตั้งแต่เด็กแล้วหรืออาจจะเรียกได้ว่าเมื่อแรกเกิด... ที่แจจุงสุขภาพอ่อนแอและง่ายที่จะล้มป่วย
ซึลกิมองผ่านกระจกของประตูห้อง นอกจากคนในครอบครัวแล้ว... ไม่เคยเลยสักครั้งที่ยุนโฮจะใช้สายตาอ่อนโยนแบบนั้นมองใคร
เพราะมันมีไว้เพียงเพื่อคนที่รักและคนสำคัญ
“ ขอโทษครับ ” เสียงชายหนุ่มจากทางด้านหลังทำให้แม่นมหันไปมอง และผู้ที่มาใหม่ไม่ใช่ใครอื่นไกล อึนฮยอก... เลขานุการคนสนิทของยุนโฮ
อึนฮยอกเคาะประตูสองสามครั้ง และเมื่อก้าวเท้าเข้าไปในห้อง ก็พบว่าสายตาของเจ้านายหนุ่มจ้องมองอยู่ก่อนแล้ว
“ เรื่องที่คุณควรจะรู้... ” เลขานุการหนุ่มผมทองยืนพิงกรอบประตู ในมือถือซองสีน้ำตาลที่ยุนโฮรอที่จะอ่านมันมานานตลอดการประชุม
ยุนโฮแทบจะกระชากมันออกจากมือของอึนฮยอกทั้งที่จริงแล้วเขาเพียงแค่รีบร้อนอยากรู้เรื่องราวทั้งหมดมากนั่นเอง
ดวงตาคู่เดียวกับที่ฉายแววอ่อนโยนเมื่อครู่ไล่กวาดเรียงไปตามแต่ละบรรทัด ก่อนที่จะพลันกลายเป็นแข็งกร้าวและเย็นชา
“ ไปเตรียมรถ ” ยุนโฮว่าพลางโยนกุญแจรถของตัวเองให้กับคนสนิท อึนอยอกรับไว้แล้วค้อมตัวเล็กน้อยเพื่อรับคำสั่งนั้นแล้วจากไป
นักธุรกิจหนุ่มหันกลับมายังแจจุง... คนรักของเขา ร่างสูงค้อมตัวแล้วยื่นหน้าเข้าใกล้ จากนั้นริมฝีปากอิ่มก็จรดจูบลงบนหน้าผากมน
ยุนโฮผละออกแล้วฝากคำพูดประโยคสุดท้ายเป็นคำมั่นสัญญาก่อนที่จะจากไปเพื่อจัดการสะสางเรื่องที่ค้างคา
“ แล้วฉันจะกลับมา... แจจุง ”
ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีเข้มดีไซน์เท่ห์ที่ช่วยเสริมให้คนสวมดูทะมัดทะแมงคล่องตัว คนเดียวกับเจ้าของใบหน้าคมเข้มที่หญิงสาวทั้งหลายใฝ่ฝันถึง กำลังก้าวเท้ายาวอย่างเร่งรีบไปตามทางเดินสู่ประตูคฤหาสน์ของตนเอง ใบหน้าที่ยามปกติมักจะปรากฏรอยยิ้มอยู่เสมอกลับเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยจนน่าตกใจ แววตาเย็นชาพานทำให้ชอง ยุนโฮทวีความน่ากลัวขึ้นไปอีก
บรรดาสาวใช้ที่ออกมาต้อนรับต่างก้มหน้าหลบตาไปตาม ๆ กัน ยุนโฮพูดคำสั่งแล้วเดินผ่านไปอย่างไม่ไม่ใส่ใจ
“ เรียกสเตฟานี่ไปหาฉันที่ห้อง! ”
ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังแว่วเข้ามาในการรับรู้ของยุนโฮที่มัวจมอยู่กับความคิดของตัวเอง สักครู่สาวรับใช้คนที่เรียกหาก็เข้ามา
สเตฟานี่พาเรือนร่างที่ปรากฏส่วนโว้งเค้าชัดเจนเดินนวยนาดเข้ามาหายุนโฮ ใบหน้าฉายแววยั่วยวนทั้งสายตาและรอยยิ้ม
“ คุณยุนโฮเรียกสเตฟานี่หรอคะ ” เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ถูกดัดเสียหวานจนน่าคลื่นไส้สำหรับยุนโฮ ชายหนุ่มแค่นยิ้มเมื่อได้ฟัง
แล้วร่างเพรียวก็ล้มลงกองกับพื้นเมื่อถูกลอบตีจากทางด้านหลัง สเตฟานี่หมดสติในทันที ขณะที่คนที่มองอยู่ตั้งแต่ต้นยกยิ้มเหี้ยมเกรียมเมื่อทุกสิ่งเป็นไปตามที่วางแผนไว้
“ ต่อจากนี้ก็หน้าที่ของพวกนาย อย่าทำให้ฉันผิดหวัง! ” ยุนโฮพูดโดยไม่มองหน้าคนฟัง รู้เพียงว่าฝ่ายนั้นค้อมศีรษะลงรับคำสั่งจากลักษณะของเงาบนพื้นพรมที่แปลกไป
ยุนโฮยิ้มแล้วชายหนุ่มก็ต่อโทรศัพท์สายใน
“ ขอไวน์อย่างดี เอาขึ้นมาให้ฉันที่ห้อง ” จากนั้นเขาก็จัดการเลือกที่นั่งมุมดีที่จะสามารถจิบไวน์ขณะเดียวกับที่สามารถมองภาพตรงหน้าได้ชัดเจน
เพื่อแจจุงแล้ว... ยุนโฮต้องมั่นใจว่าเขาได้ทำให้คนที่ทำแจจุงเจ็บ...เจ็บถึงที่สุด!
ซ่า!
น้ำเย็นจัดรสชาติแสนเค็มถูกสาดกระทบเข้าอย่างจังบนใบหน้าสะสวยของหญิงสาว สเตฟานี่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาทันทีแล้วไอค่อกแค่กเมื่อน้ำทำให้การหายใจของเธอติดขัด
“ อือ... ” เสียงหวานครางเครือในลำคอเมื่อรู้สึกปวดด้านหลังของศีรษะ ซ้ำเมื่อพยายามขยับร่างกายของตัวเอง ก็พบกับเรื่องน่าตกใจ เพราะทั้งแขนและขาถูกจับขึงพืดแยกออกจากกัน ขอบประโปรงสั้นของชุดเครื่องแบบสาวใช้เลิกขึ้นสูงจนแทบเห็นไปไหนต่อไหน
สเตฟานี่มองไปรอบ ๆ อย่างหวาดระแวง สภาพล่อแหลมแบบนี้ไม่ชวนให้นึกถึงเรื่องดีได้เลย แล้วดวงตากลมโตนั้นก็สะดุดเข้ากับร่างสูงของชายหนุ่มที่เธอคุ้นหน้าเป็นอย่างดี
เขาคนนั้น...นั่งไขว่ห้างท่าทางสบายอารมณ์อยู่ตรงมุมห้องข้างหน้าต่างบานใหญ่ ในมือมีแก้วไวน์บรรจุของแหลวสีแดงข้นจนแทบดำดุจสีเลือด
“ คุณยุนโฮ... ” เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ทว่าคนที่ถูกเรียกกลับนิ่ง ไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกนั้น
เพียะ!
แล้วใบหน้าสะสวยก็ถูกตบฉาดใหญ่จนหน้าหัน ผมยาวสลวยที่ปล่อยสยายกระจายไปตามแรงกระทบ
เพียะ!
ยังไม่ทันตั้งตัว ฝ่ามือหยาบกร้านก็กระทบเข้าหาใบหน้าอีกด้านหนึ่ง เพียงแค่สองฉาดก็ทำเอาแก้มเนียนแดงเรื่อเป็นรอยฝ่ามือและเริ่มบวมอย่างเห็นได้ชัด
“ คุณยุนโฮ... ช่วยสเต..ฟานี่ด้วย อ๊า!! ” เมื่อร้องขอความเห็นใจอีกครั้ง เรือนผมดำขลับนั้นก็ถูกกระชากเต็มมือจนหน้าหงาย สเตฟานี่กรีดร้องสุดเสียงเมื่อรู้สึกราวกับว่าแรงกระชากนั้นจะดึงทั้งศีรษะของเธอให้หลุดออกจากคอ
ทว่าสิ่งที่ยุนโฮส่งให้มีเพียงรอยยิ้มพออกพอใจและมือที่ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบอย่างไม่เร่งรีบ ท่าทีสบายใจนั้นราวกับกำลังชมภาพยนตร์เรื่องโปรด
สเตฟานี่พยายามเอี้ยวตัวออกจากมือของบุคคลนั้น อย่างน้อยก็พยายามให้ใบหน้าของตัวเองเลิกแหงนเงยเห็นเพียงแค่เพดานเช่นนี้ และเมื่อความพยายามนั้นสำเร็จ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็คือ...
อ่างน้ำ...
อ่างใบไม่ใหญ่ไม่เล็กถูกบรรจุด้วยน้ำและน้ำแข็งก่อนเล็กก้อนน้อย ไอที่ระเหยออกมายืนยันได้ดีว่าอุณหภูมิของของเหลวนั้นต่ำเพียงไร
“ อึก... ” ยังไม่ทันที่จะได้พูดหรือต่อรอง ใบหน้าสะสวยก็ถูกกดให้จมลงในน้ำ ความเย็นจัดจากของเหลวไร้สีทำให้ใบหน้านั้นเจ็บเสียจนชา
สเตฟานี่พยายามขัดขืน ดิ้นรนให้ตัวเองหลุดพ้นจากมือหนาของคนที่ตัวเองไม่รู้จัก ทว่าเส้นผมยาวสยายที่เจ้าตัวดูแลอย่างดีก็ถูกขยุ้มดึงจนหน้าหงายอีกครั้ง
ชั่วเวลาที่ใบหน้าละออกมาจากภาชนะใส่น้ำ หญิงสาวพยายามสูดลมหายใจเข้าร่างกาย แต่ก็ถูกกดกลับลงไปใหม่ อากาศที่ควรจะได้กลับแทนที่ด้วยของเหลว
หากนั่นคือน้ำธรรมดา คงไม่ทำให้สเตฟานี่ทรมานเท่าที่ยุนโฮต้องการ น้ำนั้นจึงถูกผสมจนเค็ม ความรู้สึกยามสำลักน้ำเหล่านั้นไม่ต่างจากเวลาที่กำลังจมลงในทะเล ทั้งแสบตา แสบคอ และหายใจไม่ออก
สเตฟานี่ถูกจับกดน้ำอีกหลายครั้งสลับกับถูกตบหน้าอีกหลายที กระทั่งสติของหญิงสาวเริ่มพร่าเลือน และก่อนที่จะหมดสติไปนั้น ประโยคเดียวที่เธอได้ยินจากยุนโฮก็คือ...
“ ถ้าอยากได้ผัวนัก ฉันก็จะสงเคราะห์ให้! ”
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่กระทั่งไวน์ขวดแรกหมดลง แต่การลงโทษยังคงดำเนินต่อไป ไวน์ขวดที่สองถูกสั่งขึ้นมา ยุนโฮนั่งประสานมือวางบนขาที่นั่งไขว่ห้างพร้อมเอนหลังสบายอารมณ์
การลงโทษเริ่มต้นอีกครั้งทั้งที่สเตฟานี่ยังไม่ได้สติกระทั่งหญิงสาวฟื้นขึ้นมา ทว่าการเอาคืนที่ว่านั้นก็ยังไม่ยุติ และไม่มีทีท่าว่ายุนโฮจะยอมหยุดง่าย ๆ
เสียงกรีดร้องครวญครางและท่าทีทรมานของสาวใช้ตรงหน้าไม่สามารถเรียกร้องความเห็นใจจากชายที่ชื่อชอง ยุนโฮได้เลย
ก๊อก! ก๊อก!
สิ้นเสียงเคาะ ประตูบานใหญ่ก็ถูกเปิดออกโดยคนด้านนอก ไวน์เย็นเฉียบขวดใหม่ถูกนำมาเสิร์ฟโดยสาวใช้จางริน
สองสิ่งแรกที่รับรู้ได้เมื่อก้าวเข้ามาในห้องนี้คือเสียงครางเครือทรมานและกลิ่นคาวเลือด จางรินมองภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าตัวเองด้วยความตกใจ
ภาพของสเตฟานี่ที่ถูกขึงพืดทั้งแขนขา เสื้อผ้าถูกฉีกกระชากจนขาดวิ่น ทั้งเนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ บางแห่งมีแผลสดเป็นรอยขีดข่วน คราบเลือดเกรอะกรังตามปากแผลนั้น และที่เห็นได้ชัดที่สุดคงเป็นบริเวณระหว่างขาเรียวสวย เป็นสิ่งที่ทำให้เดาได้ว่าบทลงโทษของสเตฟานี่นั้นเป็นไปในรูปแบบไหน
กลีบปากสีสดถูกบดขยี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนช้ำ ทั้งยังมีรอยแตก แต่เสียงครางหวีดหวิวก็ยังคงแว่วออกมาให้ได้ยินยามที่ร่างหนาของชายที่ยุนโฮสั่งมาคนนั้นกระแทกตัวเข้าไปภายในช่องทางที่ทั้งฉีกขาดและบอบช้ำ
และคำตอบของรอยขีดข่วนตามร่างกายของสเตฟานี่ก็เผยสู่สายตาของจางริน เมื่อมือของชายที่ยังคร่อมร่างบนตัวสเตฟานี่ตวัดฟาดแส้ลงบนร่างกายบอบบาง อกอิ่มและเอวบางแอ่นเร่าขึ้นมาเมื่อความเจ็บแสบตรงเข้าเล่นงาน
จางรินวางถังน้ำแข็งที่ช่วยรักษาอุณหภูมิไวน์ลงบนโต๊ะตัวเล็กข้างตัวเจ้านายหนุ่ม สายตามองคนตรงหน้าด้วยความหวาดหวั่น
คุณยุนโฮที่ยิ้มแย้มเสมอยามอยู่กับคุณแจจุงคนนั้นหายไปไหน คนตรงหน้าที่เธอเห็นในตอนนี้คือใครกัน...
“ มีอะไร? ” ยุนโฮเงยหน้าถามหลานสาวแม่นมประจำตัวเพราะสังเกตว่าจางรินจ้องเขามาพักหนึ่ง และสายตาที่ดูขลาดกลัวปนลังเลนั้นทำให้เขารู้สึกรำคาญเสียเหลือเกิน
“คือ... ” ถึงแม้ฝ่ายนั้นจะเปิดโอกาสให้พูด แต่จางรินก็ไม่กล้าเสี่ยงพูดออกไปในทันที
“ คุณยุนโฮคะ... ถึงสเตฟานี่จะทำผิดจริง แต่คุณทำแบบนี้ไม่เกินไปหน่อยเหรอ ” หญิงสาวชำเลืองมองเสี้ยวหน้าของยุนโฮก่อนพูดออกมาตะกุกตะกัก กว่าจะจบความที่ต้องการบอกก็กินเวลาเข้าไปนานโขทั้งที่ประโยคนั้นมันไม่ได้ยาวอะไรเลย
“ ... ” ยุนโฮไม่ตอบแต่ใช้สายตาดุดันเบนจากภาพการกระทำชำเรานั้นมายังสาวใช้ที่ยืนตัวสั่น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ายุนโฮไม่พอใจที่จางรินพูดแบบนั้น
ในเมื่อแจจุงของเขายังนอนหมดสติอยู่ที่โรงพยาบาล คนที่ทำมันต้องโดนลงทัณฑ์จนกว่าแจจุงจะฟื้นจึงจะสาสม!
“ ดิฉันว่า... ถ้าคุณแจจุงเธอรู้ว่าคุณทำแบบนี้ เธอคงไม่ชอบใจหรอกค่ะ ” เพราะรู้ว่าจุดอ่อนของเจ้านายยคือตุ๊กตาของน้องสาวคนเดียว จางรินจึงใช้จุดนี้เพื่อห้ามการกระทำป่าเถื่อนของผู้เป็นเจ้านาย
ยุนโฮชะงักไปนิดหนึ่ง แววตาแข็งกร้าวเมื่อครู่อ่อนแสงลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงคนรัก
“ คุณแจจุงไม่ชอบการใช้กำลัง คุณรู้ดีที่สุดไม่ใช่หรือคะ ” เมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไป จางรินจึงไม่ปล่อยโอกาสให้ยุนโฮได้ไตร่ตรองอะไรมากนัก เธอพูดย้ำในจุดที่คิดว่ายุนโฮจะต้องยอมเปลี่ยนใจเมื่อได้ฟัง
“ พอ ” และคำที่เธอว่านั้นก็ได้ผล ยุนโฮสั่งให้ชายร่างหนาที่กำลังเมามันกับกามกิจยุติการกระทำเสีย
แค่พยางค์เดียวเท่านั้นที่ยุนโฮเอ่ยออกมา แต่สามารถหยุดการกระทำของคนที่รับคำสั่งได้ชะงัด ถึงฝ่ายนั้นจะยังค้างคากับเรื่องที่ยังทำไม่เสร็จดี แต่คำสั่งของยุนโฮก็สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
“ ยืนนิ่งอะไรอยู่ พามันออกไปจากห้องฉันเดี๋ยวนี้ แล้วเรียกคนมาทำความสะอาดด้วย ” ยุนโฮพูดน้ำเสียงเย็นชาอันเนื่องมาจากอารมณ์ที่ถึงแม้จะเย็นลงแต่ก็ยังคงความไม่พอใจอยู่ สายตาคมดุจเหยี่ยวปรายตามองคนที่นอนหมดทางหนีด้วยความสมเพช
“ ขอบคุณ.. ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ ” จางรินว่าพลางรีบตรงรี่ไปยังร่างปวกเปียกของสเตฟานี่ หญิงสาวใช้ผ้าห่มคลุมร่างกายเปลือยเปล่านั้นเอาไว้ก่อนแล้วออกไปเรียกให้เด็กขึ้นมาทำความสะอาด รวมทั้งพาสเตฟานี่ไปยังห้องพักของเธอ
ครั้งนี้เพราะอ้างถึงคุณแจจุง คุณยุนโฮถึงยอมอ่อนข้อให้ แต่ถ้าวันไหนไม่มีคุณแจจุงแล้วคุณยุนโฮเกิดโมโหขึ้นมาอีก วันนั้นจะเป็นอย่างไรนะ
จางรินไม่อยากจินตนาการถึงเลยแม้แต่น้อย
To Be Continued
Zinister : ที่จริงตอนนี้ซินอยากให้มันโหดกว่านี้นะ แต่เพราะว่าอาจจะมีตอนพิเศษฉลองวันเกิดฟิค Passionate You!! ครบ 1 ขวบในวันทีี่ 28 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งซินไม่แน่ใจว่าจะเป็นคู่คิแฮหรือบทลงโทษของสเตฟานี่แบบเต็ม ๆ ดี เพราะฉะนั้นก็เลยมีมาเท่าที่เห้นนี่ล่ะค่ะ ^ ^ และเพราะว่ามันกำลังจะครบหนึ่งขวบนี่แหละ ก็เลยอยากขอให้ทุกคนคอมเมนท์เกี่ยวกับความรู้สึกที่มีต่อฟิคอ่ะค่ะ ได้มั้ยเอ่ย ส่วนนี่...ความรู้สึกซินค่ะ >> http://my.dek-d.com//story/viewlongc.php?id=224698&chapter=49

#1 By ✿✿ 낸 니 (もっとKISSしましょうよ~~)..~* on 2007-11-26 23:25